​ชีวิตที่พอเพียง : 2388a. เถียงหลวงพี่ไพศาล และอัลแบรฺต์ กามูส์

ผมมองว่าคนทุกคน (แม้แต่คนที่มีความพิการทางร่างกาย) สามารถมีชีวิตที่มีความหมายได้ หากได้งอกงามทักษะที่ซับซ้อนที่เวลานี้เรียกกันว่า "ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑" อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตามพัฒนาการของสมอง และร่างกาย หรือมองอีกมุมหนึ่ง มีการงอกงาม "มิติทั้ง ๗ ของ ชิกเกอริ่ง" อย่างเป็นขั้นตอน หรืองอกงาม สมองห้าด้าน ให้ครบด้าน ซึ่งที่จริงก็คือ การดำเนินการตามหลักการศึกษาที่ถูกต้องนั่นเอง

ชีวิตที่พอเพียง : 2388a. เถียงหลวงพี่ไพศาล และอัลแบรฺต์ กามูส์

หนังสือแปล เทพตำนานซีซิฟ โดยวิภาดา กิตติโกวิท แปลจาก Le Mythe de Sisyphe โดย อัลแบรฺต์ กามูส์ เริ่มด้วยบทกล่าวนำของพระไพศาล วิสาโล ที่ระบุว่าคนเราต้องการหาความหมายแห่งชีวิต แต่โลกนี้ไร้ความหมายที่แท้จริง ทำให้ผมนึกเถียงทันที ว่าเมื่อโลกมันไร้ความหมาย เราก็ทำตัวเป็นผู้สร้างมันขึ้นซี ความหมายไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ลอยๆ ไม่ใช่จะได้มาเปล่าๆ หรือฟรีๆ เราต้องออกแรง ต้องใช้ความมานะพยายาม จึงจะได้มา

นั่นคืออุดมคติในชีวิตของผม เราต้องฝึกเป็นผู้สร้าง มากกว่าเป็นผู้เสพ ให้มากกว่าเอา

แต่ผมกำลังจะเล่าเรื่องการอ่านหนังสือเล่มนี้ ที่มูลนิธิหนังสือเพื่อสังคมกรุณาส่งมาให้เป็นอภินันทนาการ ที่เมื่ออ่านไปอีกหน่อยเดียว ก็สัมผัสอัจฉริยภาพของผู้เขียน ที่เอาเรื่องความไร้สาระ มาเขียนเป็นรูปธรรมให้คนติดตามได้ เกิดการครุ่นคิดใคร่ครวญจนเกิดปัญญาได้

ผมติดใจคำว่า "ความไร้สาระ" กับ "ลักษณะชั่วคราว" ที่อยู่ในหนังสือหน้าไม่มีเลขหน้า เป็นหน้าก่อนถึงสารบัญ "ลักษณะชั่วคราว" บ่งบอกสภาพที่เลื่อนไหล (dynamic) มีการเรียนรู้และปรับตัว เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในตน และภายในสังคม เชื่อมโยงสู่ Transformative Learning ที่ผมคลั่งใคล้ใหลหลง

ที่น่าสนใจคือ อัลแบรฺต์ กามูส์ เอาเรื่องความไร้สาระมาเขียนได้เป็นวรรคเป็นเวร เชื่อมโยงสู่ทฤษฎีทางความคิด และปรัชญามากมาย ที่คนส่วนใหญ่ยากที่จะเข้าใจ และไม่มีทางเข้าถึง

ทั้งๆ ที่สาระที่เขากล่าวถึงนั้น เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า คนทั่วๆ ไปน่าจะเข้าถึงได้ แต่ไม่ใช่เข้าถึงผ่านการครุ่นคิดแบบเขา ตามแนวทางของนักทฤษฎี หรือนักปรัชญา ที่อ่านข้อเขียนของคนอื่น แล้วถกเถียงกันทางข้อเขียน และทางวาจายามพบปะกัน

ผมคิดว่าคนทั่วไปเข้าถึง หรือเข้าใจประเด็น "สาระแห่งชีวิต" ได้ ผ่านชีวิตจริง หรือปฏิบัติการจริงของเขา ตามด้วยการสะท้อนคิดอย่างลึกซึ้ง (critical reflection) ซึ่งต้องการความช่วยเหลือกระบวนการจาก "คุณอำนวย" (facilitator)

ผมเชื่อว่า "สาระแห่งชีวิต" มีอยู่ทั่วไป หากเราปู (หรืองอกงาม) พื้นฐานทางใจ ให้เป็นคนที่รู้จักเห็นแก่ผู้อื่น มีความสุขที่ได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น หรือแก่ส่วนรวม ผมเชื่อว่า "สาระแห่งชีวิต" มีพื้นฐานได้หลายแบบ ทั้งสาระที่ขับเคลื่อนด้วยกิเลส และที่ขับเคลื่อนด้วยกุศล สาระแห่งชีวิตที่มุ่งทำประโยชน์แก่ผู้อื่นและแก่ส่วนรวมนั้น ขับเคลื่อนด้วยกุศล และเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ที่จะมีความสุขเมื่อได้เสียสละแก่ผู้อื่น เพราะมนุษย์มี altruistic brain

นั่นคือ การศึกษา และการอบรมเลี้ยงดูเด็กที่บ้าน ต้องบ่มเพาะงอกงาม "สาระแห่งชีวิต" ส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยกุศล หาทางยับยั้ง "สาระแห่งชีวิต" ส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยกิเลส

ผมตีความว่า กามูส์ พยายามบอกว่า สังคมสมัยนั้น (กว่า ๕๐ ปีมาแล้ว) บ่มเพาะสาระแห่งชีวิตส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยกิเลส ซึ่งหากผมตีความถูก ผมก็เห็นด้วยกับกามูส์อย่างยิ่งในความเห็นของท่าน และผมเห็นว่า กว่า ๕๐ ปีให้หลัง "สาระแห่งชีวิต" ด้านลบ มันระบาดไปทั่วโลก จะว่ามันมากับลัทธิวัตถุนิยม (อย่างที่กามูส์ว่า) ก็ได้ แต่ผมก็ยังเห็นว่า เราสามารถอยู่ในโลกทุนนิยม วัตถุนิยม โดยจิตใจไม่ตกเป็นเหยื่อหรือทาสของกิเลสก็ได้ ดังในประเทศแถนสแกนดิเนเวีย และกลุ่มนอร์ดิก

อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วผมนึกถึง "ชีวิตที่ไร้ความหมาย" กับ "ชีวิตที่มีความหมาย" (meaningful) สิ่งที่กามูส์กล่าวถึง เป็นชีวิตที่ไร้ความหมายหรือเปล่า ผมมองว่าคนทุกคน (แม้แต่คนที่มีความพิการทางร่างกาย) สามารถมีชีวิตที่มีความหมายได้ หากได้งอกงามทักษะที่ซับซ้อนที่เวลานี้เรียกกันว่า "ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑" อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตามพัฒนาการของสมอง และร่างกาย หรือมองอีกมุมหนึ่ง มีการงอกงาม "มิติทั้ง ๗ ของ ชิกเกอริ่ง" อย่างเป็นขั้นตอน หรืองอกงาม สมองห้าด้าน ให้ครบด้าน ซึ่งที่จริงก็คือ การดำเนินการตามหลักการศึกษาที่ถูกต้องนั่นเอง

สังคมทุนนิยม วัตถุนิยม บริโภคนิยม ผนวกกับความอ่อนแอของระบบการศึกษาไทย ทำให้เรามีเยาวชนที่ชีวิต ไร้ความหมายจำนวนมาก คนเหล่านี้เติมเต็มให้แก่ชีวิตด้วยวัตถุ สิ่งเสพติด สิ่งให้ความสนุกแต่ทำลาย และเซ็กส์ เป็นชีวิตที่เดินผิดทาง

ผมชื่นชมคุณ วิภาดา ตันติโกวิท ผู้แปลหนังสือเล่มนี้มาก ที่มีความประณีตและอุตสาหะในการแปลมาก ได้หาทางช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสาระลึกๆ โดยค้นคว้าเพิ่มเชิงอรรถเข้าไป ผมได้ทราบศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถานที่ดีๆ หลายคำ เช่น ปฏิทรรศน์ = paradox, อัชฌัชติกญาณ = intuition เป็นต้น แต่ผมก็ยังคงเลือกใช้ ปัญญาญาณ สำหรับ intuition

ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความกระหาย (แม้จะอ่านยาก) เพราะตอนหนุ่มๆ มีโอกาสอ่านหนังสือแบบนี้น้อยมาก ตอนแก่ถึงได้มีโอกาสชดเชยสิ่งที่ขาดไป อ่านแล้วตีความ (ทำ critical reflection) เขียนบันทึก ไม่ได้สรุปสาระในหนังสือ การอ่านบันทึกนี้จึงไม่ทดแทนการอ่านหนังสือต้นฉบับ

วิจารณ์ พานิช

๑๓ เม.ย. ๕๘

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)