สู่ร่มกาสาวพัสตร์

หลังจากที่มาอยู่วัดอ้อน้อยได้ ๓ วัน ในวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๔๒ ได้มีพิธีปลงผม โดยมี หลวงปู่พุทธะอิสระ เป็นผู้ปลงผมให้นาคทั้งหมด ๙๓ คนซึ่งจะบวชที่ศาลาธรรม แล้วจากนั้นพวกเราก็ไปปลงผมต่อกันเอง โดยมีพระพี่เลี้ยงและญาติของแต่ละคน คอยช่วยปลงผมให้อีกที พอถึงตอนเย็นๆ มีพิธีอาบน้ำนาค โดยมีหลวงปู่ เป็นผู้นำอาบน้ำให้นาค และเณรจาก ภปร.ราชวิทยาลัย ที่บวชพร้อมกันอีก ๑๖๐ รูป กว่าจะเสร็จพิธี เล่นเอาหนาวเหมือนกัน เพราะญาติของนาค และลูกหลานหลวงปู่ มากันเยอะ อีกอย่างช่วงนั้นอากาศเริ่มที่จะหนาวแล้ว

ตกกลางคืน พวกเราไปพักอยู่ที่กลดของแต่ละคน ความที่เป็นนาคเพิ่งปลงผมใหม่ๆ ยังไม่ชินกับการที่ไม่มีผม แล้วต้องมาอยู่กลดมุ้งใส ทีนี้หละ! เวลาจะมุดมุ้งในกลด หรือออกจากกลด หัวจะต้องโดนมุ้งกระชากทุกที และอากาศก็เริ่มเย็นแล้ว ผมพักอยู่ริมทุ่ง ลมโชยดีเหลือเกิน จนรู้สึกหนาว บางครั้งลมแรงดีเกินไป พัดเอามุ้งมาฉุดกระชากหัวเราที่ยังโล้นๆ อยู่ ทำให้ต้องตื่นเป็นระยะๆ

พอรุ่งเช้าจึงมีอาการหวัดนิดหน่อย เพราะเมื่อคืนอากาศเย็น บรรยากาศของวันนี้ เป็นเรื่องของพิธีการรับผ้าไตรพระราชทาน และพิธีบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งจัดขึ้นในตอนเย็น พิธีการเป็นไปอย่างศักดิ์สิทธิ์ ถูกต้องตามระเบียบแบบแผน แฝงไปด้วยกลิ่นอายของประเพณี วัฒนธรรม มรดก ของบรรพบุรุษเรา ที่ต้องการให้ผู้ที่จะบวช หรือนาค ได้ระลึกรู้ถึงบุญคุณ บิดา มารดา ว่าท่านเลี้ยงดูเรามาด้วยความยากลำบาก วันนี้แล้วหนาพ่อนาคก็จะได้กระทำหนทางหนึ่งในการตอบแทนบุญคุณท่าน ด้วยการมาบวชในพระศาสนา สืบทอดเผ่าพันธุ์แห่งชาวศากยะต่อไป

อีกทั้งพิธีนี้ยังเป็นการเตรียมการให้นาค ได้มีจิตใจที่พร้อมต่อการเดินเข้าสู่หนทางใหม่ มีสภาวะสถานะใหม่ ชนชั้นใหม่ วิถีอันใหม่ ในทางธรรมที่เรียกว่า "โลกุตระ" (โลกุดร, โลกุตตระ, โลกุตระ- พ้นจากโลก, เหนือโลก, พ้นวิสัยของโลก, ไม่เนื่องในภพทั้งสาม คู่กับ โลกิยะ) เมื่อเสร็จพิธีบายศรีสู่ขวัญแล้ว ก็กลับมาพักผ่อนเตรียมตัวที่จะบวชเป็นภิกษุในวันรุ่งขึ้น

เช้าวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๒ วันนี้เป็นวันที่ผมรอคอยมานานแล้ว รู้สึกอิ่มเอิบใจ เป็นสุขใจมาก ซึ่งตามกำหนดการต้องตื่นกันตีสี่ เพื่อมาทำวัตรเช้า พอถึงตีสี่ฝนก็เทลงมาพอประมาณ เลยทำให้นาคทุกคนต้องตื่น รีบแต่งตัวสวมชุดนาคอย่างรวดเร็ว เหมือนกับฝนจะรู้ว่านี่เป็นวันสำคัญเลยต้องมาปลุก พอนาคมาพร้อมกันที่ศาลา ฝนก็หยุด จึงเป็นที่น่าประหลาดใจ จากนั้นเป็นพิธีการขอขมาญาติ ตอนสายจึงเริ่มพิธีบวชเป็นเณรก่อน โดยมีเจ้าคณะจังหวัดมาเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ที่โบสถ์

จากนั้นพระทั้งหมด ๙๓ รูป ต้องแบ่งไปทำพิธีบวชที่โบสถ์วัดอื่นอีก ๒ วัดคือ วัดทัพหลวงกับวัดวังตะกู เพราะมีผู้บวชมาก และการบวชชุดละ ๓ รูปนั้น แต่ละชุดใช้เวลาหลายสิบนาทีแล้ว ดังนั้นถ้าทำพิธีที่เดียวคงจะช้า พอดีผมได้บวชที่โบสถ์วัดอ้อน้อย แต่เป็นคนสุดท้ายของชุดสุดท้ายด้วย จึงต้องนั่งรอฟังเขาสวดตั้งแต่เช้าถึงบ่าย กว่าจะได้ทำพิธีเกือบเย็น

ภายหลังจากทำพิธีบวชเปลี่ยนจากนาคเป็นภิกษุ ผมได้ฉายาทางธรรมว่า "อนาลโย" ความรู้สึกครั้งแรกที่ออกจากโบสถ์มีความสุข ปีติมาก อิ่มเอิบ ซาบซ่าน ไม่มีครั้งใดในชีวิตที่จะมีความรู้สึกที่ยิ่งกว่าความสุขอย่างนี้ เพราะว่ากว่าที่เราจะเกิดเป็นคนก็ยากแล้ว ยิ่งได้เกิดเป็นชายแล้วได้มาบวชอีกยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ที่สำคัญบวชแล้วได้มาเจอ คุรุ ผู้นำทางวิญญาณที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคนี้ก็ยิ่งยากลำบาก จึงรู้สึกว่าได้เกิดเป็นมนุษย์ชาตินี้ ไม่เสียชาติเกิดแล้ว บุญอันใดหนอที่ชักพาเรามา แล้วจะทำบุญกุศลอย่างไรหนอ จึงจะได้มีโอกาสอย่างนี้ทุกชาติไป

จากนั้นผมก็อุ้มบาตรออกจากโบสถ์ เห็นโยมพ่อ โยมแม่ และคนอื่นๆ มาคอยใส่บาตร มาถวายข้าวของเงินทองมากมาย ผมจึงนำไปถวายวัดหมด รู้สึกปลื้มใจ พวกเขาคงอยากได้บุญจากพระใหม่ที่มีศีลบริสุทธิ์ซึ่งเพิ่งออกจากโบสถ์ ผมได้แต่อนุโมทนาบุญกับเขาเหล่านั้นด้วย วันรุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันที่ ๕ ธันวาคม มีผู้คนมาใส่บาตรข้าวสารอาหารแห้งกันมากมาย และช่วงบ่ายได้มีการหล่อพระโพธิสัตว์ทั้ง ๔ องค์

หลังจากการบวชเสร็จสิ้น ช่วงแรกที่อยู่วัดก็เรียนธรรมศึกษา หลักสูตรนักธรรมตรี เรียนพระวินัย เรียนศาสนพิธี และเรียนพุทธประวัติ โดยมีพระพี่เลี้ยงในวัดอ้อน้อยคอยชี้แจง อบรมสั่งสอน เพราะช่วงแรกนั้นหลวงปู่ไม่ค่อยว่าง ท่านต้องคอยอบรมเณร จนผ่านไปอาทิตย์กว่าๆ หลังจากที่ท่านสอนเณร พาเณรไปธุดงค์กลับมา และเณรสึกออกไปหมดแล้ว ท่านจึงมาอบรมสั่งสอนพวกเราต่อ

ปุยเมฆ

มีอยู่วันหนึ่ง หลวงปู่ให้หนังสือเรื่อง "อุดมการณ์การดำรงพันธุ์" แก่พวกเรา เพื่อมาอ่าน แล้วท่านก็ออกข้อสอบให้พวกเราเขียนคำตอบส่ง โดยเป็นการถามเกี่ยวกับความหมายของภิกษุ นักบวช สมณะ พระ แตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้พระใหม่ได้ตระหนัก สำนึกในหน้าที่ ซึ่งความหมายที่หลวงปู่เคยอธิบายไว้คือ

วิถีชีวิตของ "ภิกษุ" ต้องเป็นผู้สำรวมระวังกิริยาอาการแห่งตน มีการตั้งมั่นของจิต อยู่ผู้เดียว สันโดษ รู้จักพอดีในสิ่งที่มีที่ได้ ทำลายความถือตัวถือตน สกัดความจองหอง อวดดี หลุดจากความโง่ โลภ โกรธ ไม่ข้องแวะต่อเครื่องผูก มีชีวิตประดุจปุยเมฆท่องไปในอากาศ เพราะว่าปุยเมฆนั้นล่องลอยไปยังสถานที่ต่างๆ มิได้เกาะเกี่ยว ยึดเหนี่ยวสิ่งใด อยู่เฉพาะที่ใดๆ และที่สำคัญปุยเมฆยังความร่มเย็น เป็นฝนที่ชุ่มช่ำ ให้แก่สรรพสัตว์ สรรพสิ่ง เปรียบได้ดั่งชีวิตของภิกษุ ที่ต้องเดินทางแสวงหาธรรม ไม่อยู่ยึดติดในที่ใดๆ กับใคร หรือสิ่งไหน และยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์

มีธรรมวิธีที่เรียกว่า "มรรคาวิถี ๘ ประการ" คือ เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตชอบ เป็นเครื่องอยู่ ไม่ประมาทในการรักษาศีล ดำรงสติมั่น หวงแหนระวังรักษาพรหมจรรย์ยิ่งกว่าชีวิตของตน เพียรปฏิบัติธรรม บำเพ็ญบุญ ชำระบาป ต้องไม่ยึดติด แม้ในบุญและบาปนั้น

วิถีชีวิตของนักบวช ก็คือ มีความเพียรเพ่งอยู่ ชำระกาย วาจา ใจ ให้สะอาด ปราศจากอาสวะกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง นั้นจึงชื่อว่า "นักบวช"

ส่วน "สมณะ" นั้น หลวงปู่ได้เขียนบทโศลกอธิบายไว้ว่า

"ลูกรัก...ขอเพียงเจ้าบรรเทา ละวาง ความยินดีที่มีในสรรพชีวิต สรรพวัตถุ และของเล่นทั้งหลายได้เด็ดขาด ละเว้นจากการคิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว ไม่ปล่อยตนเองให้หลงใหลได้ปลื้มไปกับ ตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายถูกต้องสัมผัส ใจมิได้ปรุงแต่ง ให้เกิดอารมณ์ใดๆ ความสงบระงับทางกาย วาจา ใจ ก็เกิดขึ้น เช่นนี้ต่างหาก จึงเรียกว่า สมณะ"

สำหรับวิถีชีวิตของ "พระ" ไม่มักมากในทาน ไม่ติดในตระกูล ไม่ให้ความสนิทสนมกับผู้ใดผู้หนึ่งในบ้านหรือนอกบ้าน ไม่ติดในที่อยู่ ไม่ติดในที่อาศัย ไม่ติดทั้งภายในกายและนอกกาย เปรียบดังหยดน้ำ ที่ไม่ติดบนใบบัวฉันนั้น วิถีชีวิตของพระต้องไม่สร้างกรรมอันเป็นเหตุปัจจัย ของภพ ชาติ ชรา มรณะ พยาธิ เป็นผู้สำรอกแล้วซึ่งเหตุปัจจัยนั้นๆ มีปัญญา ทำ พูด คิด ไม่โอ้อวด พ้นแล้วจากเครื่องกังวลทั้งปวง มีความเพียรเพ่งอยู่ในการปฏิบัติธรรม เพื่อวิถีแห่งความดับและเย็น นั่นคือ นิพพาน

วินัยบัญญัติ

ในตอนบ่ายวันหนึ่งของอากาศที่หนาวเหน็บในเดือนธันวาคม ใต้ลานโพธ์หน้าหอกรรมฐาน หลวงปู่บอกให้พวกเรามารวมกัน แล้วท่านได้แนะนำสั่งสอน วินัยบัญญัติ เป็นการทบทวนให้พวกเราอีกครั้ง หลังจากที่เรียนจากพระพี่เลี้ยงมาแล้ว เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างชัดขึ้นหลังจากที่บวชมาได้หลายอาทิตย์แล้ว หลวงปู่ได้สอนพระธรรมวินัยไว้ พอสรุปได้คือ

ความหมายของระเบียบวินัย

ความจำเป็นของระเบียบวินัยมีเอาไว้ให้เราได้อยู่ร่วมกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว เป็นปึกแผ่นแน่นหนาเดียวกัน อันลงรอยกันได้ มีการกระทำ คำพูด ที่เป็นข้อ วิธี วิถีทางเดียวกัน และไม่ทำให้ต้องแตกแยกกัน ออกจากกันและกัน ในสังคมก็ตาม ในชีวิตประจำวันก็ตาม

ความหมายของระเบียบวินัยและกติกาที่มีอยู่ในสังคมสิ่งรอบตัว หลวงปู่ได้อธิบายว่าเป็นความหมายของการสร้างดุลยภาพ ดุลถ่วงให้แก่ชีวิตเราและการอยู่ร่วมกัน เพราะถ้าเมื่อใด สังคมใดปฏิเสธระเบียบวินัย ปฏิเสธกฏเกณฑ์ กติกา สังคมนั้นก็ขาดดุลถ่วง ใครพอใจจะทำอะไรก็ทำ ถือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีระเบียบวินัย แล้วก็เกิดความร้าวฉาน เกิดความรู้สึก อึดอัด ขัดเคือง ต่อกันและกัน ใครพอใจที่จะพูดอย่างไรก็พูด ทำอย่างไรก็ทำ คิดอย่างไรก็คิด แสดงอย่างไรก็แสดง โดยไม่คำนึงว่าการ ทำ พูด คิด แสดงนั้น ทำลาย ก้าวก่าย สิทธิของใคร นี่เป็นความหมายของการขาดระเบียบวินัยในบ้าน ในเมือง

ส่วนในพระศาสนานั้นหลวงปู่บอกว่า ถ้าผู้คนมาอยู่ร่วมกัน โดยมาจากเผ่าพันธุ์ต่างกัน จากหลายที่ หลายถิ่น หลายสกุลวงศ์ แล้วไม่มีกติกา กฎเกณฑ์ ข้อตกลงกันเป็นพื้นฐานว่าจะทำอะไรเหมือนกัน ปฏิบัติเหมือนกัน มันก็กลายเป็นตัวใครตัวมัน ต่างคนต่างอยู่ แล้วความหมายของความเป็นปึกแผ่นแน่นหนา ความสามัคคี กลมเกลียว ก็จะหายไป ดังนั้นคนที่อยู่ในบ้านเมืองใด ตำบลท้องถิ่นใด สังคมใดๆ ต้องอยู่ด้วยความสมัครใจ

พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ผู้ที่จะเข้ามาบวช จึงต้องมี "ศรัทธา" มีความเชื่อ เชื่อว่าเราจะปฏิบัติตามกฎ กติกา ของบ้านเมืองนั้นได้ แล้วเราจะเอาตัวเอง น้อมเข้าไปอยู่ด้วย เพื่อไม่ให้เป็นความลำบากใจรู้สึกอึดอัดใจ ยินดีที่จะทำตามกติกาของบ้านเมืองนั้น ท้องถิ่นนั้น เมื่อเราเข้าไปแล้วยอมรับมันได้ ก็จะเป็นเรื่องเป็นราวที่เราจะมีความสุขได้ในการเป็นอยู่ร่วมกัน แต่ถ้าไม่ศรัทธา ไม่เชื่อ และเข้าไปอยู่ แล้วยอมรับไม่ได้ ก็จะสร้างความทุกข์เดือดร้อนขึ้นมา

การปฏิบัติตามธรรมวินัยหัวใจสำคัญ คือ "ความเชื่อ ความศรัทธา" ถ้าเราไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา เราจะปฏิบัติพระธรรมวินัยไม่ดี จะขาด บกพร่องไปหมด กฎเกณฑ์ กติกาของศาสนา นอกจากจะสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างกันและกันในส่วนตนและส่วนตัวแล้ว ยังต้องมีสัมพันธภาพอันดีต่อสรรพสิ่ง สภาวะแวดล้อม ธรรมชาติ หรือแม้แต่จิตวิญญาณสำนึกของเราเอง ทุกส่วนของเรา เซลล์ต่างๆในร่างกายเรา พลังงาน ปราณ ลมหายใจ และความรู้นึกคิดของเรา รวมทั้งสารอาหารที่ได้จากการสกัดอาหารที่กินเข้าไปแห่งเรา เลือดเนื้อทุกหยาดหยดแห่งเรา กติกา กฎเกณฑ์แห่งพระศาสนายังเอื้ออำนวยสุขให้แก่มัน ให้สรรพสิ่งที่อยู่ในตัวเรา เป็นไปด้วยความพร้อมเพรียง สมัครสมานฉันท์ กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน และผู้ที่มีกฎเกณฑ์กติกาอย่างนี้เท่านั้น จึงจะเป็นคนที่แกร่งกล้า องอาจ และสง่างาม สามารถที่จะคงทนต่อทุกสภาวะ

อานิสงส์

พระธรรมวินัยนอกจากจะสร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างเรากับคนอื่นๆ แล้ว ยังให้สัมพันธภาพอันดีระหว่างเรากับตัวเราเอง อวัยวะทุกส่วนในร่างกายเรา เซลล์ทุกส่วนในร่างกายเรา ช่วยประคับประคองให้มันอยู่ร่วมกันได้ด้วยความรู้สึกพึงพิง อิงแอบอาศัย ถ้อยทีถ้อยอาศัย และอาทรการุณต่อกันและกัน

อย่างเช่น พระธรรมวินัยบอกเราว่า การไม่กินอาหารเย็น สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ คนที่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจริงๆ จะไม่เป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด จะไม่เป็นโรคเบาหวาน ไม่เป็นโรคความจำเสื่อม ไม่เป็นโรคความดันในกระแสเลือดสูง ไม่เป็นโรคแคลเซียมเกาะกระดูกมาก และไม่เป็นโรคเครียด ไม่เป็นโรคปลายประสาทฟ่อ เพราะโดยปกติอาหารมื้อเย็นไม่ได้เป็นมื้อที่สำคัญต่อร่างกาย เป็นมื้อที่เกินความจำเป็น มื้อที่สำคัญที่สุดคือมื้อเช้า รองลงมาคือมื้อกลางวัน อาจเป็นเพราะว่าเราเคยชินกับการได้กิน ถ้าไม่ได้กิน ทำให้รู้สึกว่า เราขาดอะไรไปสักอย่างหนึ่ง จริงๆ แล้วมันขาดได้ มีชีวิตอยู่ได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องสิ้นเปลือง สุขภาพก็จะดีขึ้น

หลวงปู่ยังบอกอีกว่า หากเราได้ทำการปรับธาตุในร่างกายให้เข้าที่ได้แล้ว ท้องที่ว่างๆ ในตอนเย็นนั้น มันจะทำให้ลำไส้ และกระเพาะอาหารได้พักผ่อน เป็นการผ่อนคลายของกล้ามเนื้อลำไส้ การย่อยอาหารจะดีขึ้น การที่เรากินหลายมื้อตลอดเวลา เรียกว่าเป็น การบั่นทอนสุขภาพ

เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจึงให้ประโยชน์ต่อเราได้ มันทำให้เราสร้างสัมพันธภาพอันดีต่อกายนี้ และมีสัมพันธภาพต่อผู้อื่นด้วย และยังสามารถช่วยเหลือประคับประคอง กาย วาจา ของเราให้สงบ ตั้งมั่น มีขันติธรรม มีความอดทน อดกลั้น ต่อสภาวะแวดล้อมที่บีบคั้นได้ เพราะเรามีขันติธรรม มีพระธรรมวินัย

ขันติธรรม

คนที่ปฏิบัติตามตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด จริงจัง จะเกิดขันติธรรมโดยปริยาย คือ ทนต่อความหิวที่บีบคั้นในกายตน ทนต่อการยั่วยวนทางกาย วาจา หรือ ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส ดังนั้นผู้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยจึงกลายเป็นผู้มีขันติโดยปริยาย

จริงๆ อานิสงส์ที่บอกไว้ในตำรา คือ ทำให้ผู้ที่ปฏิบัติไม่เกิดวิปฏิสาร คือ ไม่เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ แต่เกิดความรื่นเริงในขณะที่เข้าไปอยู่ในหมู่คณะ มีความตั้งมั่น มีสติตั้งมั่นได้ง่าย มีความแช่มชื่นใจ และทำให้ผู้ที่มาจากนานาๆ สกุล เผ่าพันธุ์ อายุขัย มาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข และมีระเบียบวินัย

การปฏิบัติตามธรรมวินัย

หลวงปู่เปรียบพระธรรมวินัย ดังเข็มกับด้าย ที่ร้อยบุปผาชาตินานาพันธุ์ ต่างสีต่างกลิ่น ให้รวมกัน และกลายเป็นพวงอุบะ อันสวยงามได้ เป็นพวงมาลัยอันสง่างามได้ นี่คือคุณสมบัติของพระธรรมวินัย ในเรื่องของความหมายของการจะปฏิบัติตามพระธรรมวินัยนั้น สำหรับพระนวกะ (พระใหม่) จะต้องได้เรียนจากหนังสือ "นวโกวาท" ซึ่งจะมีอนุศาสน์ ๘ อย่าง โดยแบ่งออกเป็น ๒ หัวข้อใหญ่คืออกรณียกิจ หรือกิจที่ทำไม่ได้ กับ นิสัย ๔

นิสัย คือสิ่งที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของมนุษย์ จิตวิญญาณของนักบวช ซึ่งนักบวชที่บวชเข้ามาแล้วต้องทำจนเป็นนิสัย ใน ๔ ข้อนี้ ไม่ใช่ทำด้วยการจำ แต่ทำจนเป็นนิสัย เรียกว่า ทำมันจนเป็นจิตวิญญาณ และชีวิตของภิกษุ นิสัยทั้ง ๔ ข้อนี้ ก็คือ ๑. นุ่งห่มผ้าบังสุกุล ๒. อยู่โคนไม้ ๓. ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๔. บิณฑบาตเป็นวัตร

นุ่งห่มผ้าบังสุกุล

สมัยก่อนนั้น ไม่มีผ้าขาย คนที่จะบวชต้องไปดึงเอาผ้าที่เขาหุ้มศพมา เพราะในประเทศอินเดียสมัยก่อน ไม่นิยมที่จะฝัง หรือเผา พอคนตายจะเอาผ้ามาพันศพแล้วปล่อยทิ้งไว้ เมื่อพระที่บวชในพระศาสนาปรารถนาที่จะมีเครื่องนุ่งห่ม เครื่องทรงของนักบวช พระพุทธเจ้าก็ทรงชี้ว่า นั่นผ้าบังสุกุล นั่นผ้าห่อศพ ท่านจงไปเก็บมาย้อม และเย็บ ให้เป็นเครื่องนุ่งห่มของท่าน พระจึงมีหน้าที่ไปเก็บเอาผ้าเหล่านี้ มาซัก มาย้อม และมาเย็บ จนกลายเป็นเครื่องนุ่ง เครื่องห่ม พระเก่าจะนุ่งห่มผ้าที่ไม่บังสุกุลไม่ได้ และผ้าที่เป็นของคฤหัสถ์ก็ไม่ได้ ต้องนุ่งห่มผ้าของนักบวช คือ ผ้าบังสุกุลเท่านั้น ต่อมาก็มีอนุบัญญัติ ให้ภิกษุรับคหบดีจีวรได้ อย่างเช่นที่ภิกษุนุ่งห่มในปัจจุบัน ที่เรียกว่า คหบดีจีวร

อยู่โคนไม้

หลวงปู่บอกว่าไม่อยากให้ภิกษุที่บวชน้อยวันแล้วจะละเลยความหมายของพระศาสนา ละเลยความหมายข้อใหญ่ของนิสัย ๔ ที่พระอุปัชฌาย์สอนเอาไว้ อยากให้สัมผัส หรือสำเหนียก พิสูจน์ ทราบถึงวิถีชีวิตของนักบวชโบราณว่า มีชีวิตแบบใดบ้าง แล้วจะได้รู้สึกภาคภูมิ ศรัทธาในวิถีของนักบวชที่พวกเรากำลังเป็นอยู่ เพราะว่าสมัยก่อนไม่ค่อยมีวัด เย็นๆ ก็จะไปอาศัยตามสุมทุมพุ่มไม้ หัวไร่ปลายนา เรือนว่าง ป่าช้า ชะง่อนผา จอมปลวก ถ้ำ คูหา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของพระ ที่จัดอยู่ในประเภทของการอยู่โคนไม้ตามพระธรรมวินัย

ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า

น้ำมูตรเน่าคืออะไร? หลวงปู่ได้อธิบายให้เข้าใจว่ามันคือ น้ำเยี่ยวของโคดำ แต่เดี๋ยวนี้หาน้ำเยี่ยวของโคดำไม่ได้ ซึ่งทางวิชาการแพทย์ เยี่ยวที่ทิ้งออกมาจากร่างกายเรา เมื่อตกตะกอนแล้ว มันจะมีสารที่เป็นยาและมีฮอร์โมน ไขมัน เกลือแร่ มีสิ่งที่ร่างกายสกัดไม่ได้ และเป็นสารตกค้างขับถ่ายออกมา สามารถเอามาประกอบเป็นตัวกษัยยาได้ นี่คือความรู้แพทย์สมัยสองพันกว่าปีก่อน เขาเอามาดองกับรากไม้ ว่านยา ใบไม้ เปลือกไม้ หรือ แก่นไม้บางชนิด จนทำให้เกิดการตกผลึก นอนก้น ผสมผสานกันระหว่างสารที่มีอยู่ใน ยี่ยวกับสารที่มีอยู่ในรากไม้ แก่นไม้ ใบไม้ เหล่านั้น เป็นสูตรสำเร็จทางเคมีที่ประกอบเป็นยารักษาโรคได้ นั่นคือที่มาของ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า

บิณฑบาตเป็นวัตร

บิณฑบาตเป็นวัตร รวมถึงการฉันอาหาร คือต้องไม่เป็นผู้ที่รวนเรในการบิณฑบาต คือไปทางใดก็ไปทางนั้น รับแล้วต้องไปทางนั้น บิณฑบาตเป็นวัตร มันเป็นความหมายของการซื่อตรงของตน ว่าเราจะรับบาตรด้วยความซื่อตรง รับบาตรด้วยความเมตตา อาทร ด้วยคิดจะอนุเคราะห์ รับบาตรด้วยความไม่ละโมบ นี่คือวิถีทางของการรับบาตร