ในกระบวนการของดิน น้ำ ลม ไฟ ก็ไม่มีตัวตน นี่คือลักษณะการพิจารณา "ธาตุ" พิจารณาให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่ได้พิจารณาว่า ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ไฟเป็นไฟ ลมเป็นลม ถ้าพิจารณาอย่างนี้ก็เป็นลักษณะมองให้เห็นว่าเป็นของเที่ยง มองให้เห็นว่ามีตัวตน ซึ่งผิดหลักของวิปัสสนา และผิดหลักการของมหาสติปัฏฐาน แล้วผิดตามหลักของคำสอน มันก็จะกลายเป็นคำสอนของศาสนาฮินดู พราหมณ์ ที่เป็นปรมัน อาตมัน เป็นเรื่องมีตัวตน มีสัญลักษณ์ ที่จับต้องลูบคลำได้

แต่หลักการพิจารณาในจตุธาตุวัฏฐาน ในธาตุบรรพ ต้องพิจารณาให้เห็นถึงความไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ถ้าพิจารณาถึงหลักลักษณะนี้ได้ ก็จะสามารถเข้าใจ และซึมซาบถึงหัวใจของการพิจารณาจตุธาตุวัฏฐาน ๔

พระพุทธเจ้าบอกว่า เราต้องมีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม พิจารณากายในกาย ทั้งภายในและภายนอก ว่าประกอบไปด้วยธาตุทั้งสี่ "จิต"เป็นผู้ควบคุมธาตุทั้งสี่ "อวิชชา"ทำให้คนเรามาเกิด อวิชชามีกรรม (เรามีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย มีกรรมเป็นที่มาที่ไป) "กรรม" เป็นผู้ควบคุมจิต (กรรมนำจิตมาจุติ ก่อนที่จะปฏิสนธิ) "จิต" เป็นผู้ควบคุมธาตุลม (ไฟจะไม่ลุก ไม่ติดในที่เป็นสุญญากาศ) เมื่อลมหายไฟก็ดับ (คนตายแล้วจึงตัวเย็น) "ไฟ" ควบคุมธาตุน้ำ เมื่อน้ำในคนที่ตายไม่มีผู้ควบคุม คนตายจึงมีลักษณะอืด เขียว พอง เพราะน้ำไม่มีที่จะออก เพราะน้ำไม่ได้ถูกไฟเผาผลาญให้ออกมาทาง น้ำเหงื่อ น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำมูตร น้ำคูถ น้ำเยี่ยว มันก็จะอืด เมื่อน้ำไม่หาย ไม่ถูกไฟเผาผลาญ ก็จะทำการละลายดิน คนที่ตายแล้ว ๗ วัน ๑๐ วัน ๑๕ วัน ผิวหนัง เส้นเอ็น ผม ขน เล็บ ในร่างกาย ส่วนที่บางก็จะถูกน้ำทะลุทะลวงออกมา คนที่ตาย น้ำเหลืองจึงทะลุออกมา ธาตุดินก็ปฏิเสธน้ำไม่ได้ เพราะถ้าปฏิเสธน้ำ ก็จะกลายเป็นหินและทราย ส่วนธาตุดินจริงๆ นั้น ก็ควบคุมธาตุน้ำอีกที

การพิจารณาอย่างนี้ทำให้เห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้ จึงเป็นลักษณะ สมมติบัญญัติ ซึ่งหลักการพิจารณาธาตุทั้งสี่ มีหลักการพิจารณาอยู่ ๒ หลักการ คือ สมมติบัญญัติ กับ ปรมัตถ์บัญญัติ การพิจารณาในหลักของสมมติบัญญัติ คือ เห็นในรูปตา

อวิชชา ทำให้เกิด จุติ ปฏิสนธิ แล้วก็ต้องทำกรรม กรรมทำหน้าที่ ควบคุมจิต ที่ปฏิสนธินั้น จิตควบคุมธาตุลม ลมควบคุมธาตุไฟ ไฟควบคุมธาตุน้ำ น้ำควบคุมดิน ดินควบคุมน้ำ นี่เป็นสมมติสัจจะ

ในร่างกายเรา (ในอาการ ๓๒) ว่าส่วนที่เป็นดิน คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็นน้อยใหญ่ อาหารใหม่ อาหารเก่า ลำไส้ ตับไต ม้าม หัวใจ ฯ ส่วนธาตุน้ำ คือ น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำดี น้ำลาย น้ำมูตร น้ำคูถ น้ำเหงื่อ ฯ ธาตุไฟ คือ ไฟธาตุที่ใช้ย่อยอาหาร ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ไฟที่ช่วยระบบขับถ่าย แล้วก็ไฟที่กำเริบขึ้นบน ลงล่าง เช่น อาการไข้ ธาตุลม คือ ลมที่พัดพาอยู่รอบๆ ตัวเรา ลมในลำไส้ ลมในกระเพาะในไขกระดูก ในสมอง ฯ และลมนอกกายที่ทำให้โยกโคน อ่อนไหว

ทั้งหมดนี้เป็นสมมติสัจจะ ที่ใช้เป็นหลักในการพิจารณาเบื้องต้น

ปรมัตถ์สัจจะ

ส่วนการพิจารณาในหลักของ "ปรมัตถ์บัญญัติ" ก็ต้องพิจารณาในกระบวนการของน้ำ ว่ามีอะไรบ้างเป็นองค์ประกอบ ดินนั้นมีธาตุอะไรบ้าง (วิทยาศาสตร์) แล้วก็เป็นสิ่งที่เราพิสูจน์ได้

ในหลักปรมัตถ์สัจจะ ตามความหมายของ ดูกายในกาย ให้ดูว่าดินนั้นมันมีอะไรด้วย ให้ดูละเอียดเป็นปรมาณู เป็นโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอน ให้มันละเอียด ลึกเข้าไป พิจารณาจนไม่มีอะไร สุดท้ายมันก็เกิดความว่าง แล้วก็สุญญตา การพิจารณาอย่างนี้เรียกว่าเป็น ปรมัตถ์สัจจะ เพื่อให้เข้าถึง สามัญลักษณะ ด้วยปัญญา อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา (ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เป็นทุกข์ แล้วก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) การพิจารณาเพื่อความหลุดพ้น เพื่อความสลัดหลุดจากอุปกิเลสทั้งปวง ต้องพิจารณาให้เป็นลักษณะ ปรมัตถ์สัจจะ นี่คือความหมายของ กายในกาย

อย่างที่นิกายเซนพูดว่า "หลายสิ่งรวมเป็นหนึ่งสิ่ง หนึ่งสิ่งแตกออกเป็นหลายสิ่ง หลายสิ่งไม่มีสักสรรพสิ่ง" หลายสิ่งก็คือดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อพิจารณาเข้าไปทีละชั้น ก็จะรู้ว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่มีตัวตน เพราะประกอบด้วยธาตุมากมายมหาศาลในธาตุเหล่านั้น ธาตุแต่ละอย่างก็มีองค์ประกอบเป็นอณู แยกออกไปอีก

วิชาแพทย์

ประโยชน์ของการศึกษา จตุธาตุวัฏฐาน ทำให้เรารู้และใช้ประโยชน์จากเรื่องของ "การคุมธาตุ" ซึ่งสมัยโบราณเขามีวิชาแพทย์วิชาหนึ่งที่เรียกว่า วิชาคำนวณธาตุกับคุมธาตุ ซึ่งหลวงปู่มีความรู้ ศึกษาในเรื่องนี้มามาก ในเรื่องการตรวจธาตุ อย่างเช่น โบราณคนจีน เวลาป่วย ถ้าไปหาซินแส ที่เรียกว่า หมอแมะ เขาจะใช้วิธีการตรวจรักษาโดยการ "แมะ" คือจับชีพจร

และประโยชน์อีกอย่างคือ ทำให้เรารอบรู้ถึงกระบวนการธาตุทั้งสี่ ภายในของวัตถุ โลหะ พืชพันธุ์ธัญญาชาติ รวมทั้งยารักษาโรค หมอโบราณเขาเชื่อว่าการที่เราป่วย มนุษย์ป่วย สัตว์ป่วย เพราะธาตุทั้งสี่ไม่สมดุล เพราะฉะนั้น เขาต้องจะตรวจดูว่า ป่วยเพราะขาดธาตุลม หรือขาดธาตุไฟ

หลวงปู่บอกว่า ถ้าคนป่วยขาดธาตุลม (ต้องวิเคราะห์ธาตุให้ได้ก่อน) ต้องหาพืชพันธุ์ธัญญาชาติที่ทำให้เกิดลม เช่น ลูกตำลึง อ่อน รากตำลึงอ่อน ใบตำลึง เถาตำลึงมาทาน ลูกตำลึง รากตำลึง หรือใบตำลึงต้มน้ำ นำมาดื่มแก้วเดียว จะมีอาการเรอขึ้นมาทันที ลมจะมากไปจนบางครั้งอาจจะทำให้คนแก่ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นคนแก่ที่อายุตั้งแต่ ๔๐ ขึ้นไปจะชอบธาตุไฟนำหน้า ถ้าอายุต่ำกว่า ๔๐ ลงมาก็จะชอบธาตุน้ำกับธาตุลม ถ้าเกินกว่า ๖๐ ขึ้นไปจะชอบธาตุดินนำหน้า ดังนั้นขบวนการรักษาโรคทั้งหลาย ที่หมอโบราณเขาใช้ก็มาจากจตุธาตุวัฏฐาน ๔

ตัวย่างในการวิเคราะห์โรค เช่น มองสีหน้า มองแววตา มองสีผม แล้วก็ดมกลิ่นตัว เป็นเครื่องบอกให้เรารู้ว่าใครเป็นโรคอะไรและขาดธาตุอะไร และในธาตุทั้งสี่ไม่ได้มีเฉพาะในกายเรา ในพืชบางชนิดกินแล้วจะร้อนใน พืชบางชนิดกินเข้าไปแล้วจะรู้สึกเจ็บหน้าอก เพราะมีธาตุลมหรือธาตุน้ำมาก พืชบางชนิดกินเข้าไปแล้วรู้สึกอิ่มแน่น แล้วขับถ่ายไม่ออก นั่นแสดงว่ามีธาตุดินมาก เพราะฉะนั้นขบวนการวิเคราะห์าจตุธาตุวัฏฐาน ๔ เป็นพื้นฐานของแพทย์

หรือแม้แต่หมอชีวกโกมารภัจจ์ (หมอประจำพระองค์พระศาสดา) ถ้าไปศึกษาประวัติของท่าน จะพบว่า กัมมัฏฐานที่ท่านชอบเจริญมากที่สุดคือ จตุธาตุวัฏฐาน ๔ เป็นพื้นฐานของแพทย์

(ในจตุธาตุวัฏฐาน ๔ สามารถพิจารณาให้เป็นอสุภกัมมัฏฐานได้ พิจารณาให้เป็นปฏิกูลก็ได้ เป็นจตุธาตุวัฏฐาน ๔ ก็ได้ เป็นนวสีกถาบรรพก็ได้ ขึ้นอยู่ว่าเราเข้าใจ เชี่ยวชาญจะนำเอากัมมัฏฐานกองใดกองหนึ่งสืบยอด ต่อยอดไปให้ถึงกัมมัฏฐานทั้งหมดได้ไหม อยู่ที่เทคนิค กระบวนการ ความช่ำชอง เชี่ยวชาญ)

นวสีวถิกาบรรพ

การกำหนดพิจารณาในนวสีวถิกาบรรพนั้น ก็คือการกำหนดพิจารณาดูจากซากศพที่ตายแล้ว เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ สภาวะที่สามารถแบ่งออกได้เป็น ๙ สภาวะ หรือที่เรียกว่า ๙ ป่าช้าก็คือ

๑. ศพที่ตายแล้วหนึ่งวัน สองวัน สามวัน ที่ขึ้นพอง มีสีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองหไหลน่าเกลียด
๒. ศพที่ทิ้งไว้ในป่าช้าที่ฝูงกา งู นก ฝูงแร้งจิกกิน สุนัขกัดกิน หมู่สัตว์ตัวเล็กๆ ต่างๆ กัดกิน
๓. เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่
๔. เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อ แต่ยังเปื้อนเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่
๕. เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อและเลือดแล้ว ยังมีเส้นเอ้นผูกรัดอยู่
๖. เป็นกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว แล้วเรี่ยราด กระจัดกระจายไปในทิศต่างๆ
๗. เป็นกระดูกมีสีขาว ดังสีสังข์
๘. เป็นกระดูกกองเรียงรายอยู่แล้วเกินปีหนึ่งขึ้นไป
๙. เป็นกระดูกผุ เป็นจุณแล้ว

ซึ่งการพิจารณาในนวสีวถิกานี้ สามารถที่จะแยกการพิจารณาในซากศพแต่ละป่าช้าได้ โดยจะมีการพิจารณาอสุภที่พิจารณาสิ่งที่มีสภาพ สภาวะของสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ ตายไปแล้ว มีการแปรเปลี่ยนไปตามลักษณะ นวสีวถิกาบรรพ ที่เรียกว่า อสุภกัมมัฏฐาน (อสุภ, อสุภะ-สภาพที่ไม่งาม, พิจารณาร่างกาายของตนและผู้อื่นให้เห็นสภาพที่ไม่งาม; ในความหมายเฉพาะ หมายถึง ซากศพในสภาพต่างๆ ซึ่งใช้เป็นอารมณ์กรรมฐาน รวม ๑๐ อย่าง คือ ๑. อุทธุมาตกะ ซากศพที่เน่าพอง ๒. วินีลกะ ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ ๓. วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลออกอยู่ ๔. วิจฉิททกะ ซากศพที่ขาดกลางตัว ๕. วิกขายิตกะ ซากศพที่สัตว์กัดกินแล้ว ๖. วิกขิตตกะ ซากศพที่มีมือ เท้า ศีรษะขาด ๗. หตวิกขิตตกะ ซากศพที่คนมีเวรเป็นข้าศึกกัน สับฟันเป็นท่อนๆ ๘. โลหิตกะ ซากศพที่ถูกประหารด้วยศัสตรามีโลหิตไหลอาบอยู่ ๙. ปุฬุวกะ ซากศพที่มีตัวหนอนคลาคล่ำไปอยู่ ๑๐. อัฏฐิกะ ซากศพที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูก)

ว่าด้วยวิชากระดูก

การพิจารณาในนวสีวถิกาบรรพนี้ หลวงปู่ได้สอนหลักวิชาต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระดูกเอาไว้ ซึ่งผมพอที่จะจดจำ นำมาบอกกล่าวได้บ้าง โดยเริ่มจาก วิชาคลำกะโหลก ซึ่งหลวงปู่ได้สอนไว้เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๓ แต่ก่อนจะถึงวิชาคลำกะโหลก หลวงปู่ได้เล่าเรื่องนกแขกเต้าให้ฟังว่า

ในสมัยพุทธกาล ที่เมืองกุรุ มีพระภิกษุณีเลี้ยงนกแขกเต้าเอาไว้ แล้วสอนนกเแขกเต้าว่า เจ้ามีวาสนามาอยู่ในพระศาสนา ก็ควรจะมีปัญญาเห็นรู้ตามความเป็นจริง แล้วก็สอนคาถาให้นกแขกเต้า โดยให้ท่องว่า "อัฏฐิมิชชัง" อยู่มาวันหนึ่ง มีเหยี่ยวใหญ่กำลังบินอยู่ พอเห็นนกแขกเต้า เหยี่ยวใหญ่ก็บินโฉบลงมานำนกแขกเต้าขึ้นไปในอากาศ นกแขกเต้ากำลังภาวนาอยู่จึงร้อง อัฏฐิมิชชัง!! ขึ้นดังๆ จนไปถึงหูนางภิกษุณี นางภิกษุณีจึงโบกผ้าไล่นกเหยี่ยว ทำให้นกแขกเต้ารอดพ้นจากกรงเล็บเหยี่ยว นางภิกษุณีจึงนำผ้ามารองรับนกแขกเต้า พร้อมกับถามว่า "เดรัจฉาน...ขณะเหยี่ยวใหญ่โฉบลงมา เจ้าคิดอะไรอยู่" นกแขกเต้าจึงบอกว่า "เกล้าหม่อมฉันพิจารณาว่า กระดูกกลุ่มใหญ่ร่อนลงมาโฉบเอากระดูกกลุ่มเล็กขึ้นไปบนอากาศ" นางภิกษุณีจึงถามต่อว่า "แล้วในขณะที่เหยี่ยวปล่อยเจ้าคิดอะไร" นกแขกเต้าจึงบอกว่า "กระดูกกลุ่มใหญ่ปล่อยกระดูกกลุ่มเล็กให้หลุดลงมาจากอากาศ"

นางภิกษุณีจึงสรรเสริญนกแขกเต้าว่า เจ้าเป็นสัตว์ประเสริฐ รู้จักที่เจริญ อัฏฐิสัญญา ซึ่งหลวงปู่บอกว่าอัฏฐิสัญญานี้อยู่ในข้อของ นวสีวถิกาบรรพ ยังไม่เรียกว่า อสุภะ เพราะอสุภะต้องอธิบายในลักษณะมีของสดติดอยู่ ถ้าดูโครงกระดูกไม่จัดว่าเป็น อสุภะ จัดได้เป็นเพียงการพิจารณา ๙ ป่าช้า เรียกว่า พิจารณาป่าช้าทั้ง ๙ อยู่ในลักษณะป่าช้าที่ ๓ ที่เนื้อหนังหมดแล้ว เหลือแต่โครงกระดูกมีเส้นเอ็นร้อยรัดมองเห็นอยู่

วิชาคลำกะโหลก

สิ่งที่ต้องทำคือ ผ่อนคลาย มองที่รูปโครงกระดูก (รูปโครงกระดูก ปกหลังหนังสือ"วิถีแห่งพุทธะ" ที่หลวงปู่เป็นผู้เขียน)มองมันให้ติดตา มองด้วยความว่างๆ ถ้ายังไม่ติดตาและมีอารมณ์ปรากฏ ก็สูดหายใจเข้า ยกอกขึ้น ผ่อนลมยาวๆ แล้วก็สูดเข้าไปใหม่ แล้วก็ผ่อนลมออกมาด้วยความนุ่นวล สุภาพ ขณะที่สูดลมหายใจเข้าก็หลับตา ผ่อนลมหายใจออกมา เมื่อมีสติตั้งมั่นแล้ว ไม่ต้องคิดเรื่องอื่นมองที่โครงกระดูกครูนี้ มองแล้วค่อยจดจำไว้ เสร็จแล้วหลับตา น้อมเอากระดูกนี้เข้ามาอยู่ในร่างกายเรา

เริ่มต้นจากหัวกะโหลก หลับตาคิดว่าที่หัวกะโหลกมีสภาพเช่นไร ถ้านึกไม่ออกก็ลืมตาขึ้นมาดูใหม่ ถ้าลืมตาและจำได้แล้วก็หลับตา น้อมเอากะโหลกนั้นเข้ามาในกะโหลกเรา ดึงเนื้อดึงหนังให้เหลือแต่กะโหลกของเรา ดูเบ้าตา โหนกคิ้ว โหนกแก้ม ดูทีละจุด ดูให้ชัด เห็นให้ชัด มองให้ชัด ไม่ต้องใส่ใจอะไรทั้งนั้น ไม่ว่าจะลมหายใจ หรือพิจารณาอะไร เอาแค่จับให้ชัดในโครงสร้างของกะโหลกศีรษะ มองให้ชัดเห็นจนกระทั่งติดใจ

หลับตาเอามือคลำกะโหลก หรือไม่ก็เอาจิตสัมผัส ถ้าคลำแล้วไม่รู้สึกอะไรคือไม่รู้ว่ามันรูปร่างอย่างไร ก็ลืมตามาดูแล้วคลำไปด้วย อย่าไปคลำเนื้อ หนัง เอานิ้วกดลงไปที่กะโหลก เหมือนกับคนนวดศีรษะ คลำให้หนัก บอกตัวเองว่า กะโหลกเราเป็นอย่างนี้นะ ลืมตามาดูให้มันชัด แล้วหลับตาไป การที่มีโอกาสได้ลูบและนวดไปบนกะโหลก จะทำให้เราคลายเครียด คนเป็นโรคไมเกรน ปวดหัว เลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง จะหายสนิท ถ้าไม่ชัดก็มาที่หน้าผาก ให้ใช้แทนตาเรา เอาสติจับไว้ที่นิ้ว นิ้วเป็นตา (ใน) แล้วก็คลำมาที่โหนกคิ้ว เอาแค่ความรู้สึกว่าเป็นรูปร่างอย่างไร ลงมาที่เบ้าตา(ไม่ใช่กดที่ตา) คลำที่กระบังตาด้านในด้านล่าง กระบอกตาด้านล่าง ลงไปถึงโหนกแก้ม จมูก ดูให้ชัด ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องภาวนาอะไร อย่านั่งหลังงอ จะทำให้โครงสร้างผิดรูปแบบ

น้อมเข้ามาอยู่ในตัวเรา กะโหลกหน้า เบ้าตาของเรา ฟันเรา คางเรา นี่คือแกนกลางของกาย ที่เรารัก ทะนุถนอม เรายื้อแย่ง เราฆ่ากัน เพื่อให้ได้มาซึ่งแค่นี้ เราเอารัดเอาเปรียบ อิจฉาริษยากัน เห็นแก่ตัว สุดท้ายก็เหลือแค่นี้ มองให้ชัด มันอยู่ในตัวเรา เราก็อยู่ในตัวมัน วันนี้เราไม่เห็นมัน (กระดูก) ก็เพราะมีหนังหุ้มอยู่ มีเนื้อ หนัง ปิดอยู่ เส้นเอ็นใหญ่น้อย ร้อยรัดอยู่ มีเลือดหล่อเลี้ยงอยู่ ไม่เห็นความเศร้าหมองของมัน ไม่เห็นข้อเท็จจริงในกายนี้แห่งมัน

แต่ถ้าเราดึงหนังออก ถลกหนังทิ้ง ล้างเลือดออก ดึงเอ็นหลุด เราก็เห็นสภาพความเป็นจริง ตามความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเรา ถ้ายังไม่เห็นด้วยตาใน ก็ให้ลืมตา (นอก) มาพิจารณามองมันอีก แล้วน้อมเข้ามาสู่กะโหลกศีรษะเรา เอาเฉพาะหัวก่อนอย่าไปดูที่อื่น ให้ชัดเป็นจุดๆ มองให้ดี มองจนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่า (เกิดความรู้สึกเอง) สลด สังเวช เกิดนิพพิทาญาณ (ความรู้ที่ทำให้เบื่อหน่ายในกองทุกข์, ปรีชาหยั่งเห็นสังขารด้วยความหน่าย) คือความเบื่อหน่าย คลายความกำหนัด คลายความทะยานอยาก เราจะรู้สึกว่า

โอ้หนอ...กายนี้มีสภาพความเป็นจริงปรากฏอยู่เฉพาะหน้า ด้วยมหาสติ ที่รู้เท่าทันมัน เป็นจริง ดั่งที่เห็นด้วยตาเนื้อ ตาใน อย่างนี้ กายนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสาระ ร่างนี้มีสภาพเป็นปฏิกูล พึงรังเกียจ เป็นกระดูกที่ขาวโพลน มีเนื้อ และหนัง ห่อหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบอยู่เท่านั้น ข้างในยังประกอบไปด้วยอะไรเยอะแยะ มากมาย หมักหมม

แต่ไม่ต้องคิดยาวไปอย่างนั้นก็ได้ เอาแค่กะโหลกขาวๆ ในกายเราให้ช่ำชอง จับภาพไปที่กะโหลกศีรษะ ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไรก็นำจิตทั้งหมดมาจับภาพที่กะโหลก ถ้าส่งจิตมาแล้วไม่วอกแวกไปไหน ถือว่าเป็นสมถะ จัดได้ว่าเป็นกสิณสีขาวได้เหมือนกัน ถ้าพิจารณาให้เป็นวิปัสสนา

ดูแล้วให้เกิดความสงบ รักษาความสงบไว้ให้นาน ไม่ให้กระเพื่อม เหมือนน้ำที่อยู่ในแก้วไม่ทำให้กระฉอก ไม่ทำให้หก ความสงบปรากฏ ก็คือสติตั้งมั่น รักษาสติให้เจริญอยู่อย่างนั้น จิตทุกดวงที่เกิดดับ ก็จะเกิดแต่กุศลแห่งจิต หรือสติที่เป็นกุศล มันจะไม่เป็นมลภาวะเป็นสภาวะแห่งจิต เป็นสภาวะธรรมชาติแห่งความเป็นจริง เป็นส่วนกุศลมูลจิต ที่ควรจะทำให้เจริญขึ้นในปัจจุบันนี้...


การพิจารณาโครงกระดูก

นั่งดูโครงกระดูก เมื่อดูแล้ว จะติดในสัญญา สัญญาจะทำหน้าที่เก็บมันเอาไว้ สงบด้วย ไม่ต้องมีความคิดใดปรากฏ ว่างๆ เงียบๆ

นั่งแล้วจัดโครงสร้างให้ตรง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผ่อนลมออกยาวๆ ตามสภาพของตัวเอง ทิ้งไว้นิดแล้วสูดเข้าไปใหม่ แล้วก็พ่นลมออกอย่างนิ่มนวล สุภาพ ทิ้งไว้นิดหนึ่ง แล้วสูดเข้าไปใหม่ แล้วพ่นลมออก ทีนี้มองไปที่ภาพโครงกระดูก หัว คอ หน้าอก ซี่โครง แขน ท่อนล่าง ท่อนบน กระดูกมือ นิ้ว หลวงปู่กำลังแนะนำญาณ (ปัญญา) ไม่ได้แนะนำแบบสมถะ คือให้มองเฉยๆ (ไม่มีภาวนา) ให้รู้ว่านี่คือสภาพความเป็นจริงในกายตน กายเขา หรือกายใครๆ แล้วก็หลับตามาค้นหาความเป็นจริงในตัวเรา โดยไล่ไปทีละจุด

(รายละเอียดการไล่ไปตามจุดต่างๆ มีในเทปที่ทางมูลนิธิธรรมอิสระจัดทำขึ้น)

เมื่อไล่ท่อนต่างๆ เสร็จ ก็ให้กลับมาพิจารณาให้รู้เห็นตามความเป็นจริง ทำให้เป็นวิปัสสนาได้ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน แล้วก็แตกสลาย

ไม่ต้องดึงเข้ามาในตัวเรา ให้ค้นหาภายในตัวเราให้ชัด ดูเพียงแค่รู้ความเป็นเช่นไร แล้วมาค้นหาความเป็นจริงที่อยู่ข้างในตัวเรานี้ (หลวงปู่สอนตามหลักวิปัสสนาใช้ปัญญาให้รู้เห็นตามความเป็นจริง) ใช้ตาในค้นหาตัวเรา (อย่าจ้องจนเป็นนิมิต เป็นอุคหนิมิต ถ้าคุมอารมณ์ไม่ได้ จะหวาดกลัว จิตจะวิกลจริต)

แต่ถ้าอยากให้เป็นสมถะ ให้เป็นฌาน สมาธิ ก็คือ ดูจนจำได้ เพ่งมัน แล้วหลับตา แล้วเพ่งมันอยู่อย่างนั้น จนปรากฏชัด แล้วใช้จิตดูจนให้สามารถพลิกหน้า พลิกหลัง หันซ้าย ขวาได้ จนโครงกระดูกเปลี่ยนจากสีขาวเข้ม เป็นสีขาวงาช้าง ใสขึ้น จนกลายเป็นแก้วผลึก แล้วกระจายออกเป็นท่อน (สมัยก่อนหลวงปู่ทำแล้วเป็นอย่างนี้) เมื่อกระจายออกเป็นท่อนก็จะยุ่ยออกเป็นผุยผง

ในระหว่างที่หลวงปู่นำพิจารณาโครงกระดูกนั้น ท่านได้กล่าวหลักการที่มีคุณค่าว่า

...กระดูกท่อนหนึ่งยืนอยู่ กระดูกกองหนึ่งนั่งอยู่ เมื่อเป็นกระดูกแล้วฟุ้งซ่านได้อย่างไร เมื่อเป็นกระดูกแล้วหงุดหงิดรำคาญได้อย่างไร เมื่อเป็นกระดูกแล้วเจ็บปวดได้อย่างไร เมื่อเป็นกระดูกแล้วชอบใจ ไม่ชอบใจได้อย่างไร เมื่อเป็นกระดูกแล้วตัวเราอยู่ที่ไหน ที่ฟุ้งซ่าน ชอบใจ ไม่ชอบใจ กลัดกลุ้ม หงุดหงิด รำคาญ สุขและทุกข์ เพราะคิดว่า เราไม่มีกระดูก

กระดูกไม่มีง่วง กระดูกไม่มีเมื่อย กระดูกไม่มีเครียด กระดูกไม่มีฟุ้งซ่าน...

ครูกัมมัฏฐาน

เวลาเรียนรู้ดูโครงกระดูกแล้ว หลวงปู่จะนำพวกเราแผ่เมตตา ให้แก่เจ้าของโครงกระดูกเป็นการจ่าย "ค่าครู" โดยมีที่มาจากการที่ท่านไปธุดงค์ ท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยที่ท่านไปธุดงค์อยู่แถวย่างกุ้ง พม่า ในหมู่บ้านกุโสดอ มีเรื่องเล่าว่า มีพระเถระรูปหนึ่ง นำเอากระดูกของชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่เก็บได้จากป่าช้า แล้วมาล้างทำความสะอาด นำมาเพ่งพิจารณาอสุภกัมมัฏฐาน จนพระเถระรูปนั้นได้ปัญญาหยั่งรู้ บรรลุอริยมรรค เข้าถึงความหมายของคำว่า อริยผล เป็นพระอริยบุคคล

ต่อมาบุรุษ (เจ้าของโครงกระดูก) ได้ไปเกิดเป็นลูกของยาจก ยากจน ส่วนพระอริยเจ้ารูปนั้น เมื่อได้สภาวะความเป็นไปของสรรพสัตว์ ในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แค่เพียงมีดวงตาที่เรียนรู้พระธรรม สามารถรับรู้ถึงอารมณ์วิปัสสนาญาณได้แล้วก็ตาย ตายแล้วจึงไปเกิดเป็นลูกเศรษฐี ส่วนเจ้าของกระดูกไปเกิดเป็นลูกของคนขอทาน อนาถา ยากจน ด้วยผลกรรมที่ทำร่วมกันมา เด็กยากจนที่เป็นเจ้าของโครงกระดูกนั้นได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่ดีนัก สุดท้ายกลายเป็นโจรป่า ซ่องสุมผู้คนได้ร่วมห้าร้อยกว่าคน ออกปล้นสดมภ์ไปทั่วทุกทิศ และสุดท้ายก็มาปล้นบ้านของเศรษฐี ซึ่งพระเถระรูปนั้นมาเกิดเป็นลูกเศรษฐี เมื่อโจรป่ามาเจอเด็กน้อยซึ่งเป็นลูกของเศรษฐี ก็รู้สึกเหมือนว่ามีความสนิทสนม เกิดความปฏิพัทธ์รักใคร่เด็กน้อย ฝ่ายเด็กน้อยที่เป็นลูกเศรษฐี ก็มีความรู้สึกเคารพศรัทธา โจรป่าห้าร้อยเป็นอาจารย์ เพราะจิตผูกพันกันตั้งแต่ที่เอากระดูกนั้นมาเป็นครู

โจรป่าห้าร้อยจึงพูดกับลูกเศรษฐีว่าเราจะไม่ฆ่าญาติของเจ้า จะไม่ทำร้าย ทำลายเจ้า เรามาขอปันทรัพย์จากเจ้า ลูกเศรษฐีก็บอกว่า ท่านผู้เจริญ ข้าคิดว่าท่านเป็นผู้เจริญและประเสริฐแห่งข้า ทรัพย์ในส่วนของข้าที่บิดามารดาแบ่งให้ ท่านจงนำเอากลับไป แต่เรื่องไม่ได้มีอยู่แค่นั้น ความรู้สึกที่ว่าตัวเองติดหนี้ พระเถระที่เกิดเป็นลูกเศรษฐีจึงขอบวช เมื่อได้บวชในพระศาสนา เจริญธรรมจนบรรลุมรรคผล มี อาสวักขยญาณ ( ความรู้เป็นเหตุสิ้นอาสวะ ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย) คือมีดวงตาเห็นธรรม รู้จัก อดีต ปัจจุบัน อนาคต จึงได้รู้ว่า โจรผู้นี้เคยเป็นครูของเรา ดังนั้น ทุกครั้งที่โจรป่าจะโดนชาวบ้านฆ่าตาย หรือโดนทหารจะจับ พระอริยเจ้าก็ต้องอุบัติขึ้นเฉพาะหน้า ช่วยโจรป่านั้นจนกระทั่งเห็นว่าหมดอายุขัย แล้วจึงปล่อยให้ตายโดยหมดอายุขัย ที่ทำเช่นนี้เพราะว่าติดหนี้กันมาแต่เก่าก่อน

เหตุเพราะพระอริยเจ้านำกระดูกมากราบเป็นครู และบอกว่าขอครูผู้ประเสริฐจงให้คำสั่ง และคำสอนอันประเสริฐแก่ข้า โทษทัณฑ์อันใดที่ข้าได้ทำต่อครู ข้าขอชดใช้ทั้งหมด คุณอันดีที่ครูมี ข้าจะขอตอบแทนไปทุกภพทุกชาติ นั่นแหละจึงเป็นที่มา ดังนั้นหลวงปู่จึงไม่อยากให้พวกเราไปตามใช้หนี้เจ้าของกระดูก โดยท่านได้แนะวิธีที่เลิศ และเป็นการแผ่ความดี ความเมตตาปราณี ให้แก่สรรพสัตว์ ท่านเลยให้พวกเราจ่ายค่าครู โดยการสวดสาธยายพุทธมนต์ และบังสุกุลให้แก่เขา

สำนึกในหน้าที่

ครูที่ดีต้องไม่เบื่อที่จะบอก และจ้ำจี้จ้ำไชต่อการสอน หัวใจของครูที่ดีต้องไม่มองว่าศิษย์ดีหรือเลว หัวใจของครูที่ดีมีแต่คำว่าโง่กับฉลาด เพราะในโลกนี้ไม่มีคนชั่ว แล้วก็ไม่มีคนดี มีแต่คน ๒ ประเภทเท่านั้น คือ โง่กับฉลาด คนที่เป็นคนดีคือ คนที่เป็นคนฉลาด ฉลาดที่จะนำสิ่งดีออกอวด นี่คือสิ่งที่หลวงปู่ท่านได้สอนไว้ว่าหัวใจของการเป็นครูนั้นเป็นอย่างไร และท่านได้พูดถึงสำนึกและหน้าที่ของภิกษุ สมณะ นักบวช พระในศาสนา ว่าให้ปลดจากความเป็นทาสของประชาชาติและสัตว์โลก เพียงแค่เราสำนึกและรู้สึกและสัมผัสมันได้ ธรรมะก็จะปรากฏอยู่กับเรา

สิ่งที่หลวงปู่หวังในการอบรมพระ คือ เห็นพระมีสำนึกในหน้าที่ของตน ในสถานภาพของตนที่นุ่งห่มธงชัยของพระอรหันต์ ท่านบอกว่าแม้ตอนนี้พระเหล่านี้จะยังไม่ยอมรับท่าน แต่วันหน้า ปีหน้า ชาติหน้า ก็ต้องยอมรับ เพราะอย่างน้อยได้มาร่วมฟังธรรม เรียนรู้ธรรมจากท่าน ท่านรอคอย (พระเหล่านี้)ได้- จะกี่วัน กี่ปี กี่ชาติ ท่านรอได้เสมอ ท่านจะมีความรู้สึกที่ไวต่อความรู้สึกของผู้คนมาก แต่ก็เฉยต่อความรู้สึกนั้น

หลวงปู่แสดงความห่วงใยต่อพระศาสนาว่า เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้วมีพระอรหันต์เกลื่อนกลาด สองพันปีต่อมาก็มีผู้บรรลุธรรม เข้าใจธรรมเยอะแยะ มีผู้เจริญในมหาสติปัฏฐานมากมาย หลังจาก ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว เหมือนกับว่าขาดสูญหายไป เหมือนว่าอะไรๆ มันไม่ปรากฏ พระศาสนาก็มาเจริญในประเทศไทย และเจริญถึงขีดสุดในสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ต่อมาพระศาสนาได้เสื่อมโทรมถึงขีดสุด จนต้องรื้อฟื้นกันใหม่ แต่สิ่งที่รื้อฟื้นกลับกลายเป็นวัตถุ ไม่ใช่พระธรรม

กรุงศรีอยุธยาประกอบด้วยวัตถุและพระธรรม มีนักบวชมาปุจฉา - วิสัชนา นักบวชต่างหัวเมืองจากลังกา ก็มาสอบถามปัญหาธรรมะ ถึงขนาดว่า "หลวงปู่ทวด" ต้องเดินทางมาอาสาตอบปัญหาธรรมะ เพื่อแก้ต่างกับนักบวชชาวลังกา เพราะกลัวเสียท่าเสียชื่อ ว่าเมือง "สยาม" ไม่มีคนดี คนรู้ธรรมะ

เพราะฉะนั้น สมัยที่ผู้คนประมาณสามแสนถึงห้าแสนกว่าในสมัยอยุธยา ศาสนาเต็มไปทุกตำบล หมู่บ้าน ต่อมาเสื่อมทรามลงเพราะความมักมากในกามคุณ ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส สุดท้ายพระสงฆ์ในศาสนาก็เปลี่ยนสภาพจากนักบวชเป็นนักรบ เป็นผู้กู้บ้าน กู้เมือง เป็นนักเศรษฐกิจ เป็นแพทย์ เป็นผู้บรรเทาความทุกข์เดือดร้อน จากภัยสงคราม ตรงนี้เป็นจุดเสื่อมของพระศาสนา สัจธรรมพื้นฐานหายไป เหลือแต่สัจธรรมปฏิรูป พระศาสนาก็ล่มจม อับเฉา เรื่อยมาในทางปฏิบัติ แต่ในทางวัตถุเจริญรุ่งเรืองมาตลอด

สิ่งเหล่านี้ทำให้หลวงปู่เกิดจิตสำนึกว่าจะทำอะไรให้แก่พระศาสนาบ้าง หน้าที่ลึกๆ ของพระที่จะต้องทำอะไรดีๆให้สังคม ก็คือ หน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของผู้คน

วิถีชีวิตการปฏิบัติของหลวงปู่ (๑)

หลวงปู่บอกพวกเราเสมอว่า ท่านก็คน เราก็คน ท่านก็กระดูก เราก็กระดูก ท่านมนุษย์ เราก็มนุษย์ ท่านรู้ได้ ผมต้องรู้ได้ ดังนั้นวิถีการปฏิบัติของท่านจึงมีแนวทางที่ทำทุกอย่างเพื่อพระศาสนา ท่านจึงอบรมพวกเราว่า การได้มีชีวิตมาบวชในพระศาสนานั้น มิใช่ว่าใครๆก็มาบวชได้ง่ายๆ คนบวชไม่ง่าย คนตายง่าย พระสึกก็ง่าย เมื่อมาอยู่ในที่ทำได้ยากแล้ว จงทำในที่ที่มายาก ได้มายาก ให้เป็นผล สาระ อย่างน้อยได้สติสักนิดก็ยังดี เวลาสึกออกไปจะได้ทำสิ่งดีๆ ให้แก่สังคม บ้านเมือง ครอบครัว ตัวเอง และประเทศชาติ ทุกครั้งที่สวดมนต์ ท่านจะเอารูปโครงกระดูกในหนังสือวิถีแห่งพุทธะมาดู ท่านบอกว่านึกในใจว่าทำอย่างไรจะได้โครงกระดูกมาเพื่อให้พระได้เรียนรู้ ต่อมาไม่นานก็มีคนนำโครงกระดูกมาถวาย แค่หลวงปู่ท่านคิด ก็จะมีคนมาช่วย ท่านจึงบอกว่า ธรรมะนี้มีผล หมั่นทำอย่างจริงๆจังๆ ทำให้เป็นเรื่องเป็นราว แล้วจะรู้ว่า สรรพสิ่งในโลกอยู่ใต้อุ้งมือเรา อย่าละโมบ อย่าตะกละ สมัยที่ท่านบวชและยังอาศัยวัดอื่นอยู่ พอมีคนมาถวายสังฆทาน ท่านจะเอาไปไว้คลังสงฆ์ แล้วเขียนหนังสือตัวโตๆประกาศ ว่า "ผมรับสังฆทานมา ขอพระคุณเจ้าโปรดพิจารณาตามอัธยาศัย" ส่วนปัจจัยจะนำไปใส่ตู้สำหรับเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ถือว่านั้นก็เป็นสังฆทาน ส่วนเงินที่ใส่บาตรโดยเฉพาะกับตัวท่านเองก็จะเก็บไว้ พอมีจำนวนมาก ท่านจะไปซื้อโลงให้กับคนอนาถาบ้าง ซื้ออุปกรณ์การเรียนให้แก่เด็กบ้าง นี่คือวิถีชีวิตของหลวงปู่

ท่านบอกว่า เมื่อเราไม่ต้องการ สิ่งที่จะได้มันมากมายกว่าสิ่งที่ต้องการ แต่ถ้าเราต้องการ มันจะเหลือเนื้อที่ให้เราน้อยที่สุด แล้วสิ่งที่ได้ก็จะจนที่สุด อย่าอยากก็คือการปฏิเสธ เมื่อไม่อยากทุกอย่างจะมาหาเรา

ถ้าเราถือตัวเรา หรือคิดว่าตัวเรา มีอยู่ในตัวเรา หรือตัวเราปฏิบัติ เราก็จะเป็นผู้ทำลายกติกาในการปฏิบัติ ในหลักมหาสติ ปัฏฐาน วิปลาส ๔ อย่างคือ ความเห็นว่างาม ความเห็นว่าสุข ความเห็นว่าเที่ยง ความเห็นว่ามีตัวตน นี่เป็นวิปลาสของบุคคลผู้ปฏิบัติธรรม และเมื่อใดเราถือว่ามีตัวเราปฏิบัติธรรม เมื่อนั้นเราทำลายการปฏิบัติธรรม นั่นจึงเป็นที่มาของนักปริยัติ ทำไมต้องตีกับนักปฏิบัติ เพราะว่าต่างฝ่ายต่างเอาอัตตาขึ้นมาตีกัน มาชนกัน โดยไม่คำนึงถึงความเสียหาย และวิปลาสที่เกิดขึ้น

มหาสติปัฏฐานที่ไร้รูปแบบคือ มหาสติปัฏฐานที่ไม่มีการท่องจำ ทำได้ทุกขณะ เวลา เช่น คราใดเมื่อสภาวธรรมปรากฏขึ้น เรามีสติรับรู้สภาวธรรมนั้น ไม่ปรุงสภาวธรรมนั้นให้เป็นอารมณ์ ไม่ทำอารมณ์ให้เป็นอาลัย แล้วเราจะได้ไม่มีอะไรในอารมณ์นั้นๆ หลวงปู่เขียนบทโศลกบทนี้เมื่อท่านฝึกมหาสติปัฏฐานใหม่ๆ แล้วท่านรู้จักหน้าตาแท้ๆ ของมหาสติปัฏฐานแล้ว ท่านจึงเขียนบทโศลกว่า

ลูกรัก...จงอย่าทำอารมณ์ให้เป็นอาลัย แล้วเราจักได้ไม่มีอะไรในอารมณ์นั้นๆ

ซึ่งมันตรงกับสภาวธรรมของพระที่เข้ารับการอบรม เพราะวันหนึ่งในตอนกลางวัน ขณะที่พระกำลังฉันอาหารที่ศาลา มีผู้หญิงสาว ๒ คนเดินอยู่ในบริเวณนั้น พระหนุ่มแอบเหลียวมองไปตามๆ กัน หลวงปู่จึงแซวว่ามีกระดูก ๒ กองเดินมา กระดูกหลายกองกำลังมองกระดูก ๒ กองเดินผ่านไป ท่านบอกว่าไม่ใช่พูดเพื่อสนุก เพราะท่านเอาชนะความง่วง เอาชนะความเจ็บปวด และมาทำงานได้ก็เพราะท่านคิดว่า กระดูก ๑ กองกำลังพูดให้กระดูกหลายกองฟัง สภาพของกระดูกมันไม่มีอะไร ไม่มีสภาวะ มีแต่แกนเฉยๆ เอาความรู้สึกของเราเข้าไปถึงแกนอันนั้น เท่ากับว่าเราไม่ปรากฏสภาวธรรมใดๆ สงบ สันติ มันเป็นอุเบกขารมณ์ เมื่อเกิดอุเบกขารมณ์ขึ้นไม่ว่าจะมีสภาพใดมาฉุดกระชากลากถูเราไป มันก็จะไม่ใส่ใจ เราจะตั้งมั่นได้อย่างขุนเขา ที่ตั้งตระหง่าน ต้านทานแรงลมและพายุร้ายได้