โครงการ "บ่อสวยน้ำใส" เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ยืนยันถึงคำว่า "ชุมชน" ในรายวิชาการพัฒนานิสิต ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะชุมชนอันเป็นหมู่บ้านเท่านั้น ทว่าภายในรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคามก็เป็น "ชุมชน" หรือฐานการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน
โครงการ "บ่อสวยน้ำใส" จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๘ ณ สถานีผลิตน้ำประปามหาวิทยาลัยมหาสารคาม (พื้นที่ตั้งขามเรียง) โดยนิสิตได้กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ไว้ ๓ ประการ คือ
- เพื่อให้งานการประปาของมหาวิทยาลัยฯ มีบ่อพักน้ำที่ใสสะอาดปราศจากสิ่งปฏิกูล
- เพื่อให้นิสิตได้บำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม
- เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้นิสิตมีจิตสาธารณะ
จากวัตถุประสงค์ข้างต้น เห็นได้ชัดว่าเกี่ยวโยงกับวาทกรรมสำคัญๆ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่เพียรพยายามบ่มเพาะให้นิสิตเติบโตเป็นบัณฑิตที่พึงประสงค์ที่ประกอบด้วย...
- ปรัชญามหาวิทยาลัยฯ (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน)
- เอกลักษณ์มหาวิทยาลัยฯ (เป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน)
- อัตลักษณ์นิสิต (การช่วยเหลือสังคมและชุมชน)
โดยทั้งปวงล้วนเพียรพยายามบูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมในหลักสูตรและนอกหลักสูตร เน้นการลงมือทำ หรือการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม(Project base learning & Activity Based Learning) มิใช่จ่อมจมอยู่กับการเรียนในแบบเดิมๆ ที่รอให้อาจารย์พร่ำสอน หรือไม่ก็เข้าห้องสมุดก้มหน้าก้มตาค้นคว้าทำรายงานมาส่ง หรือไม่ก็ออกมายืนรายงานหน้าชั้นเรียน รวมถึงการท่องจำตำรามาสอบราวนกแก้วนกขุนทอง โดยไม่ให้ความสำคัญกับการนำ "ทฤษฎี" ไปสู่การ "ลงมือทำ" ในแบบ "กลุ่ม/ทีม"
มองปัญหาใกล้ตัว : ต่อยอดจากชีวิตประจำวัน
โครงการดังกล่าวนี้เกิดขึ้นจากความฝันเล็กๆ ของนางสาวปิยะภรณ์ เฉยฉิว (ชั้นปี 1 คณะศึกษาศาสตร์ สาขาสังคมศึกษา) ซึ่งเธอบอกเล่ากับเพื่อนๆ ในกลุ่มอย่างตรงไปตรงมาประมาณว่า
"... โครงการนี้เกิดจากประสบการณ์ตรงของการใช้ชีวิตประจำวันในหอพักมหาวิทยาลัยฯ เธอและเพื่อนๆ ตั้งข้อสังเกตเรื่อยมาว่าน้ำประปาที่ใช้ในหอพักดูเหมือนจะไม่ใสสะอาดเท่าที่ควร หลายต่อหลายครั้งมีตะกอนปนมากับน้ำค่อนข้างเยอะ หากมีโอกาสก็อยากทำโครงการนี้ เพราะเป็นการเรียนรู้ปัญหาใกล้ตัวและเป็นการช่วยมหาวิทยาลัยฯ ในอีกทางหนึ่ง..."
โดยส่วนตัวแล้ว การที่นิสิตมองปัญหาใกล้ตัวและนำปัญหาที่ว่านั้นมาเป็น "โจทย์" ของการจัดทำโครงการเป็นสิ่งที่ดี เสมือนการสังเคราะห์ (ทบทวน) ชีวิตประจำวันของตนเอง
การมองในเรื่องใกล้ตัวที่พบเจอในทุกๆ วันเช่นนี้ จะช่วยให้มอง "ปัญหา" (โจทย์) ได้แจ่มชัดมากขึ้น โอกาสของการแก้ปัญหาได้ตรงจุดก็มีมากขึ้น ยิ่งสมาชิกในกลุ่มที่เป็น "รุ่นพี่" (ชั้นปีที่ ๓) จากคณะวิทยาศาสตร์ ได้นำเสนอข้อมูลที่เกิดจากการศึกษาวิจัยในหลักสูตรมาสนับสนุนว่าน้ำประปาที่ใช้ในหอพักมีปัญหาเช่นนั้นจริง ผมยิ่งมองว่านี่คือกระบวนการฝึกการพัฒนาโจทย์ที่ง่ายงาม ยิ่งมีข้อมูลที่เป็นตรรกะมาหนุนเสริม ยิ่งทำให้นิสิตเกิดแรงบันดาลใจที่จะขับเคลื่อนโครงการ "บ่อสวยน้ำใส" ร่วมกัน
สอบถามเจ้าหน้าที่ : วางแผนการทำงานแบบมีส่วนร่วม
ภายหลังสมาชิกในกลุ่มลงมติเห็นชอบที่จะจัดโครงการฯ อย่างเป็นเอกฉันท์ แกนนำฯ ได้ใช้หลักคิดการทำงานแบบ PDCA และการทำงานแบบมีส่วนร่วมเป็นตัวขับเคลื่อน โดยเริ่มต้นจากการเข้าไปติดต่อกองอาคารและสถานที่ของมหาวิทยาลัยฯ
การติดต่อของนิสิต ไม่ได้ไปเสนอว่า "จะทำโน่นนี่" หากแต่ไป "แลกเปลี่ยนเรียนรู้" ถึงสถานการณ์ความจริงของบ่อพักน้ำประปาของมหาวิทยาลัยฯ หรือเข้าประสานงานในทำนอง "มีอะไรให้หนูช่วยได้บ้าง"
กรณีดังกล่าวนี้ เจ้าหน้าที่ได้บอกเล่ากึ่งบรรยายอย่างรวบรัดเกี่ยวกับปัญหาหลักๆ ของบ่อพักน้ำที่มีข้อจำกัดในเรื่องการทำความสะอาดที่ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการ "ฉีดชะล้างตะไคร่น้ำ" เป็นหัวใจหลัก แต่จะไม่ค่อยได้ "ลงไปล้าง-ไปขัด" ผนังบ่อและก้นบ่ออย่างเต็มที่ เพราะจำกัดด้วยกำลังคนและจำกัดด้วยเวลาที่ต้องเร่งปล่อยน้ำไปยังส่วนต่างๆ ให้ต่อเนื่อง
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเจ้าหน้าที่กับนิสิตนำพามาสู่การออกแบบกิจกรรมง่ายๆ ร่วมกัน นับตั้งแต่การกำหนดห้วงเวลา การจัดเตรียมอุปกรณ์ การเตรียมคน เตรียมสถานที่ ฯลฯ โดยหลักๆ แล้วก็คือการระดมกำลังลงไป "ล้างบ่อพักน้ำประปา" ดีๆ นั่นเอง
เรียกได้ว่าใช้คนจำนวนเยอะๆ ลุยกันให้เต็มที่ เป็นการทำงานแข่งกับเวลา ไม่ใช่ทำงานลากยาวไปเรื่อยๆ จนกระทบต่อกระบวนการผลิตน้ำและกระจายน้ำไปยังส่วนต่างๆ
ไม่ใช่แค่ลงแรงล้างบ่ออย่างเอาเป็นเอาตาย : (แต่) เรียนรู้ระบบประปามหาวิทยาลัยฯ ไปพร้อมๆ กัน
โครงการบ่อสวยน้ำใส ไม่ได้มุ่งไปยังเป้าหมายหลักคือการระดมพละกำลัง "ล้างบ่อพักน้ำ" อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่มีกระบวนการเรียนรู้ระบบการผลิตน้ำประปาในมหาวิทยาลัยฯ แบบเร่งรัดไปพร้อมๆ กัน เช่น
- การสูบน้ำมาจากที่ไหน
- สูบมาแล้วกักเก็บน้ำอย่างไร
- เกี่ยวโยงกับสารส้ม คลอรีนอย่างไร
- มีกระบวนการพักน้ำให้ตกตะกอนอย่างไร
- มีถังกรองอย่างไร
- มีระบบการส่งน้ำไปสู่ระบบต่างๆ อย่างไร
- มีอาคารหลังใดบ้างที่ใช้น้ำประปาจากแหล่งผลิตตรงนี้ ฯลฯ
นอกจากนี้แล้ว เจ้าหน้าที่ยังให้ความรู้อื่นๆ เพิ่มเติมแก่นิสิต เช่น วิธีการล้างบ่อพักน้ำ ซึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดนี้ ถึงแม้จะไม่ได้สื่อสารในวงกว้างต่อนิสิตทุกคน แต่แกนนำโครงการก็ทำหน้าที่รับช่วงมาสื่อสารแก่สมาชิกในกลุ่มอย่างถ้วนทั่ว เสมือนการปฐมนิเทศก่อนการลงมือทำจริง ทั้งยังช่วยให้นิสิตเกิดการเรียนรู้เรื่อง "การสื่อสาร" ในกลุ่ม/ทีมอย่างเสร็จสรรพ
และการสื่อสารก็ถือเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่สำคัญของการเป็นผู้นำและการทำงานอย่างเป็นทีม
แบ่งงาน : ยืดหยุ่นตามสถานการณ์
ด้วยความที่การงานครั้งนี้ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร อีกทั้งพื้นที่ (ชุมชน) การทำงานอยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัยฯ จึงง่ายต่อการที่จะลงแรงร่วมกัน
แต่พอถึงเวลาต้องลงมือปฏิบัติการ หลายต่อหลายคนกลับมีภารกิจการเรียนการสอบเข้ามาแทรก จึงจำต้องปรับเปลี่ยนยืดหยุ่นตามสถานการณ์จริง เช่น คนที่ว่างก็ลุยงานรอเพื่อน พอคนอื่นเสร็จสิ้นภารกิจก็ต้องรีบเร่งมาเป็นส่วนหนึ่งร่วมกับเพื่อนๆ มิใช่ทำตัว "ลอยชาย-ลอยนวล-กินแรงเพื่อน"
เช่นเดียวกับใครที่มาไม่ได้จริงๆ (ซึ่งก็มีเพียง ๒ คน) ก็ถูกมอบหมายให้รับผิดชอบการงานในส่วนอื่นๆ แทน เป็นต้นว่า ลงแรงเตรียมงาน เป็นแกนหลักในการสรุปงาน –
หรือในทำนองเดียวกัน เมื่อถึงวันทำงานกันจริงๆ ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าไม่สามารถล้างบ่อพักน้ำได้ทั้งวัน เพราะจำต้องกระจายน้ำไปยังส่วนต่างๆ ทั้งนิสิตและเจ้าหน้าที่ก็ปรับแผนร่วมกัน พร้อมๆ กับการหลอมรวมพลัง ทุ่มเททำงานแข่งกับเวลาอย่างจริงจังและจริงใจ โดยทำให้เต็มที่ และทำให้ได้มากที่สุด ซึ่งในระหว่างการทำงาน เจ้าหน้าที่ก็มิได้ละเลยเพิกเฉย หากแต่เฝ้าดูแล คอยให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกอยู่ใกล้ๆ
โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สื่อให้เห็นถึงกระบวนการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง รวมถึงการสื่อให้เห็นภาพของการแบ่งงาน การเสียสละ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การพึ่งพา และอื่นๆ อีกจิปาถะ
นิสิตกับการเรียนรู้ (บางสิ่งบางอย่าง)
ด้วยเหตุที่การเรียนรู้ในรายวิชาการพัฒนานิสิต ไม่ได้มุ่งเน้นให้นิสิตได้คิดหรืออกแบบโครงการ/กิจกรรมอันใหญ่โตโก้หรู แต่มุ่งเน้นให้นิสิตได้ฝึกทักษะในการวิเคราะห์ปัญหา นำปัญหามาแก้ไข ฝึกการบริหารคน ฝึกการบริหารโครงการ ฝึกการทำงานเป็นทีม ฝึกการสรุปบทเรียน ฯลฯ โดยในทุกกระบวนการคือการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และซ่อนนัยสำคัญของการบ่มเพาะจิตอาสา/จิตสาธารณะ หรือเยาวชนจิตอาสาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
นั่นคือมนต์เสน่ห์ของการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม หรือเรียนรู้ผ่านการลงมือทำในรายวิชาพัฒนานิสิต
กรณีดังกล่าวนี้ผมเชื่อว่านิสิตได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเป็นแน่แท้ เป็นการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง มิใช่นั่งเทียนพยากรณ์โดยไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ดังเช่นคำบอกเล่าอันซื่อใสของนิสิต ว่า
... ความรู้สึกที่ได้ลงไปขัดบ่อน้ำ รู้สึกดีและมีความสุข เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการปรับปรุงคุณภาพน้ำของมหาวิทยาลัยฯ และยังเป็นการช่วยให้ตนเองได้ฝึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไปด้วย... (เจตณรงค์ ลิขิตบัณฑูร : ปี ๒ สาขาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์)
...มีความสุขที่ได้ทำโครงการนี้ เหมือนได้บอกรัก มมส ไปด้วย รู้ระบบการผลิตน้ำประปาในมหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมแล้วสนุก มีความสุข และสนิทกันมากขึ้น เข้าใจเพื่อนๆ มากขึ้น... (ปิยะภรณ์ เฉยฉิว : ปี ๑ สาขาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์)
ส่งท้าย ...
โดยส่วนตัวแล้ว ผมอยากเห็นกิจกรรมในทำนองนี้ต่อยอดไปสู่ระบบกิจกรรมของนิสิตอย่างแท้จริง ถึงจะไม่ใช่กิจกรรมในวิชาเรียน หรือกิจกรรมในองค์กรนิสิตก็เถอะ แต่ก็อยากให้มีการขับเคลื่อนในมหาวิทยาลัยฯ อย่างหลากหลาย เน้นเรื่องใกล้ตัว เน้นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวัน อาทิ ขยะ เปิด-ปิดไฟอาคาร-สนามกีฬา เปิด-ปิดน้ำ ปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ ฯลฯ
หรือเอาง่ายๆ เลย ปีการศึกษาถัดไป หากนิสิตที่เข้ามาเรียนในรายวิชาการพัฒนานิสิต จะหันกลับมาจัดกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยฯ ให้มากขึ้นก็น่าจะดี เพราะคำว่า "ชุมชน" ไม่ได้หมายถึงแต่เฉพาะที่เป็น "หมู่บ้าน" นอกมหาวิทยาลัยฯ เสมอไป กล่าวคือทุกๆ พื้นที่ในมหาวิทยาลัยฯ ล้วนเป็นชุมชนที่นิสิตควรใส่ใจให้มากขึ้น เสมือนการเก็บกวาดทำความสะอาดครัวเรือนตนเองนั่นแหละ
และสำคัญคือ ... เมื่อลงมือทำ ผมอยากให้ชวนนิสิตมาช่วยกันให้มากๆ ไม่ใช่ทำกันแต่เฉพาะในกลุ่มที่เรียนเท่านั้น ... เพราะนิสิต หรือกระทั่งบุคลากรทุกคนล้วนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียยึดโยงเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งนั้น
หมายเหตุ : ภาพโดยนิสิตวิชาการพัฒนานิสิต












ชื่นชมจิตสำนึกและกิจกรรมดีๆนี้ค่ะ
ในมหาวิทยาลัย..หรือ..รร..ตั้งแต่เริ่มแรกควรจะมีการเรียนรู้เรื่อง"น้ำ"..ความสำคัญของน้ำ..ซึ่งเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตที่สำคัญยิ่ง..และ..ยิ่งเวลานี้ด้วยแล้ว...กับสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายขึ้นทุกวัน...ทรัพยากรธรรมชาติ"น้ำ"..กลายเป็นสินค้า..ที่ต่อๆไปคนจน..จะอดน้ำตายเป็น..เบือ...(คนรวยก็ตายด้วย..เพราะพิษของน้ำ?.อิอิ)..
การจุดประกายกันเรื่องน้ำ..นั้นสำคัญยิ่ง..และ..คงมีการพัฒนามากขึ้นกับสังคมโลกส่วนใหญ่...ส่วนรวม..
(ขอปรบมือและให้กำลังใจมาณ..ที่นี้..เจ้าค่ะ...)
อันนี้เป็นการทำงานกับเรื่องใกล้ตัวเลย
นิสิตแบบนี้ที่เราอยากได้ครับ
สวัสดีครับ พี่ใหญ่ นงนาท สนธิสุวรรณ
... งานโครงการเล็กๆ นี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในวิชาการพัฒนานิสิต ที่มุ่งให้นิสิตได้ทำงานอย่างเป็นทีม ผ่านการลงมือทำโครงการฯ ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นโครงการ/โปรเจคใหญ่ๆ แต่เน้นให้นิสิตได้นำความรู้ในชั้นเรียนไปสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน/ภาคสนามบนหลักคิดการเรียนรู้คู่บริการ...
อันหมายถึง เรียนรู้ชุมชน เรียนรู้สถานการณ์ควบคู่ไปกับการทำประโยชน์ให้กับชุมชน ซึ่งเป็นได้ทั้งชุมชนที่เป็นหมู่บ้านและชุมชนที่เป็นอาณาบริเวณในมหาวิทยาลัยฯ
ดังนั้นกิจกรรมในโครงการนี้ จึงช่วยให้นิสิตได้ความรู้เกี่ยวกับระบบการผลิตน้ำประปาในมหาวิทยาลัยฯ ไปโดยปริยายด้วยเช่นกัน
ขอบพระคุณครับ
สวัสดีครับ คุณยายธี
เห็นด้วยกับข้อเสนอเป็นอย่างยิ่งเลยครับ เพราะเหมือนที่โบราณว่าอดข้าวได้หลายวัน แต่อดน้ำได้ไม่กี่วันก็วางวายสิ้นลมแล้ว...
ตอนนี้ใครๆ ก็ผลิตน้ำดื่มจำหน่ายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ...เรียกได้ว่าซื้อน้ำกินกันทั่วถ้วนทุกชุมชน ระบบน้ำฝน น้ำบาดาล ประปาชุมชนลดน้อยถอยลงทุกเมื่อเชื่อวัน ยิ่งหากใส่ใจกับเรื่องน้ำกันจริงๆ ก็ยิ่งจะช่วยให้ผู้เรียนได้เห็นถึงระบบนิเวศทั้งหมดที่ผูกยึดโยงกันอย่างแยกไม่ได้ ทั้งป่า น้ำ อากาศ ฯลฯ
ขอบพระคุณครับ
ครับ อ.ขจิต ฝอยทอง
มองปัญหาใกล้ตัวจากชีวิตประจำวันก็ดีแบบนี้ครับ มันเหมือนการสะกิดให้เราดูแลบ้าน/ครัวเรือนตนเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งเป็นต้นทุนที่ดีของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีต่อตนเองและสังคมควบคู่กันไป
โครงการนี้ฯ ช่วยให้นิสิตได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือมหาวิทยาลัยฯ หรือเสนอแนะปัญหาต่อมหาวิทยาลัยอย่างสร้างสรรค์ เป็นการเสนอแนะในแบบการร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่เสนอแนะแต่เพียงข้อมูล สถิติ-วาจา...หากแต่ร่วมลงมือทำไปพร้อมๆ กัน ซึ่งผมถือว่ามีประโยชน์อย่างมากมาย...
ขอบพระคุณครับ
เมื่ออ่านถึงท่อนบทส่งท้าย .....
ส่งท้าย ...
โดยส่วนตัวแล้ว ผมอยากเห็นกิจกรรมในทำนองนี้ต่อยอดไปสู่ระบบกิจกรรมของนิสิตอย่างแท้จริง ถึงจะไม่ใช่กิจกรรมในวิชาเรียน หรือกิจกรรมในองค์กรนิสิตก็เถอะ แต่ก็อยากให้มีการขับเคลื่อนในมหาวิทยาลัยฯ อย่างหลากหลาย เน้นเรื่องใกล้ตัว เน้นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวัน อาทิ ขยะ เปิด-ปิดไฟอาคาร-สนามกีฬา เปิด-ปิดน้ำ ปลูกหญ้า ปลูกต้นไม้ ฯลฯ
ความคิดและความตั้งใจก็ผุดในใจผมว่า ... ขณะนี้ผมอยู่ฐานะที่จะหนุนให้เกิดสิ่งต่อไปได้... และผมจะทำ ....
เยี่ยมเลยครับ อ.ดร.ฤทธิไกร มหาสารคาม
.... นี่คือสิ่งที่ซ่อนไว้ในการเรียนรู้เสมอมา เพียงแต่ไม่เคยปักหมุดไว้ หรือกำหนดเป็นไฟต์บังคับในการเรียนรู้ ถึงวาระหนึ่งแล้ว บางปีอาจมีการกำหนดสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นทางการ เพียงแต่จะทำให้มีศิลปะอย่างไรเพื่อให้นิสิตได้พึงใจ เต็มใจที่จะ "ทำ"
ท้าทาย ครับ