"Critical Thinking" คือ อะไร ? คำนี้ถ้าแปลเป็นภาษาไทยคือ คิดวิพากษ์ แล้ววิพากษ์คืออะไร ?
วิพากษ์คือ ท่าทีของการแย้งต่อสิ่งถูกนำเสนอโดยวิธีการตั้งคำถาม การถอดรือ (Deconstruction)
โดยมีเป้าหมายให้เห็นความจริง เนื้อใน อำนาจ สาเหตุ และ เบื้องหลังปรากฎการณ์ต่าง ๆ

วาทกรรมการแปล "Critical Thinking" ให้เป็นคำว่า "คิดอย่างมีวิจารณญาณ" ดูไม่ตรงนักกับความหมาย
การใช้คำว่า "วิพากษ์" มีความเหมาะสมกว่า โดยเฉพาะในยุคสังคมข่าวสารนี้ มีการผลิตข้อเท็จจริง ความรู้
อำนาจ ผลิตวาทกรรมขึ้นมาเป็นอันมาก ซึ่งการผลิตมีความสลับซับซ้อนมีการลวง พราง โดยกรณีข้อมูล
ของเอ็ดเวิร์ด สโนเด็น ที่ออกมาเปิดเผยท่าทีของการสอดแนมของสหรัฐ แค่การเปิดเผยข้อมูลท่าที่ของ
ฑูตสหรัฐต่อประเทศต่าง ๆ โดยมีหน้าฉากและวาทกรรมอีกอย่างหนึ่ง มีเนื้อในจริง ๆ อีกอย่างหนึ่ง ทำให้
ข้อมูลข่าวสารที่ปรากฎออกมาโดยใช้ข้อเท็จจริงบางส่วน ทำให้ต้องคิดวิพากษ์ต่อปรากฎการณ์นั้นให้เข้มข้น

รากฐานการวิพากษ์ เท่าที่บันทึกมาได้ เริ่มมาจากเพลโต้ เป็นคนใช้วิธีการที่เรียกว่า "ไดอะแล็กติก" โดย
ทำการตั้งคำถามต่อผู้ที่เป็นนักปราชญ์ที่ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ ผลแห่งการซักถามทำให้คนที่ชื่อว่าปราชญ์
ทั้งหลายที่คิดว่าเป็นคนมีความรู้ แต่จริง ๆ ไม่ได้มีความรู้อย่างที่รู้นั้นจริง ๆ กรณีการวิพากษ์ของเพลโต้
ทำให้รู้ว่า "การตั้งคำถามต่อปรากฎการณ์" นั้นเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่แย้งต่อสิ่งที่ถูกนำเสนอ

ต่อมาเฮเกล ได้สร้างไดอะแลกติกขึ้นมาเป็นโมเดลเรื่องของจิตที่ว่ามีข้อเสนอ (Thesis) ข้อวิพากษ์ (Anti-Thesis)
และสภาพการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นภาวะใหม่ คือ (Synthesis) เฮเกลเป็นนักปรัชญากลุ่มจิตนิยม จึงไม่มีข้อ
เสนอปรากฎการณ์ทางสังคม จนกระทั้ง มาร์กนำเอาไดอะแลคติกนี้ไปวิเคราะห์ระบบสังคมที่เป็นอยู่ จึงเกิดแนวคิด
วิพากษ์แบบมาร์กซ์จากข้อเท็จจริงและปรากฎการณ์ ทำให้เกิดภาวะใหม่ขึ้นมา ซึ่งแนวของมาร์กซ์ เป็นวัตถุนิยม
ประวัติศาสตร์ นอกจากนั้นการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์ก็เป็นการสอบสวนการแย้งคำตอบสำเร็จรูปจากยุคกลางทั้งนั้น
โมเดลใหม่ ๆ ในการอธิบายที่ล้มล้างแนวคิดเก่าก็มาจากรากฐานไดอะแลกติคนีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของดาร์วิน
ตลอดจนไปถึงปรัชญาโพสโมเดิร์น ก็มีรูปแบบพัฒนาการมาจากทฤษฎีวิพากษ์ทั้งสิ้น

สิ่งที่มีความจำเป็นต้องวิพากษ์คือ ความรู้ หรือ ข้อเสนอที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปมีความเนียนตามธรรมชาติ มีความ
จำเป็นต้องตั้งคำถาม สงสัย และตรวจสอบ การให้ข้อมูลไม่ครบ ประการที่สองคือ ความรู้นั้นอ้างเหตุผลสนับสนุนโดย
คนทั่วไปเชื่อว่าเหตุผลนี้สมเหตุสมผลไหม มีการให้เหตุผลไม่ครบหรือครอบคลุมหรือไม่

ในศาสนาพุทธกล่าวไว้อย่างชัดเจน เรื่องของกามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร มีไว้ดังนี้

  1. มา อนุสฺสวเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา
  2. มา ปรมฺปราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
  3. มา อิติกิราย - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
  4. มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
  5. มา ตกฺกเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเดาว่าเป็นเหตุผลกัน
  6. มา นยเหตุ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมานคาดคะเน
  7. มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเดาจากอาการที่เห็น
  8. มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้แล้ว
  9. มา ภพฺพรูปตา - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ
  10. มา สมโณ โน ครูติ - อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า ท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา

เมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษเมื่อนั้นพึงละเสีย และเมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรือไม่มีโทษ เมื่อนั้นพึงถือปฏิบัติ

ทักษะนี้มีความจำเป็นอย่างมากในสมรรถภาพของคนยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด หากขาดการวิพากษ์เสียอย่าง หากไม่มี
การวิพากษ์เช่นนี้ นวัตกรรม และ องค์ความรู้ใหม่ ๆ ไม่มีทางเกิด คนเราก็เชื่อตาม ๆ โฆษณาในระบบทุนนิยม เชือตำแหน่ง
ทางวิชาการ เชื่อในการเคารพนับถือของคน ซึ่งจะทำให้ถอยหลังไปถึงยุคกลางหรือยุคมืดเลยทีเดียว

โปรดติดตามตอนต่อไป