บันทีกที่ ๑

บันทึกที่ ๒

บันทึกที่ ๓

เพื่อความเข้าใจเพิ่มขึ้น ถึงวิธีการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษาของโรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคม ผมขอนำเรื่องเล่าที่เราไป "ถอดบทเรียน" ที่โรงเรียนเชียงขวัญฯ มา "ตีความ" ในมุมมองของผู้ขับเคลื่อนเผื่อจะมีประโยชน์กับท่านครับ

อาจารย์ เชตะวัน สุวรรณศรี : หัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษา สอนในสาขาวิชาประวัติศาสตร์

ครูเชตะวันป็นครูสังคมที่ผ่านการฝึกอบรมในโครงการยุววิจัยทางประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งนำครูกลุ่มเป้าหมายในหลากหลายพื้นที่มาเข้าค่ายฝึกกระบวนการวิจัยต่อเนื่องยาวนานตลอดช่วงปิดภาคเรียนต่อเนื่องหลายปี ทำให้มีทักษะในการจัดการเรียนรู้บนฐานการวิจัยหรือ Research-based Learning (RBL) ดังคำกล่าวตอนหนึ่งว่า

"...บังเอิญได้เข้าร่วมโครงการวิวัฒน์วิจัยทางประวัติศาสตร์เป็นโครงการของ มมส . ึ่งได้จัดมาหลายปี ก็เลยต่อยอด ก็เลยนำประโยชน์ของพวกนี้มาใช้ในที่ทำงานนะครับ ผมก็เลยนำเอาแหล่งความรู้ชุมชนเป็นสื่อ ..."

การออกแบบการเรียนรู้ของครูเชตะวัน เป็นการปรับใช้ประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จาก "ยุววิจัย" นำมาบูรณาการใช้กับ "การสอนคิด" ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการตั้้งคำถาม "ชวนคิดเชื่อมโยง ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ" หรือที่ครูทุกคนในโรงเรียนเรียกว่าการ "ถอดบทเรียน"

กระบวนการจัดการเรียนรู้ครูเชตะวัน : ปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอน

กระบวนการเรียนรู้ที่ครูเชตะวันนำมาใช้ในการสอนวิชาสังคมนั้น เป็นตัวอย่างของการ "ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน" เพราะบทบาทของครูนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากวิธีการสอนบรรยายแบบเดิมการออกแบบกิจกรรมให้นักเรียนได้สัมผัสปัญหาจริงและได้ลงมือศึกษาปัญหาด้วยตนเอง ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการสำรวจเก็บข้อมูล และทักษะการคิดวิเคราะห์ตีความข้อมูลเหล่านั้น เปลี่ยนไปจากเดิมที่นักเรียนเป็นเพียงผู้รับการถ่ายทอเท่านั้น และการกำหนดขอบเขตให้นักเรียนเรียนรู้บนฐานปัญหาของชุมชนนั้น ทำให้เกิดทักษะชีวิตและความภาคภูมิใจในท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะที่พึงประสงค์สูงสุดของหลักสูตร

ครูเชตะวันเริ่มต้นจาการตั้งคำถามกับตนเอง เหมือนกับการเกริ่นนำก่อนนำเสนอเรื่องเล่าของตนเองว่า...

"...ทำอย่างไรเด็กถึงจะไม่เบื่อวิชาประวัติศาสตร์ วิชาประวัติศาสตร์นี้ส่วนใหญ่จะใช้การท่องจำบ้าง ผมเลยคิดว่าส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ที่แห้งแล้งมันไม่น่าสนใจ ก็เลยนำเอาเรื่องใกล้ตัวของนักเรียนก็คือชุมชน..."

และยึดหลักการบูรณาการกับงานหลักคือการสอนในรายวิชาของตนเอง ดังที่กล่าวถึงในบันทึกก่อนๆ ว่า โรงเรียนเชียงขวัญพิทยาคมเด่นในเรื่องนี้ ครูเชตะวันบอกว่า

"...โดยเราจัดเป็นยุววิจัยเรียกว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่นำมาใช้กับเด็กในระดับชั้น ม .4 มันก็เลยตรงกับมาตรฐานตรงที่ ศ. 4.1 สาระประวัติศาสตร์ ตัวชี้วัดที่ 3 ว่าด้วยเรื่องของ การบำบัด หรือนำขั้นตอนทางประวัติศาสตร์เข้ามาใช้ องค์ความรู้ใหม่มาใช้ ซึ่งตัวนี้จะทำไห้เด็กสามารถเรียนรู้หรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการโครงงาน..."

กระบวนการเรียนรู้ที่ครูเชตะวันปรับเอา RBL มาใช้กับปัญหาชุมชน อาจเรียกอีกเชื่อหนึ่งว่า การเรียนรู้บนฐานปัญหาชุมชน (Community Problem-based Learning: CPBL) โดยคนตั้งปัญหาเป็นครู แล้วใช้วิธีการ "พาไปดู" สถานที่ๆ เกิดปัญหาจริงๆ ก่อนจะปล่อยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มวางแผนและลงมือเก็บและรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยมีครูเชตะวันเป็นเหมือนที่ปรึกษาเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้าหาเพื่อรับคำแนะนำได้สะดวก เป็นพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือและกระตุ้นให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างสนุกและท้าทายอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการเรียนรู้แบ่งเป็น ๒ ชั้น ๓ ตอน ดังแสดงในรูป ชั้นแรกเป็นการ "พาเรียนรู้"ของครู เริ่มตั้งแต่ครูตั้งคำถามกว้างๆ เพื่อกำหนดขอบเขตและพื้นที่ของการเรียนรู้ ก่อนที่ครูจะพาลงไปสำรวจพื้นที่จริง เพื่อปูพื้นและฝึกทักษะการเรียนรู้ การเข้าหาชุมชน การสัมภาษณ์เก็บข้อมูล นำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตั้งคำถามกระตุ้นแรงบันดาลใจและความสงสัย ซึ่งจะนำไปสู่การตั้งคำถามเองของนักเรียน

ชั้นที่ ๒ ของกระบวนการเรียนรู้ ครูจะ "ถอยออกมา" เป็นผู้สังเกต เป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ โดยใช้การ "ตั้งคำถามชวนคิด" ให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม (กลุ่มละ ๕ คน) ได้ลงพื้นที่หาคำตอบของตนเอง ก่อนจะนำข้อมูลที่รวบรวมได้ มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปคำตอบของตนเอง ก่อนจะนำเสนอต่อครู และร่วมกันถอดบทเรียนกาาเรียนรู้โดยเชื่อมโยงกับหลัก ปศพพ. ในตอนท้ายของกระบวนการอีกครั้งหนึ่ง



ในแต่ละขั้นตอน จะมีรายละเอียดอีกมากในการดำเนินการ เช่น ในขั้นตอนของการฝึกให้นักเรียนแสวงข้อมูล ครูเชตะวันเล่าว่า...



"...การฝึก การแสวงหาข้อมูล

ต้องรู้ว่าไปตอนไหนไม่ใช่ว่าจะไปแ

ล้วจะได้ข้อมูลเลย เราต้องไปหลายๆรอบต้องนัดหมายไห้ชัดเจน

เด็กก็จะได้เรียนรู้ในสิ่งนี้ การเก็บข้อมูลทำยังไง ธรรมเนียมไทยทำยังไง

ไปลามาไหว้ เราต้องไปทำความคุ้นเคยกับชาวบ้านก่อน เสร็จแล้วเด็ก

ก็ขอบอกนักเรียนก่อนว่าโครงงานนี้ไม่ได้ทำเป็นชั่วโมง แต่ชั่วโมงเรียนมีแค่

20 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นต้องใช้เวลานอกห้องเรียน

วันเสาร์ อาทิตย์บ้าง ในการเก็บข้อมูล เสร็จแล้วก็นัดหมายกันเป็นระยะ

เช็คว่าที่เก็บข้อมูลมามีอะไรบ้างเสร็จแล้วก็ถึงกระบวนการเขียน และนำเสนอ

..."


(ผู้อ่านที่สนใจ น่าจะติดต่อไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนเชียงขวัญ เพื่อพูดคุยรายละเอียดกับครูเชตะวันโดยตรง)



ตัวอย่างการกำหนดปัญหา : ปลาที่หายไป


ในขั้นเริ่มกระบวนการ การตั้งปัญหาของครูไม่ได้มุ่งให้นักเรียนไปสบค้นเอาความรู้มาตอบ คือไม่ได้เน้นที่ครู แต่มุ่งให้นักเรียนรู้ขอบเขตหรือประเด็นๆ ในชุมชน เช่น เรื่องข้าว ปลา ธัญญาหาร เป็นต้น โดยกำหนดพื้นทีที่เกี่ยวข้องให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ก่อนจะครูจะพากนักเรียนลงพื้นที่สำรวจในขั้นตอนต่อมา


ก่อนการลงพื้นที่จริง ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ละ คน แล้วกำหนดหัวเรื่องกว้างๆ ให้แต่ละกลุ่มรับผิดชอบ ในภาคการศึกษานี้ครูแบ่งออกเป็น ๕ หัวเรื่อง เช่น ปัญหาหอยเชอรี่ระบาดในนาข้าว ปัญหา ปัญหาเรื่องปลาที่หายไปในแม่น้ำชี ฯลฯ โดยครูจะเป็นผู้วางแผนเบื้องต้นให้ก่อน ตรงนี้ผมเรียกว่า "ครูพาเรียนรู้"

...ผมเลยร่วมมือกับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พาเด็กไปดูปลาที่ บ้าน ปากดู่ พาหนะคือเรือที่ใช้ศึกษา ไปดูว่าปลามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมปลาบางชนิดมันหายไปจากแม่น้ำชี ทำไมมีปลาบางชนิดกลับมา เช่น ปลาช้อกเกอร์ หอยก็ไม่ใช่หอยขมแต่กลับเป็นหอยเชอรี่ระบาดไปทั่วในตอนนี้ก็เลยวางแผนร่วมกับเด็กไปศึกษา โดยพื้นที่ก็คือ บ้าน ปากดู่ ซึ่งเวลาออกภาคสนามก็คือเราใช้เวลาตลอดภาคเรียน...

ผลลัพธ์การเรียนรู้จากวิธี CPBL ของครูเชตะวัน

ผลลัพธ์ที่สำคัญและภูมิใจที่สุดของครูคือ ความภูมิใจในความสำเร็จในการปลูกฝัง "จิตสำนึกรักท้องถิ่น" ผมคิดว่าน่าจเป็นเพราะการเลือกเอาปัญหาจริงของชุมชน (Community:C) และด้วยวิธี PBL จึงให้นักเรียนสามารถ...องความรู้ใหม่ทางด้านประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง รู้ว่าชุมชนมีความเป็นมายังไง เปลี่ยนไปยังไงบ้าง เวลากับคนมันสัมพันธ์กันอย่างไร ดังเช่น ในตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ว่า...ตกลงอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลามันหายไป...นักเรียนตอบว่า"...การที่เราใช้สารเคมีค่ะ การทำฝายปิดจึงทำไห้เกิดน้ำท่วม นำไม่ถ่ายเท จึงทำไห้น้ำเกิดตะกอน และทำไห้น้ำเน่าเสีย จึงทำไห้ปลาไม่วางไข่ค่ะ " ล้วอะไรคือสิ่งที่ทำไห้ใช้สารเคมี? "...การที่ชาวบ้านทำนาค่ะ ถ้าไม่ใช้สารเคมีข้าวก็จะไม่งอกงาม เละผลผลิตก็จะได้ไม่เยอะค่ะ.. ."

นอกจากนี้ วิธีการจัดการเรียนรู้แบบ CPBL ยังมีประโยชน์และทำให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ของครูเชตะวันอีก ๕ ประการ ได้แก่

  • ทำไห้เด็กรู้กระบวนการทางด้านประวัติศาสตร์
  • ทำไห้ผู้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาพื้นบ้าน
  • ทำไห้เด็กสามารถลงภาคสนามได้ เก็บข้อมูลเป็น ไปสอบถามชาวบ้านได้
  • มีทักษะในเรื่องของการเขียนวิเคราะห์ และ
  • มีทักษะการนำเสนอช่น การนำเสนอด้วยเพาเวอร์พอยด์ ฯลฯ

วิธีการสอดแทรกหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ครูเชตะวันเน้นว่า การสอดแทรกหรือปลูกฝัง ปศพพ. สามารถทำได้ทุกขั้นตอนของการทำงาน และทุกกระบวนการของการเรียนรู้ เพียงแค่ครูใช้ "คำถามชวนคิด"หรือ "ถอดบทเรียน" บนฐานคิดของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นหลายตอนระหว่างการนำเสนอ เช่น


ทำทำไม?เรื่องนี้จะออกมาเป็นเรื่องของเหตุผล ทำแล้วเหมาะสมหรือไม่ คือความพอประมาน
ทำแล้วได้อะไร? เป็นเรื่องของหลักภูมิคุ้มกันนั่นเอง
เป็นต้น

และมองว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็น "ปัจจัยแห่งความสำเร็จ" ของการเรียนรู้ เช่น

"...คุณลักษณะพอเพียงเราจะขาดไม่ได้ ฉะนั้นกระบวนการโครงงานขาดหลักสาม (๓ ห่วง ๒ เงื่อน)จะไม่สำเร็จนะครับ ระยะทาง ความเหมาะสม ที่ผมเคยสัมภาษณ์ เดือนสิบเดือนสิบเอ็ดหน้าเกี่ยวข้าวน่ะปลาก็จะลงในแม่น้ำชี ชาวบ้านทุกคนจะไปทำตะกร้าดักปลากันทุกคน เยอะนะครับ แล้วก็เอามาแบ่งกัน แต่ตอนนี้ไม่ค่อยจะมีแล้วเมื่อมีชลประทานมาทำผนังกั้นน้ำทิศทางน้ำก็เปลี่ยน ปลาก็ลดน้อยลงซึ่งในตัวนี้จะออกมาเป็นรูปแบบของโครงงานมันจะมีรายละเอียนอยู่ครับ แต่ วิธีการแทรกเราสามารถแทรกหลักปรัชญาได้ทุกขั้นตอนทุกกระบวนการ..."


บทสะท้อนจากเพื่อนครู

ตอนท้ายๆ ของการนำเสนอ นักวิจัยจากมูลนิธิสยามกัมมาจตั้งคำถามว่า "...แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะทำไห้เด็กสนใจในเรื่องของเรื่องใกล้ตัวค่ะ"


ครูเชตะวัน ตอบว่า "อย่างแรกก็ต้องวางแผนกับครูทุกคนก่อน บางทีกลุ่มสาระสังคมทำกลุ่มเดียวก็ไม่ไหวน่ะครับ ก็ต้องเอาทั้งเจ็ดสาระมาทำร่วมกันเราจะทำอย่างไรเอาเรื่องของท้องถิ่นไห้ได้ อย่างสาระวิทย์ ก็ทำในเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องต้นไม้พันธุ์ไม้ กลุ่มพลานามัยก็ทำในเรื่องของสุขภาพของชุมชนมาในเรื่องใกล้ตัว เช่น เรื่องสมุนไพร ...จริงๆแล้วถ้าครูไห้เด็กได้คิดละว่าเขาอยากทำเรื่องอะไรที่มันใกล้ตัวเอง ก็น่าจะสร้างฉันทะ เพราะไห้เด็กทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำได้ดีกว่า"

ครูสุพินิจ ศิริโสภณ ครูสอนฟิสิกส์ บอกว่า "...เมื่อพูดในเรื่องของ ม. ก็จะพูดในเรื่องของการบูราการเรื่องแรง และการเคลื่อนที่ เริ่มจากเวกเตอร์เลย เส้นทางการสำรวจ เวกเตอร์รับ เมื่อสอน ม. บูราการกับเรื่องคลื่น พลังงาน คลื่นน้ำเป็นคลื่นตามขวาง ก็ออกไปด้วยกันเลย พอรู้เรื่องปลาแล้วก็รู้เรื่องคลื่น จากประสบการณ์ตัวเองก็คือสื่อการเรียน ฟิสิก ส์ นี่คือเป็นสื่อที่เราจัดมาตอนโรงเรียนในฝัน ถามเค้าก่อนว่าถ้าเผื่อเราทำไห้เกิดคลื่นน้ำก่อนว่าเรือมันจะลอยไปกับคลื่นไหมเพราะหนังสือบอกว่าคลื่นน้ำเป็นคลื่นตามขวาง ก็เลยจะบูร าการไปกับครูเชตะวันโดยไห้ครูเชตะวันเป็นสื่อกลาง"

ครู สุมลฑา บอกว่า "ค่ะก็ขอชื่นชมครูเชตะวันค่ะว่า การที่เด็กได้ลงไปเรียนรู้ด้วยตนเองจริง ๆ นั้น เด็กจะได้แสดงความรู้ในหลายๆด้าน ส่วนของดิฉันก็คือเป็นความรู้วิชาภาษไทย ก็คิดต่อในเรื่องของโครงงานสาร พัน ว่าถ้าเราเอาภาษาถิ่นลงไปว่าชื่อปลาอย่างเช่น ปลาช่อน เด็กๆที่บ้านก็ไม่รู้นะคะว่าในภาษาอีสานเขาเรียกว่าอะไร เราก็สามารถแทรกเอาชื่อของภาษาถิ่นลงไป แม้แต่คำพูดที่เราไปสัมภาษณ์ส่วนมากเด็กๆก็จะสัมภาษณ์เป็นภาษาถิ่น เราก็จะแทรกตัวนี้เข้าไปก็น่าจะได้ความรู้มากขึ้นและเด็กๆ ก็จะได้คำศัพท์ด้วย ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาถิ่น ด้วยค่ะ"

ครูเข็ม รุ่งวิสัย สาขาวิชาพละ บอกว่า "ขอชื่นชมทั้งครูและนักเรียน ที่ได้ทำโครงงานเรื่องนี้ ก็ขอเพิ่มเติมนิดนึงในฐานะครูพละนะคะ ก็อยากจะไห้ศึกษาเพิ่มเติมไปด้วยว่าวิธีการหาปลาของชาวประมงที่เราไปสัมภาษณ์ว่าเขามีวิธีการหาปลาโดยวิธีการไดบ้าง เช่น เบ็ด ใช้ในช่วงฤดูการไหน การล้อมซุ้มเต้าได้ใช้ไหม หรือลงแหกัน มันจะใช้ในช่วงไหน เพราะว่าฤดูน้ำหลากเค้าจะใช้วิธีการไดบ้าง ตรงนี้ฝากไห้ศึกษานะคะ และอยากจะไห้ศึกษาอีกนิดหนึ่งว่าคนที่หาปลา เทคนิค หรือสมรรถภาพทางกายเป็นอย่างไร ในของวิชาพละ คนดำน้ำคุณสมบัติของชาวประมงน้ำจืดมีวิธีการดำน้ำยังไงถึงจะอยู่ในน้ำได้นาน อันนี้ฝากเอาไปคิด และการกระโดดน้ำโดดยังไงปลามันถึงจะไม่ตื่น จากสาขาวิชาพละก็มีแค่นี้ค่ะ"


ครู ฉลาด ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม "ถ้าเป็นวิชาประวัติศาสตร์เราต้องไปสอบถาม แต่ประเด็นของอาจารย์เข็มคิดว่าเราไปเรียนรู้กับผู้มีประสบการณ์จริง ใช้จริง แล้วทดลองจากสิ่งที่ได้กับเขาด้วยแต่ไปถามคนที่เขาทำได้จริง ๆ และเรียนรู้เทคนิคกับเค้าจริงๆแบบนี้จะได้ความรู้มากขึ้นลึกขึ้น

ครูกิตติศักดิ์ นาคฤทธิ์ ครูสอนสาขาวิชาการงานอาชีพฯ ได้แสดงความคิดเห็นว่า "เท่าที่ได้ฟังมาก็ถือว่าเกี่ยวข้องกัน ก็อยากจะไห้นักเรียนไปสำรวจอาชีพในท้องถิ่น ว่าเค้าพอใจในอาชีพอะไรบ้างทำไมอาชีพที่บรรพบุรุษเค้าทำมาเค้าไม่สานต่อก็จึงอยากจะไห้ลงไปตรงนี้ ในส่วนของอาจารย์ เช ผมอยากจะเสนอแนะว่าเมื่อเราไปสำรวจเรื่องป่าเรื่องอะไรต่างๆว่ามันสูญหายหรือประการไดต่างๆนี้เมื่อเราได้เก็บข้อมูลมาแล้วเอาปัญหามาสรุปผมคิดว่าเราน่าจะก ลับไปบอกเค้าด้วยว่าเราจะมีการแก้ไขยังไงหรือ พัฒนาสายพันธุ์ปลาหรือพัฒนาการเป็นอยู่ของปลา ชนิดเดิมๆนะครับอยากจะแนะนำตรงนี้ คือกลุ่มวิชาการงานอาชีพสามารถขยายพันธุ์หลาได้ ถ้าเด็กเราสามารถเติมมุมนี้ไห้คือว่าปลา พันธุ์ปลาหมูทอกซึ่งมันไม่มีใครทำได้ ถ้าทำได้มันจะเป็นความมหัศจรรย์เลยนะครับ"


ครู ศิรินุจ สุจริต สอนวิชาพระพุทธศาสนา "ก็มองเห็นตั้งแต่จุดแรกเลยค่ะว่า ทำไมปลาถึงลดน้อยลง" แล้วก็ได้ข้อมูลมาว่า ชาวบ้านใช้สารเคมี" แต่ครูก็มองไปอีกว่าอันนี้ก็มีส่วน แต่เค้าออกไปหาปลาถี่ไหมแล้วได้เลือกฤดูการไหมคือไปทุกวันเพื่อที่จะได้ปลามาขายใช่ไหม จุดประสงค์ของเค้าคือได้ปลามาขาย แล้วคนที่เป็นพ่อค้าเค้าจะต้องได้จำนวนมากคือ ทำยังไงที่ได้มากที่สุดเพื่อที่จะทำรายได้ไห้กับครอบครัวของตนเอง เพราะฉะนั้นปลาที่เค้าได้มาไม่ใช่ว่าปลาตัวเล็ก ปลาตัวใหญ่ ปลาตัวเล็กเค้าจะปล่อยไปไหมหรือว่าตัวที่มันมีไข่ในท้องเค้าจะปล่อยมันไหม ทำยังไงเราถึงจะสร้างจิตสำนึกไห้กับคนในชุมชนนั้นไห้เมตตาว่าหลาตัวเล็กก็ปล่อยไปซะ ปลาที่มีไข่ก็ปล่อยไปซะ ถ้าเราปล่อยแล้วคนอื่นไปเจอเค้าจะปล่อยเหมือนเราไหมอันนี้ก็เป็นจิตรสำนึกอันนี้ที่กล่าวมาก็สร้างความยั่งยืนไห้กับชาวบ้านด้วย เพราะว่าปลาก็เลี้ยงชุมชน ถ้าเราจับทุกวันมันก็หมอแล้วเค้าจะอยู่ยังไงทีนี้วิถีชีวิตกับลุ่มแม่น้ำชีน่ะเค้าจะเป็นอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า เราควรสร้างจิตรสำนึกว่าเราไม่ควรจับปลาในฤดูวางไข่นะ หรือว่าถ้าเราจับได้ตัวที่มันมีไข่เราจะปล่อยมันไปไหม และมีอีกอย่างที่จะฝากคือการที่จะอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำที่เค้าอาศัยอยู่ เราน่าจะไปบอกเค้าได้ทราบว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่ยั่งยืนโดยที่ไม่ได้ไปเบียดเบียนผู้อื่นมันจะทำไห้พวกเราลดความเห็นแก่ตัวลง ไม่โลภมากมันจะได้เข้าสู่ความพอเพียงมากยิ่งขึ้นค่ะ"


ครู สมพิศ สุขมาตย์ สอนวิชาภาษาไทย "สำหรับการบูรนาการของหลักภาษาไทย คือหลักการเขียน หลักการอ่าน และหลักการฟัง ซึ่งสามารถบูรนาได้อย่างชัดเจน ถ้าเด็กลงพื้นที่ไปโดยไม่รู้จักวิธีการสัมภาษณ์ไม่รู้จักพูด เช่น ลงไปแล้วถามเลยว่า "ทำไมปลาถึงหายไป" มันก็ไม่ใช่นะคะ แล้วเด็กก็จะต้องรู้หลักการสัมภาษณ์ว่าลงไปแล้วต้องถามอะไรก่อน เป็นหลักที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยโดยตรง หลักการเขียน ก็คือเก็บข้อมูลมาแล้วก็ต้องจดบันทึกไม่ใช่ว่าเค้าพูดว่าน้ำมีความลึกเท่าไหร่ มันไม่สำคัญ สาระสำคัญก็คือ ปลาทำไมถึงหายไป" เพราะฉะนั้นเด็กจะต้องฟังเพื่อที่จะต้องจับประเด็นไห้ได้แล้วก็จดบันทึกเพื่อที่จะได้นำผลนั้นกลับมาเป็นรายงานโครงงาน ซึ่งจะสามารถบูรนาการได้อย่างชัดเจนในสามสาระนี้ และเพิ่มเติมของอาจารย์ สุมลฑา เรื่องภาษาถิ่นซึ่งอยู่ในฐานการเรียนรู้ตัวที่สี่ของภาษไทยคือในเรื่องของภาษาก็จะได้เรียนทั้ง ม สี่ และ ม ห้า ถ้าเป็น ม ห้า หนูจะทำไห้เป็นเรื่องพจนานุกรมภาษาถิ่นถ้าไปกับครูเช รับรองว่าเค้าจะได้ภาษาถิ่นภาษาอีสานมาเยอะมากเพราะว่าทางนู้นจะพูดภาษาถิ่นซะส่วนใหญ่ จะไม่ค่อยพูดภาษาไทย เด็กก็จะได้ทั้งคำศัพท์และความหมายด้วย ค่ะ"

ครูนุชนารถ ทองภักดี กลุ่มสาระกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า "อยากเพิ่มเติมนิดหนึ่งตรงที่เราไปเก็บข้อมูลเครื่องมือที่เราจะใช้เก็บข้อมูลแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์จะมีการกลั่นกรองไหมว่าข้อมูลที่เราได้มามันเป็นข้อมูลที่คลอบคลุมไหมหรือเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ทำยังไงเราถึงจะได้เครื่องมือมา ครูช่วยแชร์ไปทางกลุ่มสาระอื่นๆ ว่าเราจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือนอกจาการสัมภาษณ์ หรือมีแบบอื่นอีกไหมที่จะได้ข้อมูลที่คลอบคลุม เช่น การถ่ายรูป การอัดเสียง การอัดวีดีโอ มันอาจจะทำไห้โครงงานของเรามันสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และการสุ่มประชากรว่ามันจะมีสูตรการคำนวณปลาไหมว่ามันจะมีการเปลี่ยนแล่งมากแค่ไหนค่ะ ก็จะได้เชื่อมโยงในเรื่องของระบบนิเวศห่วงโซ่อาหาร ค่ะ"

อาจารย์ธนชัย สิงห์คล สอนวิชาอุตสาหกรรม บอกว่า "ก็อยากจะไห้เด็กได้ศึกษาเรื่องเครื่องมือ เช่น เรือเอาไม้อะไรมาทำ แล้วทำยังไงมันถึงจะทนเค้าใช้สีอะไร ก็เป็นเครื่องมือที่เค้าใช้จับปลา ซึ่งอยู่ในน้ำนานๆเด็กจะได้รู้ข้อมูลว่าในสิ่งที่เป็นไม้น่ะ เค้านิยมใช้ไม้อะไรมาทำบ้างเราก็จะได้วิชาช่างไปด้วยเกี่ยวกับไม้แต่ละชนิดมีประโยชน์อะไรบ้างและในชุมชนว่าไม้ที่มีมากที่สุดเป็นไม้อะไรบ้าง เค้าจะได้สำรวจไปพร้อมๆกันก็คือเราได้ความรู้เยอะขึ้นที่เราจะได้รู้เรื่องปลาอย่างเดียวเราก็จะได้รู้ว่าสิ่งที่เราจะรู้ที่มีอยู่ในหมู่บ้านครับ แล้วเรือในสมัยก่อนเค้าใช้อะไรอุดรอยรั่วอย่างแต่ก่อนไม่มีคุ แล้วเค้าใช้อะไรในการตักน้ำ ครับ สามารถมองแล้วได้ความรู้มารอบทิศเลย"


ครูฉลาด สรุปว่า "ครูแต่ละสาขาได้พูดมามีไอเดียร์หลากหลายมาก คำถามคือ มันจะมารวมกับครูเชตะวันทั้งหมด เป็นไปได้ไหมเทอมหนึ่งทุกวิชา มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นคือจากประสบการณ์และก็อ่านซะส่วนใหญ่เค้าได้สรุปมาว่า สิ่งที่เราควรจัด เด็กก็จะต้องผ่านอะไรมาหลากหลายมากตอนที่เขาผ่านเขาจะต้องฝึกทักษะย่อยๆ " เช่น เริ่มต้นอ่านออกเขียนได้ภาษา อังกฤษ หรือการสืบค้นการจักการเลือกข้อมูลรู้ได้ไงว่าข้อมูลน่าเชื่อถือไม่น่าเชื่อถือ เช่น การที่เน้นการทำ เป็นต้น แต่ว่าทำยังไงที่จะทำไห้ถึงจุดนั้นจุดที่เด็กจะสามารถบูรนาการทักษะได้โดยตัวของเด็กเองทั้งหมด เค้าใช้วิชา ไอ เอส ในระดับมัธยม ถ้าเป็น ไอ เอส อาจารย์จะต้องไม่ไปกำหนดหรืออะไรแล้วจะต้องใช้บูรนาการของเด็กว่าเค้าอยากจะทำอะไรในวิชา ไอ เอส มองตรงนี้ ทุกคนอาจจะมองมาที่ครูเชตะวัน แต่ภายในยี่สิบชั่วโมง ครูเชตะวันต้องมาพัฒนาทักษะทางด้านทางประวัติศาสตร์ ห้าด้าม ไม่ได้เพราะฉะนั้นวิชาของครูเชตะวัน เป็นเพียงอันนึงในการฝึกทักษะ แต่ทุกวิชามีเป้าหมายเดียวกันคือ ทำไห้ภูมิใจในท้องถิ่น แต่ครูทุกคนต้องแน่นตัวนี้นะ ถ้าทิ้งตัวนี้ปั้บหายเลยมันจึงเริ่มในทางเส้นนี้ เพราะปลายทางคือรักท้องถิ่นเพราะว่ามันจะต้องแทรกไปเลื่อยๆพอถึจุดไอเอส มันจะถึงผลงานของเด็กจริงๆแล้ว นี่คือแนวคิดหลักแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบรู้ลึกรู้จริงคือเด็กไปปฏิบัติจริงแล้วก็สั่งสมความรู้เล็กๆ น้อยๆ ผมจึงย้อนกลับมาว่า อย่าคิดว่าจะเอาทุกกิจกรรมมาเรียนในวิชาเดียวได้ เราต้องชัดว่า เคทีเอ ของเราคืออะไร แล้วถึงจุดๆ นึง ถึงจะได้บูรณาการเข้าหากันครับ ขอบคุณ ครูเชตะวันมากครับ"


สรุปแล้ว ครูทั้งหมดเห็นด้วยและชื่นชม การจัดการเรียนรู้ของครูเชตะวัน และจะร่วมกันนำแนวทางนี้ไปใช้สร้างรายวิชา "ค้นคว้าอิสระ" หรือ Indipendent Study (IS) การไปเยีย่มโรงเรียนเชียงขวัญในรอบถัดไป ผมจะไปถามเรื่องนี้ เอามาเล่าสู่ฟังใหม่นะครับ ...


ครูเชตะวัน สุวรรณศรี (คนขวาสุดครับ)