สัมปชัญญบรรพ
การกำหนดพิจารณาในสัมปชัญญบรรพนั้น คือการกำหนด สำรวมรู้อยู่ในอิริยาบถ แต่เป็นการกำหนดรู้ในส่วนที่เป็น อิริยาบถย่อย ที่มากกว่าการยืน เดิน นั่ง นอน หรือก็คือ การกำหนดรู้ในทุกอิริยาบถ นั่นเอง
เรื่องของการกำหนดรู้ในอิริยาบถ การฝึกฝนเจริญสตินั้น หลวงปู่เคยพูดไว้ว่ามันต้องทำควบคู่กับบารมีด้วย คือไม่ใช่ทำดีครั้งเดียวแล้วจบลงไป แล้วไปรอว่าเราจะได้ประโยชน์จากครั้งเดียวนั้น หรือมารอว่าเราตายแล้วจะนึกถึงความดีครั้งนั้น ท่านบอกว่ามันเสียเวลา เพราะว่าเราจะกำหนดเวลาตายไม่ได้ กำหนดอาการตายไม่ได้ กำหนดลักษณะตายไม่ได้ และกำหนดที่ตายไม่ได้ เมื่อกำหนดไม่ได้ เราก็ไม่ทางรู้ว่า จิตเกิดดับ หรือขณะที่ตายลง เราจะไม่มีเวทนากล้า เราอาจจะตายเพราะอุบัติเหตุก็ได้ ถ้าชั่วชีวิตเราทำไม่ดีมาตลอด และทำดีก่อนตายครั้งเดียว แล้วรอที่จะรับผลดีอันนั้น มันเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์
ดังนั้นพระพุทธองค์ จึงคอยเตือน บอกเรา แม้กระทั่งก่อนที่พระองค์จะทรงดับขันธปรินิพพาน ก็ยังทรงบอกว่า "ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมเถิด ด้วยความไม่ประมาท" คำว่า ด้วยความไม่ประมาท คือ มันต้องทำทุกขณะจิต เมื่อเราทำอะไรด้วยความไม่ประมาทแล้ว เราก็พร้อมที่จะเผชิญกับความตาย อย่างองอาจ สง่างาม ไม่หวาดหวั่น ไม่พรั่นพรึง ไม่สะดุ้งผวา
น้ำร้อน
การที่ไม่ประมาท มีสติ สัมปชัญญะพร้อม มันก็ต้องฝึกฝน หมั่นพิจารณา รู้ทั่วในทุกอิริยาบถ หลวงปู่เคยบอกว่า ในบรรพทั้ง ๖ นั้น ข้อที่พิจารณา "สัมปชัญญบรรพ" นั้นเป็นบรรพที่ยากที่สุด เพราะต้องมีสติ สัมปชัญญะ ในทุกอิริยาบถใหญ่ (ยืน เดิน นั่ง นอน) และอิริยาบถย่อยทั้งหมด ซึ่งครั้งหนึ่งท่านเคยฝึกฝน ทดลองตัวเองเพื่อให้ตามระลึกรู้ รับทราบสัมผัส ในทุกกระบวนการในอิริยาบถย่อยนั้นๆ ถึงขนาดยอมทดลองดื่มน้ำที่ต้มร้อนๆ เทออกมาใส่แก้ว ปล่อยให้ควันขึ้นสักนิด นับหนึ่งถึงสิบ แล้วจับมันกรอกเข้าปาก ค่อยๆ กลืนเข้าไป ท่านบอกว่าเราเคยดื่มน้ำเย็นมาจนชินแล้วตามรับรู้มันไม่ได้หมด เลยต้องทดลองดื่มน้ำร้อนเข้าไป ว่ามันเข้ามาและไปที่ลิ้นชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นใน ผ่านลำคอ กระเดือก ผ่านเข้ามาที่ต่อมน้ำลาย (ลำคอเราจะมีต่อมน้ำลายสำหรับป้องกันของเสียภายในที่จะกำเริบออกมา) ผ่านเข้ามาที่ลำไส้ ผ่านเข้าไปจนกระทั่งถึงกระเพาะ ก็เพื่อจะตามรู้มันในทุกอิริยาบถ (สัมปชัญญบรรพ) การที่สามารถตามระลึกรู้ได้ในทุกอิริยาบถนั้น จึงเป็นเรื่องที่ยากที่สุด
หรือแม้กระทั่งการถ่ายอุจจาระ ท่านก็เคยบอกไว้ว่าต้องระลึกรู้ถึงกระบวนการว่า เราเตรียมตัวที่จะสร้างกำลังในกระบังลมในทวารหนัก เริ่มทำให้เกิดการบีบคั้นในลำไส้ใหญ่ของเรา ทำให้เกิดการหดตัว ทำให้เกิดการขับถ่าย กว่าที่ขบวนการของอุจจาระจะถ่ายออกมาจากลำไส้ใหญ่ได้ เราต้องรู้สึกได้ถึงความไหลลื่นในกระบวนการทำงานทั้งหมด วิธีที่ว่านี้ท่านต้องยอมกินยอดผักขมอยู่ครึ่งเดือน เพื่อจะสัมผัสมันให้ได้ว่า ระบบขับถ่ายมันไหลลื่นอย่างไร ในสำไส้ใหญ่มันทำงานอย่างไรบ้าง
แต่โดยเบื้องต้นในการพิจารณาอิริยาบถย่อยนั้น ให้เรารับรู้เพียงว่า เราเหยียด คู้ ยืน เหยียดขา หดแขน หดขา กระดิกนิ้ว ขยับริมฝีปาก หรือไม่ก็กะพริบหนังตา ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการของอิริยาบถ ในสัมปชัญญบรรพทั้งหมด หรือแม้กระทั่ง เรารับรู้ ลมที่มาเข้าหู จากหูซ้ายทะลุหูขวา ปิดจมูกหมด ลมจะออกจากทางไหนได้อีก หากฝึกได้ถึงขั้นที่มันละเอียดเมื่อปิดปาก ปิดหู ปิดจมูก จะรู้ว่ามีอะไรออกจากผิวหนังได้บ้าง
กัสสปะมุนี
เกี่ยวกับการฝึกฝนอย่างถึงขั้นนี้ หลวงปู่เล่าให้ฟังว่ามีพวกโยคีเคยแพ้ลูกศิษย์ของท่านคือ "หลวงพ่อกัสสปะมุนี" ซึ่งท่าน กัสสปะมุนี (อยู่ที่ระยอง) นั้นเคยสมัครเป็นลูกศิษย์หลวงปู่สมัยที่หลวงปู่อยู่ที่เทือกเขาภูพาน ตอนนั้นท่านกัสสปะมุนีเพิ่งบวชใหม่ คือบวชตอนปลดเกษียณ โดยสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นอุปัชฌาย์ให้ บวชแล้วออกธุดงค์ ไปเจอหลวงปู่ที่เทือกเขาภูพาน จึงมาขอเรียนอิริยาบถ กัมมัฏฐาน มหาสติปัฏฐาน หลวงปู่จึงสอนให้ประมาณเดือนครึ่ง
หลังจากนั้นท่านกัสสปะมุนีก็หายไป ๓ ปี มีข่าวอีกที ก็โด่งดัง ไปอยู่วัด ที่เมืองเดลลี ประเทศอินเดีย แล้วมีข่าวลงในหน้าหนังสือพิมพ์ฝรั่งว่า พระไทยชนะโยคีของอินเดีย โดยเรื่องมีอยู่ว่า ท่านเคยเป็นอดีตรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นเวลาที่ท่านบวชแล้วไปอยู่เมืองนอก พวกลูกน้องที่อยู่กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งคนต่างประเทศ ซึ่งรู้จักท่าน ก็พากันมาถวายอาหารคาว หวาน ปัจจัยลาภ แก่ท่านมากมาย เลยทำให้พวกโยคีเกิดความอิจฉา เนื่องด้วยเป็นเจ้าลัทธิเก่าอยู่ก่อนแล้ว จึงหาวิธีกลั่นแกล้งโดย เมื่อพระองค์นี้เดินมาก็จะทำให้พื้นเป็นไฟ ดังนั้นขณะที่ท่านกัสสปะมุนีเดินบิณบาตมา อยู่ดีๆก็มีไฟลุกขึ้นมากลางถนน แต่ท่านก็เดินผ่านเปลวไฟโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน และไฟนั้นก็วิ่งย้อนเข้าหาโยคี ทำให้โยคียอมรับในกฤษดาภินิหารของท่านกัสสปะมุนี ยอมย้ายสำนักของตัวเองออกไปจากที่ใกล้ๆวัด ซึ่งท่านกัสสปะมุนีพำนักอยู่
นี่เป็นตัวอย่างลักษณะของการใช้ "มหาสติปัฏฐาน" ในข้ออิริยาบถ (ทั้งอิริยาบถบรรพ และสัมปชัญญบรรพ) เพราะหลวงปู่ได้สอนอิริยาบถ (เข้าใจว่าทั้งอิริยาบถใหญ่ และอิริยาบถย่อย : ผู้เขียน) แก่ท่านกัสสปะมุนี โดยหลวงปู่ให้ท่านกัสสปะกลืนก้อนน้ำแข็ง แล้วฝึกตามรับรู้อย่างที่หลวงปู่ตามรับรู้น้ำร้อน ซึ่งเมื่อฝึกฝนใหม่ๆ อาจจะกำหนดรู้ไม่ได้ การกลืนก้อนน้ำแข็งทั้งก้อน ทำให้รู้ตามว่าก้อนน้ำแข็งมันตกอยู่ทีไหนในกายตน เพื่อให้กำหนดรู้ตามช่วง ตามลักษณะ รู้ตามจุดมุ่งหมาย รู้ตามความเหมาะสม รู้ที่มันผ่านไปแล้วก็โคจร แล้วก็รู้ชัดตามความเป็นจริง ฝึกจนกระทั่งท่านกัสสปะมุนีเป็นปอดชื้น ถึงแม้มันยาก แต่ไม่ลำบากจนไปนักที่เราจะฝึกมัน
ดังนั้นคนที่จะเรียนรู้อิริยาบถย่อยได้ดีนั้น หลวงปู่บอกเคล็ดไว้ว่าอย่างน้อยต้อง ผ่านการฝึกกสิณ ต้องมีสมถะอย่างน้อยต้องฝึกจนได้องค์ฌาน หรือไม่ก็ผ่านอานาปานบรรพ ต้องผ่านอสุภกัมมัฏฐาน หรือไม่ก็ผ่านนวสี (พิจารณาศพป่าช้าทั้ง ๙ ) แล้วถึงมาเข้าใจในอิริยาบถ หรือสัมปชัญญบรรพ และจับมันจนกระทั่งละเอียดรอบคอบถึงขนาดที่ต้องรู้ว่าหัวใจเต้นกี่ครั้งต่อนาที ต้องรู้ว่าเลือดลมที่สูบฉีดไปในกายไปติดขัดตรงไหนบ้าง นั่นคือมีสติ พิจารณากายในกายและกายนอกกาย นี่คือที่มาของกำหนดรู้ในอิริยาบถของสัมปชัญญบรรพ สัมปชัญญะที่จะรู้ กำหนดอิริยาบถย่อย ที่ค่อนข้างต้องใช้สติที่ละเอียดลึก
ปฏิกูลบรรพ
การกำหนดพิจารณาในปฏิกูลบรรพนั้น คือการกำหนดพิจารณาอาการ ๓๒ ในร่างกาย (ดังบทสวดใน วิธีเจริญกายคตานุสติกัมมัฏฐาน) เพื่อแยกสัตว์ ตัวตน ตัวเขา ตัวเรา ออกจากอาการ ๓๒ ให้ได้ ส่วนหลักในการพิจารณานั้น คือพิจารณาโดยสถานที่เกิด เปลี่ยนแปลงสถานที่ตั้ง โดยสี โดยกลิ่น โดยการรวมกัน โดยการแตกสลาย ถ้าพิจารณาได้อย่างนี้ ถือว่าเป็นการพิจารณาในปฏิกูลบรรพ ซึ่งต้องพิจารณาให้ได้ว่า ความปฏิกูลโดยที่เกิด ความปฏิกูลโดยที่ตั้ง ความปฏิกูลโดยสี ความปฏิกูลโดยกลิ่น ความปฏิกูลโดยภาพรวม และความปฏิกูลโดยย่อยสลาย ซึ่งเราจะพิจารณาสิ่งปฏิกูลอะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นร่างกาย จะเป็นวัตถุธาตุใดๆ ก็ได้ หากเข้าหลักวิธีนี้ถือว่าเป็นการพิจารณาโดยปฏิกูลบรรพ การพิจารณาได้อย่างนี้จะทำให้เราสลดสังเวช ทำให้เราปล่อยวาง และคลายกำหนัดลงไป ปฏิกูลจึงพิจารณาสิ่งที่สกปรก ตรงกันข้ามกับความสวยงาม
อุดมการณ์แห่งวิถีพุทธะ
คนที่ฝึกมหาสติปัฏฐานนั้น จะต้องมีอาการหรือความรู้ ๔ อย่าง คือ รู้รอบ รู้ละเอียด รู้แจ้ง รู้ลึก และต้องรับรู้ถึงความถูก ความผิด ยอมรับและปฏิเสธ ต้องรับได้ทุกสภาวะ และต้องตั้งมั่นได้อย่างไม่หวั่นหวาด ไม่สะดุ้งผวา ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในระหว่างการอบรมพระวิปัสสนาจารย์นั้น หลวงปู่ได้รับแรงกดดันต่างๆ รอบด้าน แต่ด้วยอุดมการณ์ของท่านที่คิดจะนำพาศาสนาไปสู่จุดหมายแห่งความเจริญ วันที่มีพระออกมายอมรับ ท่านได้ร้องออกมาอย่างโล่งอก และน้ำตาไหลซึมว่า "ชิตังเม" ซึ่งแปลว่า "ข้าชนะแล้ว"
เพราะว่าที่ผ่านมานั้นในจังหวัดนครปฐม ไม่เคยมีการปฏิบัติธรรมแบบนี้มาก่อนเลย หลวงปู่บอกว่าเมื่อศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนนครปฐมนี้ มีแต่ความเจริญทางด้านการก่อสร้างเท่านั้น ส่วนคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม มีอยู่แต่เฉพาะในตำรา และห้องเรียน ไม่เคยออกมาอยู่ชนบท ออกมาสู่สังคมหมู่บ้าน ในเมือง หรือแม้แต่สังคมของวัดด้วยกันเลย สิ่งที่ท่านหวังอยากได้รับมีเพียงคำว่าบุญ อยากให้พระศาสนาเจริญ ให้สังฆมณฑลในประเทศนี้รุ่งเรือง และเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของสังคมได้ ผู้ที่รักหลวงปู่จะตอบแทนท่านได้ก็ต้องซื่อสัตย์ ยุติธรรม ตรงแนว ถูกต้องและบริสุทธิ์ กับอุดมการณ์ของพระพุทธะพระองค์นั้น ท่านจึงทำหน้าที่เป็นครู เป็นผู้นำ คอยทำหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิด ท่านบอกว่ารักทุกคนเหมือนดังอวัยวะของท่านเอง (คำพูดนี้ซาบซึ้งใจมาก ใครจะรู้บ้าง : ผู้เขียน)
หลวงปู่ได้เล่าวิถีชีวิตของท่านสมัยที่บวชใหม่ๆ ว่าวัดที่ท่านอยู่เป็นวัดในกรุงเทพ (ท่านมักพูดเสมอว่ามีแต่นักบวชที่กินๆ นอนๆ เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน กลางคืนจำวัด ดึกๆ ดูโทรทัศน์ ค่ำลงซัดมาม่า) พระบางรูปนุ่งกางเกง ออกเที่ยวกลางคืน เป็นเจ้ามือแชร์ หวย มีแต่ท่านที่ทำอะไรไม่ค่อยเหมือนใคร เพราะท่านถือว่าพระเหล่านั้นคือครูของท่าน ที่ทำให้ท่านเห็นข้อแตกต่างระหว่างพระธรรมวินัย
ท่านมักเข้าไปสอนนักเรียนในสลัม ในคลองเตย (ท่านทำมาก่อนมูลนิธิดวงประทีป) สตังค์ที่ท่านบิณฑบาตมาได้ จากชาวบ้านที่ใส่มาในบาตร ท่านก็เก็บเอาไว้ พอสิ้นเดือนก็ไปซื้อถังสังฆทานมาถวายพระ แล้วปล่อยปลา ปล่อยนก พอถึงวันเด็กท่านจะไปซื้อขนมปังกระป๋อง ที่เป็นตัวการ์ตูนทีละหลายสิบปี๊บ เอามานั่งกรอกใส่ถุงเป็นพันๆ ถุง ตั้งแต่หกโมงเย็น ยันสว่าง เสร็จแล้วท่านจึงห่อด้วยจีวร แบกไปแจกให้เด็กนักเรียน ท่านบอกว่าทำสิ่งเหล่านี้เพื่อให้เด็กเขาเห็นว่า พระศาสนายังมีสังคมดีๆ อยู่ พระศาสนายังมีคนที่คิดจะให้ ยังเป็นที่พึ่งของสังคมได้ เพราะว่าสังคมในยุคนั้นเป็นสังคมที่เละเทะ
แต่การที่ท่านไปสอนมันยังไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้นท่านจึงคิดจะสอนที่ต้นเหตุ คือ มาอบรมสอน ผู้ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอด ศีลธรรม จริยธรรม ซึ่งก็คือพระ คือนักบวชในศาสนา ให้มีจิตสำนึก ที่ประกอบไปด้วยสติ และความรับผิดชอบ ต่อสถานภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ท่านจึงคิดว่าต้องสอนพระ ให้พระในพระพุทธศาสนามีจิตสำนึก ว่าจะรับผิดชอบสังคมได้อย่างไร
ต่อมาท่านจึงเพียรพยายาม ขวนขวาย ปฏิบัติธรรม ทดลอง ทดสอบ ฝึกฝนตัวเอง ท่านยอมแม้กระทั่งลงไปแช่ในหลุมขี้ พอขึ้นมาจากหลุมขี้ อีกหนึ่งเดือนต่อมาลงไปนอนกับศพที่ขึ้นอืด หลังจากนั้นก็ไปขังตัวเองในถ้ำที่มีงูพิษ พอออกจากถ้ำท่านบอกว่าได้มาโผล่ที่หลี่ผี ประเทศลาว และได้เข้าไปอยู่ในถ้ำพระโพธิสัตว์
ในถ้ำพระโพธิสัตว์ที่หลวงปู่ไปอยู่นั้น ท่านเล่าว่าข้างนอกจะมืด แต่พอเข้าไปข้างในแล้ว จะโปร่ง โล่ง สบาย มันเหมือนเมืองอีกเมืองหนึ่ง มีพระ (พระโพธิสัตว์) ออกมาแสดงความรู้ความสามารถ ปุจฉา วิสัชนา ท่านได้นั่งดูเหมือนดูหนัง ดูละคร ท่านบอกว่าไม่รู้ว่าอยู่ในถ้ำนานแค่ไหน แต่รู้ว่าเมื่อออกจากถ้ำ มะม่วงได้ออกลูกแล้ว!! เพราะมะม่วงต้นนั้นท่านปลูกมันด้วยเม็ด! (หลวงปู่บอกว่าอย่าเพิ่งเชื่อ แล้วท่านก็หัวเราะ...) นี่มันเป็นความพิสดารของหลวงปู่ เป็นประสบการณ์ทางวิญญาณที่ผู้ปฏิบัติจริงจะเห็นได้
หลังจากท่านออกมาจากถ้ำ จึงเดินธุดงค์ต่อไป เมื่อมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งก็เจอคนฉายหนังเร่ (การแสดงคล้ายการชักหุ่นละครโรงเล็ก) การฉายหนังเร่นี้ตามชนบทเขาจะมีวิธีการจ่ายค่าดูหนังที่ไม่เหมือนใครคือ คนที่มาดูหนังเร่เอาข้าวเปลือกมาเป็นค่าดู หรือใช้อาหารพวก ปลาร้า ปลาเค็ม ก็ได้ แล้วพ่อค้าหนังเร่จะเอาของเหล่านี้ไปขาย
พอฉายหนังเสร็จ คนฉายหนังเร่เดินมาหาหลวงปู่ บอกว่า "หลวงพ่อครับ ...เมื่อคืนมีคนมาติดต่อผมให้มาฉายหนังเร่ ผมได้มาฉายให้ดูแล้ว ผู้คนเยอะแยะดี แต่ทีนี้ผมลืมหุ่น (หุ่นกระบอกสำหรับชักในการแสดง) ตัวละครไว้ตัวหนึ่งผมจะกลับมาเอา แต่คนในหมู่บ้านนี้หายไปหมดเลยครับ"
หลวงปู่เลยถามว่า "ตอนเรามา...ขึ้นกี่ค่ำ"
"ผมไม่ทราบครับ รู้แต่ว่าพระจันทร์มันมืด" คนฉายหนังเร่ตอบ "แต่ที่ผมเข้าไปมันสว่างนะครับ"
หลวงปู่จึงบอกว่า "งั้นรอไปอีก วันแรม ๑๔ ค่ำ ค่อยมาใหม่"
คนฉายหนังเร่จึงกลับไปแล้วก็กลับมาใหม่ในวันแรม ๑๔ ค่ำ เขาถึงได้เจอหมู่บ้านนั้น แล้วเข้าไปเอาตัวหุ่นกระบอก เจ้าของหมู่บ้านหรือหัวหน้าหมู่บ้าน บอกเขาว่า "ผ ม เ ก็ บ...ไ ว้ ใ ห้... "
เมื่อคนฉายหนังเร่ได้หุ่นกระบอกคืนมาแล้ว เขาจึงเดินออกมาจากหมู่บ้าน แต่เมื่อเขาหันหลังกลับไปดูอีกครั้ง ปรากฏว่าหมู่บ้านนั้นหายไป ไม่เห็นบ้านเรือน หรือผู้คนเลย คนฉายหนังเร่ก็มาบรรยายให้หลวงปู่ฟังว่า บ้านแต่ละหลังในหมู่บ้านนั้นไม่มีประตู เงินทองก็วางอยู่ตามกะได (บันได) ตามข้างทาง แต่ไม่มีใครเก็บ ไม่มีใครขโมย!!
ครูที่เฝ้าดูศิษย์
หลวงปู่จึงบอกว่า ถ้าพระหรือนักบวชในศาสนา มีประสบการณ์อะไรแปลกๆ บ้าง บางครั้งอาจทำให้เขาศรัทธาต่อการปฏิบัติงาน ปฏิบัติธรรม แล้วท่านก็เริ่มที่จะสอนพระ เริ่มที่จะถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์ทางวิญญาณของท่านที่ไม่เกี่ยวกับตำรามากนัก ท่านจะไม่สอนด้วยภาษาทางตำราเลย มีแต่จิต ที่พูดภาษาใจกับใจเท่านั้น แต่ว่าพระจะสอนยาก เพราะว่าทิฐิพระ มานะครู หรือทิฐิพระ มานะกษัตริย์ นั้นมีมาก ท่านจึงต้องหากระบวนการว่า ทำอย่างไรที่จะให้พระสอนกันเอง จึงเป็นที่มาของกระบวนการในการอบรมพระในหลักสูตรมหาสติปัฏฐานนี้ และด้วยความที่พระเป็นบุคคลที่สอนยาก หลวงปู่จึงริเริ่มให้มีการเขียนคำตำหนิคำสอน ว่ากล่าวกันเองได้ ซึ่งเราจะพบว่าไม่มีสำนักปฏิบัติธรรมที่ไหนในโลกที่ ครูโดนศิษย์ตำหนิ ที่อื่นเราเข้าไปต้องกราบ เพราะเขาถือว่าธรรมะเป็นของสูง ผู้บอกธรรมะคือ คุรุผู้เจริญ สำนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายเป็นอย่างนี้
แต่หลวงปู่คิดว่า การที่ท่านให้ทรัพย์ หรือการที่ครูทั้งหลายมาให้ทรัพย์ ทรัพย์นั้นมันจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพระศาสนา ไม่ใช่เฉพาะส่วนตัวใคร ไม่ได้คิดว่าพระได้ประโยชน์ แต่คิดว่าพระศาสนาได้ประโยชน์ ท่านจึงบอกว่าท่านทำโดยสำนึกว่า ต้องทำหน้าที่ เป็นศากยบุตร เป็นพุทธะชิโนรส ลูกหลานของพระพุทธเจ้า ทำอย่างไร จึงจะให้พระพุทธะพระองค์นั้น ทรงชื่นชม โสมนัส ต่อกิจการ การงานของลูกหลานของพระองค์ การที่ครูบอกธรรมะแล้วเดินหนีนั้นยังไม่พอ ครูต้องเฝ้าดูศิษย์อย่างที่หลวงปู่ทำ คือ ต้องควบคุม ทำให้ธรรมะนั้น มันเจริญและเติบโตขึ้นอย่างไม่ตาย จิตวิญญาณของพระพุทธะต้องโตขึ้น
เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีกำลังใจ ไม่มีศรัทธา เชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อพระธรรมที่ (หลวงปู่) ปฏิบัติได้แล้ว เชื่อสิ่งที่พระพุทธะสอน ถ้าไม่มีศรัทธา ไม่มีกำลังใจ ก็ไม่มีใครมาให้เรา นอกจากเราให้ตัวเราเอง หลวงปู่บอกเสมอว่าไม่มีใครให้กำลังใจท่าน ท่านสร้างกำลังใจด้วยตัวเอง ตั้งแต่บวชมายี่สิบกว่าพรรษา ท่านไม่เคยเหยียบเข้าบ้าน ไม่เคยเยี่ยมญาติ ท่านจะบอกกับลูกศิษย์เสมอว่า เราเป็นผู้ออกจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว เราต้องซื่อสัตย์ กับสกุลศากยะ ไม่ทำตัวเป็นคฤหัสถ์บ้าง ศากยะบ้าง จึงไม่ต้องขวนขวาย หาเงิน หาลาภใดๆ
ดังนั้นครูที่ดี จึงต้องไม่เบื่อที่จะบอก และจ้ำจี้จ้ำไชต่อการสอน หัวใจของครูที่ดีต้องไม่มองว่าศิษย์ดีหรือเลว หัวใจของครูที่ดีมีแต่คำว่าโง่กับฉลาด หน้าที่ของภิกษุ นักบวช พระในศาสนา ก็คือปลดจากความเป็นทาสของประชาชาติและสัตว์โลก
ธาตุบรรพ
ตอนเช้าของวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๓ หลวงปู่ได้สอนวิธีการพิจารณาจตุธาตุวัฏฐาน ๔ ดังนี้
วิธีการพิจารณาจตุธาติวัฏฐาน ๔
ยืดอกขึ้น นั่งตัวตรง ดำรงสติให้มั่น ผ่อนคลาย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เต็มปอด นับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วพ่นลมออก แผ่วเบา นุ่มนวล สุภาพ (ตอนหลวงปู่หายใจออก เท่าที่จับเวลาดู หายใจเข้า ๒๕ วินาที หายใจเข้าและออกเกือบ ๕๐ วินาที ต่อครั้งหนึ่ง) การผ่อนลมออกต้องค่อยๆ เป่าลมออก ทางปาก เหมือนกับการปล่อยลมออกจากลูกโป่ง แล้วก็สูดลมเข้าไปในลูกโป่ง เมื่อสูดเข้าเต็มที่ ก็หยุดนิ่งไว้นิดหนึ่ง แล้วค่อยๆ ปล่อยออก ทำสัก ๓-๔ ครั้ง จะรู้สึกจิต สงบ ว่าง
พอจิตสงบแล้วเรามากำกับดูลมหายใจก็ได้(อานาปานบรรพ) ดูโครงสร้างกระดูกภายในกายก็ได้ หรือจะมาพิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง พิจารณาอาการ ๓๒ ของร่างกายก็ได้
เมื่อสูดเข้าไปเต็มปอด ให้หยุดกลั้นไว้นิดหนึ่ง ปิดลมไม่ให้ออก ให้มันเข้าไปพลุ่งพล่านอยู่ภายใน มันจะไปกระตุ้นเตือน ต่อมหมวกไตทั้งหลายให้ตื่นตัว จะเกิดร้อนที่หน้าอก จากนั้นก็พ่นเอาความร้อน (ของเสีย) ภายในร่างกายออกมา เมื่อเราทำสัก ๓-๔ ครั้ง จะมีสติปรากฏ ใช้สตินั้นพิจารณาสภาวธรรมที่เป็นจริงภายในร่างกายเราว่า
"โอ้หนอ...ร่างกายเราประกอบไปด้วยธาตุทั้งสี่ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุทั้งสี่ต้องมีกรรมเป็นผู้ควบคุม เราตาย เราเกิด สัตว์ตาย สัตว์เกิด เพราะมีอวิชชา ที่มีอวิชชา เพราะเราทำกรรม เพราะมีความโง่ เราจึงทำผิดทำถูก ปัจจุบันนี้เราจะมาทำให้เกิดความฉลาด เราจะได้ไม่โง่ จะได้ไม่เกิดกรรม ที่เป็นเรื่องเป็นเหตุ ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย... "
ร่างกายขันธ์ ๕ สังขารเรานี้ ประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลมไฟ มีผู้ควบคุม คือวิญญาณ มีจิตวิญญาณเป็นผู้ควบคุมธาตุลม คนหรือสัตว์ที่ตายไปแล้ว ลมไม่มีในกาย เพราะไม่มีผู้ควบคุม เมื่อลมในร่างกายไม่มี ปกติมีลมจึงมีไฟ ไฟคือสิ่งที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร เมื่อไฟดับ น้ำที่มีในร่างกายก็จะเอิบอาบ ซึมซาบ และทำการละลายดิน คนที่ตายหลายๆ วันจึงมีน้ำเหลืองไหลออกมา มีกลิ่นเหม็น ตาปลิ้นออกมาจากเบ้าตา ลิ้นจุกปาก ผมหลุดร่วง เนื้อตัวสีเขียวคล้ำ ส่งกลิ่นเหม็นเน่า...
การพิจารณาอย่างนี้เป็นการพิจารณา ให้เห็นเป็นปฏิกูลภายในกายเรา
อนัตตลักษณะ
ธาตุนี้ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ หลักการพิจารณาในธาตุก็คือ ต้องอยู่ในลักษณะสามัญ ลักษณะ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป คือ การรับรู้ตามความเป็นจริงของกายนี้ ว่ากายนี้ประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง
ธาตุ "น้ำ" คืออิ่มเอิบ ซึมซาบ ไปทั่วสรรพางค์กาย
ธาตุ "ลม" คือลมที่กระทบรับรู้ รู้สึกได้ โยกโคนไปมา ลมที่ทำให้ร่างกายไหวติง
ธาตุ "ไฟ" คือมีทั้งความเย็นแล้วก็ความร้อน ไฟมีทั้งไฟเย็น และไฟร้อน มีอานุภาพ อุณภูมิสูงกว่าไฟที่ร้อน
ธาตุ "ดิน"ลักษณะอาการ คือ แข็ง แล้วก็ยืดหยุ่นได้
ในธาตุดินก็ตาม น้ำก็ตาม ลมก็ตาม ไฟก็ตาม ก็ยังประกอบไปด้วยธาตุทั้งสี่อีก พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าให้เราพิจารณากายในกาย แค่รับรู้ว่าดิน น้ำ ลม ไฟ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตามหลักของอนัตตลักษณะสูตร (อนัตตลักษณะ - ลักษณะที่เป็นอนัตตา, ลักษณะที่ให้เห็นว่าเป็นของมิใช่ตัวตน ได้แก่ ๑. เป็นของสูญ คือ เป็นเพียงการประชุมเข้าขององค์ประกอบที่เป็นส่วนย่อยๆ ทั้งหลาย ว่างเปล่าจากความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือการสมมติเป็นต่างๆ ๒. เป็นสภาพหาเจ้าของมิได้ ไม่เป็นของใครจริง ๓. ไม่อยู่ในอำนาจ ไม่เป็นไปตามความปรารถนา ไม่ขึ้นต่อการบังคับบัญชาของใครๆ ๔. เป็นสภาวธรรมอันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ขึ้นต่อเหตุปัจจัย ไม่มีอยู่โดยลำพังตัว แต่เป็นไปโดยสัมพันธ์ อิงอาศัยกันอยู่กับสิ่งอื่นๆ ๕. โดยสภาวะของมันเองก็แย้งหรือค้านต่อความเป็นอัตตา มีแต่ภาวะที่ตรงข้ามกับความเป็นอัตตา)
หรือหลักการสุญญตา คือยังไม่ถือว่าเป็นดินแท้ ยังไม่ถือว่าดินนั้นเป็นดินแท้ เหตุผลก็เพราะว่า ดินนั้นยังประกอบไปด้วยธาตุทั้งสี่อีก คือดินยังมีความชื้น (ธาตุน้ำ) มีความอุ่น(ธาตุไฟ)อยู่ แล้วยังมีฟองอากาศ(ธาตุลม)อยู่ในดินนั้น ในดินหนึ่งก้อนก็ยังมีดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่ แต่ว่าในดินนั้นมีธาตุดินที่มากกว่าธาตุน้ำ มากกว่าธาตุลม ธาตุไฟ เขาก็เลยเรียกว่าดิน
ในน้ำมีอุณหภูมิ ก็ยังมีความอุ่น (ธาตุไฟ) ในน้ำยังมีดินตะกอน (ธาตุดิน) ในน้ำมีอากาศ (ธาตุลม) เมื่อน้ำมีดิน ลม ไฟ แต่ในน้ำนั้นมีธาตุน้ำมากกว่า ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุดิน เขาจึงเรียกว่า ธาตุน้ำ