657. เรียนรู้ศาสตร์แห่งการประเมินผ่าน The Voice

Appreciative Evaluation

ที่บ้านชอบดู The Voice กัน ผมเองดูบ้าง แม้จะไม่ชอบรายการประกวดแนวนี้นัก แต่ก็พยายามทำความเข้าใจ เพราะรายการนี้ดังไปทั่วโลก มีจัดรายประเทศจนที่สุดก็ขยายมาไทย ไม่ดีจริงคงไม่มาไกลขนาดนี้ รายการ The Voice ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ของการประกวด ที่เรียกว่า Blind Audition (ไบลน์ ออดิชั่น) ที่เราเห็นในรายการนี้มานาน ขั้นตอน Blind Audition เป็นขั้นตอนการคัดตัวผู้เข้าประกวด โดยไม่ให้กรรมการรู้ว่าหน้าตา ชื่อเสียงเรียงนาม ลูกเต้าเหล่าใคร เรียนมาจากไหน ไม่รู้ทั้งสิ้นเรียกว่าบอดสุดๆ จุดประสงค์หลักๆ ก็คือเพื่อลดอคติ ซึ่งจะส่งผลให้กรรมการพิจารณาผู้เข้าประกวดจากความสามารถ และพรสวรรค์จริงๆ ที่สุดเมื่อได้ตัวมาแล้ว จะต่อยอดฝีมือการแสดงอะไรก็จะง่ายกว่า สร้างดาวดวงใหม่ที่แข็งแกร่งกว่า ผมรู้สึกว่าทึ่งครับ และเรื่องนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าสร้างความต่างให้กับการประกวดแนวนี้ แน่นอนไม่สมบูรณ์ที่สุด แต่ผมว่ากระบวนการของเขาน่าสนใจ น่าดึงดูดใจ ทำให้เราต้องเฝ้ารอ ติดตามครับ

เมื่อผมดูกระบวนการ Blind Audition นี้ผมนึกถึงอยู่สองเรื่องคือเรื่อง Mental Model (เมนทอล โมเดล) และการประเมิน ผมจะพูดเรื่องแรกก่อนครับคือ Mental Model ...คำๆนี้เป็นศัพทย์แสงที่เราใช้ในแวดวงการพัฒนาองค์กร (Organisation Development-OD) ครับ Mental Model แปลว่าความฝังใจ หรืออาจจะเรียกว่าอคติ Mental Model นี้ทาง OD เราเชื่อว่าเป็นตัวขัดขวางการพัฒนาองค์กรที่น่ากลัวที่สุด เรียกว่าเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายขององค์กรทีเดียว Mental หรือความฝังใจนี้หลายครั้งพัฒนามาจากความเชื่อ ความเคยชิน ได้ยินมา โดยไม่เคยตรวจสอบความเชื่อ ทำให้ถึงเวลาความเชื่อ ความฝังใจที่ไม่ดีอาจกลับมาทำร้ายเราโดยไม่ทั้งตั้งตัว ถึงขั้นเป็นหายนะได้เลย เช่นสมัยผมไปเมืองนอก ไปเรียนอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนีย ไปแรกๆก็งง ทำตัวไม่ถูกครับ เพราะกำลังจะเดินข้ามถนน เราก็จะรอให้รถผ่านไปก่อน ปรากฏว่าพอฝรั่งเห็นเราทำท่าจะข้าม รถนี่หยุดเลยครับ ผมก็งง ไปสี่แยกนี่ไม่มีไฟแดง เขาหยุดให้เราแต่ไกล สักพักก็สังเกตว่าฝรั่งนี่มันไม่มองถนนเลย เพราะแค่คิดจะข้าม คนขับรถก็แทบจะหยุดให้มาแต่ไกล ผมแปลกประหลาดใจ เพราะ Mental Model ของคนมากจากเมืองไทย ที่คุณอย่าคิดข้ามนะ มันจะเร่งมาแต่ไกล ประสบกาารณืเดิมทั้งชีวิตของผมในเมืองไทยมันเป็นอย่างนั้นมาตลอด ผมก็ต้องปรับตัวครับ ที่สุดปีที่สองผมเป็นฝรั่งไปเรียบร้อย ผมข้ามถนนแบบไม่ต้องระวัง แทบไม่ต้องมอง รถหยุดให้เลย ผมชินซะแล้ว Mental Model ผมเปลี่ยนไปแล้ว

เมื่อผมกลับมาเมืองไทยผมก็แบบ Mental Model ในการข้ามถนนมาแบบไม่รู้ตัว ผมกลับมาข้ามถนนที่บ้าน ผมถูกบีบแตรไล่ไปสองสามครั้ง เพราะผมลืมมองรถครับ ผมชิน Mental Model ผมมันถูกเปลี่ยนแบบไม่รู้ตัวมาจากเมืองนอก ไปเล่าให้พ่อตาที่เรียนเมืองนอกมา ท่านหัวเราะเลย "...คนจบนอกนี่กลับมาตายมาเมืองไทยตอนกลับมาใหม่ๆนี่เห็นหลายคนแล้ว" หลังจากงงอยู่สักพักผมก็ปรับ Mental Model ใหม่ที่สุดผมก็กลับมาเป็นคนไทยที่ชิงไหวชิงพริบกับคนขับไร้น้ำใจในเมืองไทยต่อไปอย่างเท่าทัน

จะเห็นว่า Mental Model เกิดจากประสบกาณ์ ความเคยชิน คือเราทำอะไรชินๆ มันจะทำให้วงจรประสามของเราเชื่อมกันอัตโนมัติ จากเดิมที่ต้องคิดถึงจะทำได้ พอทำไปมากๆ เลยกลายเป็นความเคยชิน คือทำแบบไม่ต้องคิดเลย เพราะมันชิน ถ้าคุณชินเรื่องดีๆ ก็ดีไป หากชินเรื่องไม่ดีก็ตัวใครตัวมัน

นี่ครับแค่ตัวเดียว ถึงตายได้เลย ในระดับองค์กรมีความฝังใจ Mental Model ที่น่ากลัวอีกมากที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ เป็นที่มาของการสูญเสีย พ่ายแพ้กับคู่แข่งที่แม้มีกำลังทรัพย์น้อยกว่า อำนาจการแข่งขันน้อยกว่า จะพังจะไปหรือไม่ไปก็อยู่ที่ Mental Model ของคนนั่นเอง อาจไม่ถึงพัง แต่อาจทำให้เราสูญเสียโอกาสดีๆ ไปก็ได้

มาที่ The Voice กระบวนการ Blind Audition นับเป็นการประเมินที่เชื่อว่าน่าจะตัด Mental Model ของผู้ประเมินออกไป ใครจะไปรู้ ถ้าให้เห็นชื่อเสียง เรียงนาม จินตนาการสิครับ ถ้าผู้เข้าประกวด เป็นน้องสาว ขผงผู้หญิงที่กรรมการกำลังตามจีบ คุณว่าจะเกิดอะไรขึ้น มีลูกหลานคนนามสกุลดัง ลูกนักร้องเข้ามา หรือนางสาวไทยมาประกวด โอ๊ยสุดจินตนาการถึงอคติ ข้อมูลที่อาจไปกระตุ้น Mental Model ความฝังใจที่ทำให้เราตัดสินใจทำอะไรอัตโนมัติขึ้นมา ใครจะไปรู้เพชรในตมอาจไม่มีโอกาสส่องแสงไปตลอดกาล

ที่สำคัญหลังประเมินครั้งแรก โค้ชจะหันกลับไป ให้นักร้องเลือกว่าจะอยู่กับใคร นี่ก็ประเมินได้ดีสุดๆ เหมือนคุณได้เลือกครูในฝัน หลังจากนั้นก็มาฝึกโค้ชจะประเมินความสามารถของศิษย์ตลอด เวลา ประเมินแล้วแนะนำ ที่สุดคุณจะเห็นเพ็ชรเปล่งประกายขึ้นเรื่อยๆ คนดูก็ชอบ โค้ชก็รัก คนที่มีส่วนร่วมทั้งหมดส่วนใหญ่จะภาคภูมิใจ คุณจะเห็นว่าการประเมิณที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ทำให้ศิษย์แต่ละคนก้าวข้ามความเคยชิน ความฝังใจ (Mental Model) อันส่งผลต่อการแสดงเดิมๆ ละของเดิมที่ไม่ดี แล้วเติมเต็มสิ่งที่ดี ที่สุดก็พัฒนาฝีมือไปอย่างน่าชื่นชม

ต้องยกย่องครับ The Voice และการประเมินตั้งแต่ Blind Audition เปิดหูเปิดตามผมมากๆถือว่าเป็นการประเมินที่สุดยอดมาก คุณได้คนที่มีพรสวรรค์จริงๆ ผ่านการคัดเลือกที่ลดอคติ Mental Model ที่ไม่พึงปราถนาจนเหลือน้อยที่สุด หลังได้ลูกทีมแล้ว ก็ประเมินไปพัฒนาไป เห็นพัฒนาการชัดเจนมากๆ

The Voice เป็นต้นแบบของการประเมินชัดๆที่หาได้ยากในยุคนี้ ทำให้ได้ต้องย้อนกลับมาสู่การประเมินที่ผมเห็นมาสิบสี่ปีในชั่วชีวิตที่ผมเป็นอาจารย์ ซึ่งผมบังเอิญมาอยู่ในยุคสมัยที่แผ่นดินเราคลั่งการประเมินมาก ที่ผมรู้สึกว่ามันแปลกๆ เช่นผมเห็นทุกสถาบัน ทุกการอบรมประเมินเรื่องขนมเบรค ประเมินกันเข้าไปนับสิบปี มันน่าจะดีสิเราควรจะเห็นคนเคลิ้มแล้ว นักเรียนไม่ยอมเข้าห้องเรียน เพราะมัวต่ดื่มด่ำกินขนทกับกาแฟ ที่รสชาดประหนึ่งปรุงโดยเทพยา เปล่าฝันไปแล้ว ใันยังห่วย ห่วยลงเรื่อยๆ

คุณอาจเถียงว่า ก็ไม่ได้เอาไปปรับปรุงสิ มันถึงเป็นอย่างนี้ ก็เป็นไปได้ แต่ผมก็มองอีกมุมหนึ่งคือบางครั้งข้อมูลจากการประเมินลักษณะนี้อาจไม่ทำให้เราได้ Idea จะไปทำอะไรมากนัก แถมสับสนอีกลองดูเรื่องนี้

ผมถูกประเมินการสอนทุกเทอมครับ มีหัวข้อหนึ่งที่ผมจะหงุดหงิดหน่อย คือเรื่องความตรงต่อเวลา ผมนี่เข้าห้องเรียนไปรอนักศึกษาทุกครั้งครับ นักศึกษาส่วนใหญ่ 70 เปอร์เซ็น มาสายครับ ไม่เข้มงวดนี่ค่อยๆทยอยมา พอสิ้นเทอมเราจะประเมินกัน คะแนนการตรงต่อเวลาของผมไม่เคยเต็ม 5 ครับ มันจะ 4 กว่าๆ...บ้าไหมครับ ผมมาก่อนเวลาทุกครั้ง มันควรได้เต็ม 5 สิ...คำถามการประเมินแบบนี้นี่ที่สุดแล้วเราเอาข้อมูลไปทำอะไรได้ครับ จะให้ผมปรับปรุงตัวยังไงครับ Mental Model ของคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประเมินคือ ช่างมัน ไม่รู้จะทำยังไงกับเรื่องดี ก็ปล่อยๆ ไปส่วนผมเองถึงกับหมดศรัทธา เลิกดูไปเลย

แต่พอดู The Voice เออ..ในดูมีความหวัง ดูเหมือนผมจะเห็นการประเมินที่เข้าท่า น่าตื่นเต้น ได้ของจริง แถมเมื่อสอน (นี่ก็อีกเรื่องงที่จะเขียนในวันหลัง) การประเมินนำไปสู่การพัฒนา

ผมเห็นว่าสิ่งที่เราทำอาจห่างไกลกับสิ่งที่ The Voice ทำ วิธีการของที่เราทำอยู่คือแจกแบบประเมินให้คนติ๊กไปติ๊กมา แล้วรวมคะแนนนี่อาจไม่ใช่กระบวนการที่ดีพอ เพราะไม่ให้คำตอบอะไรที่น่าเชื่อถือ เช่นกรณีถูกประเมินเรื่องตรงเวลา ที่สำคัญจะเอาไปพัฒนาก็ยาก เพราะไม่ได้ข้อมูล หรือบรรทัดฐานที่เพียงพอที่จะเอาไปต่อยอดได้

แล้วทางเลือกล่ะ วันนี้ผมเสนอแนวทางการประเมินแบบ Appreciative Evaluation ที่น่าจะช่วยลด Mental Model ได้คล้ายการประเมินแบบ Blind Audition ของ The Voice แถมยังเป็นการประเมินที่น่าจะตรงจุด พร้อมด้วยข้อมูลที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้คล้ายเวลาโค้ชทั้งหลายประเมินและพัฒนาลูกศิษย์ของตนเองใน The Voice ขั้นตอนมีสี่ขั้นคือ Inquire Imagine Innovate และ Implement

Inquiry คือการประเมินด้วยการถามเชิงบวก เช่นครั้งหนึ่งผมไปคณะแพทย์ เขาอยากทำเรื่องการศึกษา ผมเลยตั้งคำถามว่า ตั้งแต่เรียนหนังสือมาคุณหมอ และเจ้าหน้าที่นึกถึงหน้าใคร ครูคนนั้นสอนไม่เหมือนคนอื่นตรงไหน

คำตอบจะประมาณนี้ถ้าเป็นหมอผู้หญิง อาจารย์ให้ทำตารางเวลานัด นัดกันทุกสองอาทิตย์ ก่อนมาให้ส่งงานล่วงหน้าสามวัน อาจารย์จะแนะนำ Feedback อย่างดี ทำจนเป็นวินัย อีกคนจะตอบส่ง Mail ไปอาจารย์ตอบใน 24 ชั่วโมง อีกคนบอกอาจารย์จะทำตัวเป็นแบบอย่าง เขียนอะไรใน Chart มา อาจารย์จะไม่ปล่อย อาจารย์จะพาไปดูของจริงทำไมต้องเข้าเฝือกอย่างนี้ ต้องอย่างนี้ ทุกคนบอกเลยชอบอาจารย์ที่ Feedback เร็ว เอาใจใส่ ทำตัวเป็นแบบอย่าง ....ว๊าวฟังแล้วรู้สึกเกิดแรงบันดาลใจ ได้ข้อมูลเลยว่าเราจะปฏิบัติต่อลูกศิษย์ผู้หญิงอย่างไร พอมาถึงหมอผู้ชาย บอกว่า ... มีหมอท่านหนึ่งมาบรรยาย ท่านพูดถึงพยาธิ ท่านเล่าถึงว่าพยาธิตัวเล็กๆนี่กินอาหารคทั้งโลกนี่ไปเท่าไหร่ ...ฟังแล้วท่านตื่นเต้นกับตัวเลขนี้ รู้สึกว่าสิ่งเล็กๆนี่กระทบโลกมากๆ นี่คือหมอผู้ชายเป็นเรื่องแรงบันดาลใจ ทั้งสิ้น หมอผู้ชายชอบที่ครูพูดถึงเรื่องภาพรวม Big Picture ...สำหรับท่านนี้ถึงกับได้แรงบันดาลใจมาเรียเวชศาสตร์ชุมชน เป็นอาจารย์ในสาขานี้เลย

เพราะฉะนั้นภาพรวมการศึกษาที่ทำให้ลูกศิษย์เกิดการเรียนรู้ชนิดสร้างบุคลิกภาพเลย เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตคือ "การให้ Feedback เร็ว เอาใจใส่ การทำตัวเป็นแบบอย่าง และการสร้างแรงบันดาลใจ

Imagine มาจินตนาการกันว่าเราจะสร้างระบบการศึกษาแบบไหน เรียกว่าถ้าเราเอาสี่อย่างนี้ไปขยายผล จะเกิดอะไรขึ้นกับภาควิชาในสิบปีข้างหน้า ตรงนี้อาจเป็น "เราเห็นคนเป็นหมอในสาขานี้มีความสุขในการทำงานอย่างทุ่มเท ลูกศิษย์ก็มีความสุขที่ได้เรียนสาขานี้ ชาวบ้านก็ยิ่งมีความสุข ดูแลตัวเองได้ เราจะเห็นเรื่องนี้เกิดขึ้นในสิบปี" เป็นต้น

Innovate เราต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ฝันจะได้เป็นจริง เราสามารถพัฒนาแผนการโดยการใช้ข้อมูลจากช่วง Inquire ได้ ผมก็ถามคุณหมอว่าจะทำอะไรบ้าง จะขยายผลอะไร เราช่วยกันคิด

ท่านหนึ่งรวมผมด้วย จะเอาวิธีการที่ครูของหมอผู้หญิงคนแรกใช้ ก็คือให้ศิษย์วางแผนล่วงหน้าทั้งเทอม กำหนดวันมา

กำหนดนโยบายว่าอาจารย์ที่นี่ต้อง Feedback นักศึกษาไม่เกิน 24 ชั่วโมง

สร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ Feedback เร็ว เอาใจใส่ เป็นแบบอย่าง สร้างแรงบันดาลใจ

เอาไปกำหนดเป็นนโยบายสรรหาบุคลากรในอนาคต

แผนการฝึกอบรมบุคลากรจะต้องมีเรื่องFeedback เร็ว เอาใจใส่ เป็นแบบอย่าง สร้างแรงบันดาลใจ

ภายในสองเดือนจะเชิญหมอประเวศ วสี มาสร้างแรงบันดาลใจ

Implement

ตรงนี้ก็ทำจริงครับ ซึ่งไม่ยาก เพราะวิธีการมีอยู่แล้ว คนทำเป็นก็มีอยู่ ทุกอย่างจึงมีโอกาสเกิดได้จริง เปลี่ยนได้จริง

ผมฟังยังมีความสุข เห็นความเป็นไปได้ อยากมีส่วนร่วม เห็นทางของการพัฒนาตนเอง มีความหวัง

ตอนผมทำเรื่องนี้ผมรู้สึกบรรยากาศการประเมินเหมือน The Voice ครับ คล้ายๆกัน มันลดอคติ Mental Model ลงมาก ผมยังถามคุณหมอด้วยว่าเท่าๆที่ดูมาการจะสอนให้ดี การสร้างคนนั้นดูเป็นอะไรซับซ้อนไหม ไม่ครับ ใช้งบประมาณเยอะไหม ไม่ครับ นี่ครับผมกำลังเปลี่ยน Mental Model หลายครั้งเวลาไปทำงานพัฒนาองค์กร คนจะมี Mental Model ว่าการพัฒนาคนพัฒนาองค์กรต้องใช้งบประมาณสูง ใช้วิธีการที่ซับซ้อน ไม่ใช่เลยครับ ทุกวิธีการเรียบง่าย ทำได้ด้วยกำลัง ด้วยเวลา ด้วยงบประมาณที่มีอยู่ ทั้งอาจประหยัดกว่าเดิมด้วย

สุดท้ายผมว่าการประเมินใดๆ ต้องนำมาซึ่งความรู้ และแรงบันดาลใจ รวมทั้งที่สุดนำไปสู่การพัฒนาจริงๆ ผมเองเขื่อว่าคนทุกคนก็เหมือนผมที่บางครั้งเราไม่รู้ว่าอะไรเป็นอุปสรรคในชีวิต เช่นผมไม่รู้จริงๆ ว่าความเคยชินในการข้ามถนน ที่ผมได้รับมาจากการไปเรียนต่างประเทศ จนกลายเป็น Mental Model นั้นเกือบจะฆ่าผมเอง ไม่มีใครอยากให้ความเคยชิน ความฝังใจ ที่ไม่ดีอยู่กับเราครับ และผมเชื่อว่าเราทุกคนอยากรู้ว่าเรามีอะไรไม่ดี ระบบประเมินที่ดีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะไม่ทำให้เราต้องคลำทางเอง เพราะไม่รู้จะล้มหายตายจากไประหว่างทางอย่างไม่จำเป็นหรือไม่ ลองช่วยกันค้นหา ผมเองเจอมาตัวหนึ่งคือ Appreciative Evaluation (AE) ไม่ได้บอกว่าดีที่สุด แต่ลองมาแล้วให้คำตอบ ทำให้เราเห็น Mental Model ที่เราอาจมองไม่เห็นมาก่อน แถมเกิดแรงบันดาลใจอยากเปลี่ยนแปลงจริงๆ ลองช่วยกันต่อยอดครับ ผมเองก็รู้เท่านี้

ผมเห็นความหวังมากครับกับเครื่องมือนี้ ผมจะมาเล่าเรื่องการประเมินในมิติอื่นๆ ที่ผมทำมาให้ฟังอีกนะครับ

วันนี้เพียงเท่านี้ เพียงเล่าให้ฟัง ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

Reference: https://www.gotoknow.org/posts/319112

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ชอบThe Voice มากกว่า The Star น่าจะตรงการประเมินแบบ Mental Mode นี่ล่ะครับ