ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลม ทั้งปวงหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเรา จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ดังพรรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายใน กายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้ง ภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อม ในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียง สักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัย อยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
จบอานาปานบรรพ
[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเมื่อเดินก็รู้ชัดว่าเราเดิน เมื่อยืนก็รู้ชัดว่าเรายืน เมื่อนั่งก็รู้ชัดว่าเรานั่ง เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน หรือ เธอตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใดๆ ก็รู้ชัดอาการอย่างนั้นๆ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิด ขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่น อยู่ว่า กายมีอยู่ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อัน ตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ฯ
จบอิริยาบถบรรพ
[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมทำความรู้สึกตัวในการ ก้าว ในการถอย ในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ใน การถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัว ในการเดิน การยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็น กายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้ง ความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมี อยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ ไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
จบสัมปชัญญบรรพ
[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของ ไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปาก สองข้าง เต็มด้วยธัญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษผู้มีนัยน์ตาดีแก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าว เปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือน กัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนัง เป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ดังพรรรณนามา ฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภาย นอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของ เธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
จบปฏิกูลมนสิการบรรพ
[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ ตั้งอยู่ตามปกติ โดยความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คนฆ่าโคหรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ขยัน ฆ่าโค แล้ว แบ่งออกเป็นส่วน นั่งอยู่ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ ซึ่งตั้งอยู่ตามที่ ตั้งอยู่ตามปกติ โดย ความเป็นธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตไฟ ธาตุลม ดังพรรณนา มาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง ฯลฯ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
จบธาตุมนสิการบรรพ
[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ตายแล้ววันหนึ่งบ้าง สองวันบ้าง สามวันบ้าง ที่ขึ้นพอง มี สีเขียวน่าเกลียด มีน้ำเหลืองไหลน่าเกลียด เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่าง นี้ไปได้ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง ฯลฯ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
[๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิก กินอยู่บ้าง หมู่สุนัขกัดกินอยู่บ้าง หมู่สนัขจิ้งจอกกัดกินอยู่บ้าง หมู่สัตว์ตัวเล็กๆ ต่างๆ กัดกินอยู่บ้าง เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่าก็มี อย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ ดังพรรณนามา ฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภาย นอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็น ธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของ เธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่าง นี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
[๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ ฯลฯ
[๒๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อ แต่ยังเปื้นเลือด ยังมีเส้นเอ็นผูกรัดอยู่ ฯลฯ
[๒๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นร่างกระดูก ปราศจากเนื้อและเลือดแล้ว ยังมีเส้นเอ็น ผูกรัดอยู่ ฯลฯ
[๒๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นผูกรัดแล้ว เรี่ยรายไปใน ทิศใหญ่ทิศน้อย คือ กระดูกมือไปทางหนึ่ง กระดูกเท้าไปทางหนึ่ง กระดูกแข้ง ไปทางหนึ่ง กระดูกขาไปทางหนึ่ง กระดูกสะเอวไปทางหนึ่ง กระดูกหลังไปทาง หนึ่ง กระดูกสันหลังไปทางหนึ่ง กระดูกสีข้างไปทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกไปทาง หนึ่ง กระดูกไหล่ไปทางหนึ่ง กระดูกแขนไปทางหนึ่ง กระดูกคอไปทางหนึี่ง กระดูกคางไปทางหนึ่ง กระดูกฟันไปทางหนึ่ง กะโหลกศีรษะไปทางหนึ่ง เธอ ย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คง เป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความเป็นอย่างนี้ไปได้ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณา เห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กาย มีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและ ทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ
[๒๘๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูกมีสีขาว เปรียบด้วยสีสังข์ ฯลฯ
[๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูกกองเรียงรายอยู่แล้วเกินปีหนึ่งขึ้นไป ฯลฯ
[๒๘๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุเหมือนกะว่าพึงเห็นสรีระ ที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า คือ เป็นกระดูกผุ เป็นจุณแล้ว เธอย่อมน้อมเข้ามาสู่กายนี้ แหละว่า ถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีอย่างนี้เป็นธรรมดา คงเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงความ เป็นอย่างนี้ไปได้ ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอก บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจาณาเห็นธรรมคือความ เสื่อมในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็น กายในกายอยู่ ฯ
จบนวสีวถิกาบรรพ
.................จบกายานุปัสสนา.......................
นำสู่มหาสติปัฏฐาน
เริ่มต้นอบรมวันแรก หลวงปู่ท่านได้ปฐมนิเทศ โดยเน้นย้ำถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมของพระ เพื่อให้ยังศรัทธาแก่ชาวบ้าน ผู้คน มหาชนทั้งหลาย โดยต้องเป็นการศรัทธาที่เกิดจากดุลยภาพของชีวิตนักบวช ไม่ใช่โดยสถานภาพของผู้ห่มผ้าเหลืองเท่านั้น ในเรื่องของหลักมหาสติปัฏฐานนั้น ต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันทั้งหมด ทุกอิริยาบถที่ทำ พูด คิด ไม่ผิดพลาด โดยเรื่องสำคัญก็คือการฝึกสติ รักษาสติให้คงที่ จัดระเบียบของกายจนเป็นระบบของใจ ต้องสำรวมระวังอินทรีย์ทั้ง ๖ หมั่นฝึกปรือ ฝึกหัดให้เกิดสติ และคงสติไว้กับตัวตลอดเวลา
มหาสติปัฏฐานจึงเป็นเรื่องของการฝึกหัด ปฏิบัติ ด้วยตัวเอง เพื่อให้ตนมีสติตั้งมั่น โดยยืน เดิน นั่ง นอนจะได้ไม่ผิดพลาด มีความรู้สึกตัวอยู่ภายในกาย ไม่ส่งออกไปข้างนอก ถ้าทำอย่างนี้ได้ก็เรียกว่า สมาธิ คือความตั้งมั่น ในเรื่องของมหาสติปัฏฐาน ซึ่งแบ่งได้เป็น กาย เวทนา จิต ธรรม นั้น พระพุทธเจ้าบอกให้เราพิจารณาทีละข้อ ไม่ใช่พิจารณารวมกัน เฉพาะข้อ "กาย" ก็มีย่อยออกไปอีก ๖ บรรพ โดยทั้งหมดเป็นการพิจารณาอยู่ภายในกายตน ว่ากายนี้มีอะไรบ้างที่น่าศึกษา ดังนั้นการปฏิบัติธรรมจึงเป็นการเรียนรู้เพื่อเข้ามาหาตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากวิชาการต่างๆ ทางโลกที่เป็นการเรียนรู้สิ่งข้างนอกตัวเรา
แม้กระทั่งในระหว่างที่อบรมก็ต้องมีการฝึก จัดความเป็นระเบียบทั้งแถวที่นั่ง การตรงต่อเวลา การถอดรองเท้า การเดินเป็นแถว การบิณฑบาตรเป็นแถว ก่อนจะอบรมต้องมีการ "สมาทานธุดงค์" เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกให้แก่พระ เป็นการสร้างมหาสติ เป็นธรรมวินัย ที่ใช้ในการปฏิบัติร่วมกัน การสมาทานธุดงค์ครั้งนี้คือ ถือครองผ้าบังสุกุล๑ ถือครองผ้าไตรจีวร๑ บิณฑบาตเป็นวัตร๑ บิณบาตเป็นแถว๑ บิณฑบาตโดยใช้ภาชนะเดียว๑ อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร๑
หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเรียน "มหาสติปัฏฐานสูตร" ในการเล่าเรียนของพระพุทธศาสนานั้นจะมี ๒ อย่าง คือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ โดยที่ คันถธุระนั้น คือธุระฝ่ายคัมภีร์ ธุระก็คือการเรียนพระคัมภีร์ หรือเรียกได้ว่าเป็นการศึกษาปริยัติธรรม ส่วนวิปัสสนาธุระ คือธุระฝ่ายวิปัสสนา ธุระด้านการเจริญวิปัสสนา กิจพระศาสนาในด้านการบำเพ็ญกรรมฐาน ซึ่งมีทั้ง สมถะกัมมัฏฐาน (กรรมฐานคือสมถะ, งานฝึกจิตให้สงบ) และ วิปัสสนากัมมัฏฐาน (ความเห็นแจ้ง คือเห็นตรงต่อความเป็นจริงของสภาวธรรม, ปัญญาที่เห็นไตรลักษณ์อันให้ถอนความหลงผิดรู้ผิดในสังขารเสียได้, การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัด ภาวะของสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นของมันเอง)
การอบรมแบบวิปัสสนากัมมัฏฐาน ของ มหาสติปัฏฐานสูตรนี้ ที่ผมพอจะจำได้ในเรื่องหลักการพิจารณาแต่ละบรรพนั้น ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกัน ผมจึงขออนุญาตหลวงปู่เรียบเรียงจากที่ท่านสอน บอกกล่าว เล่า ถ่ายทอด วิชาต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพิจารณาแต่ละบรรพ พร้อมทั้งเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้
อานาปานบรรพ
ในหมวดของกายานุปัสสนากัมมัฏฐานนี้ สิ่งสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเป็นลำดับก่อนหลัง โดยสิ่งแรกที่ทรงตรัสไว้ คือเรื่อง อานาปานะ หรืออานาปานสติ การพิจารณากายของอานาปานะ นี้ คือการพิจารณาดูลมหายใจ นั่นเอง โดยจะเห็นได้จาก คำกล่าวในพระไตรปิฎก (บางตอน) ที่ได้กล่าวไว้ว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไปแล้วสู่ป่าก็ดี ไปแล้วสู่โคนไม้ก็ดี ไปแล้วสู่เรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ (ขัดสมาธิ) ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติ หายใจเข้า ย่อมมีสติ หายใจออก
เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว หรือเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น หรือเมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวง หายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหาายใจทั้งปวง หายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร (คือลมหายใจเข้าและหายใจออก) หายใจเข้า
ย่อมสำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก
ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือความเสื่อมไปในกายบ้าง
ย่อมพิจารณาเห็นธรรมดา คือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายบ้าง
ก็หรือสติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมีอยู่ แต่เพียงสักว่าเป็นที่รู้ แต่เพียงสักว่าเป็นที่อาศัยระลึก เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ ไม่อาศัยอยู่ด้วย ย่อมไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลกด้วย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่อย่างนี้...
จากข้อความบางตอนที่ได้กล่าวถึงเรื่อง อานาปานะ หรือที่เราคุ้นเคยกันก็คือการฝึกอานาปานสติ เพียงแค่พิจารณาภายในลมหายใจ พิจารณาระลึกอยู่แค่ปลายจมูก ให้รู้ว่าลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ให้ "รู้" อยู่แค่นั้น อานิสงส์ของอานาปานะนั้นมีมากมายสามารถจะทำให้กระดูกเป็นแก้ว เป็นพระธาตุก็ยังได้ ดังที่พระอริยเจ้าหลายรูปที่มีข่าวว่ามรณภาพแล้ว อัฐิกลายเป็นพระธาตุ แก้ว ผลึกใส ขุ่นบ้าง สีบ้าง ซึ่งเป็นผลมาจากการได้เจริญอานาปานะอยู่สม่ำเสมอ ซึ่งเรื่องการเจริญอานาปานะนั้น เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะง่ายๆ เพราะไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ วิธีการ หลักการที่มากมาย เยอะแยะ รู้เพียงแค่ลมหายใจอย่างเดียว ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องไม่ยาก
แต่ในทางปฏิบัตินั้นผมยอมรับว่าค่อนข้างยากสำหรับตัวผม เพราะการที่เราพยายามจะเอาจิตมาจับที่ลมหายใจนั้น แรกๆ ดูสงบดี พอเจริญสติไปได้สักพัก ในธรรมชาติของจิต ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มักคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ สารพัดที่จิตจะไปจับอยู่ภายนอกกาย ยิ่งเราบังคับจิต มันก็ยิ่งดื้อ ซึ่งเรื่องนี้ผมเคยถามหลวงปู่ว่า เราจะบังคับจิตไม่ให้คิดเวลาทำสมาธิได้อย่างไร ท่านย้อนถามว่า เราบังคับลมที่พัดอยู่ในอากาศได้ไหม ผมตอบว่าไม่ได้ครับ ท่านจึงบอกว่าเช่นเดียวกัน ธรรมชาติของจิตนั้น ไม่มีทางที่เราจะบังคับมัน ตราบใดที่เรายังไม่รู้เท่าทันมัน ยิ่งเราบังคับมันก็ยิ่งกดดัน ทำให้จิตนั้นอยากหนีมากขึ้น ทางที่ดีควรจะผ่อนคลาย หากจิตมันกำลังจะคิดเรื่องไหน ก็ให้มีสติรับรู้ว่ากำลังคิด อย่าไปบังคับว่าไม่ให้คิด ขอให้มีสติรับรู้เพียงว่ามันคิด แล้วก็น้อมจิตมาจับที่ลมหายใจต่อ
ในหลักของการฝึกอานาปานะนั้น ผมมิอาจมีปัญญาสูงส่งอธิบายได้หมด ท่านผู้อ่านสามารถหาอ่าน และศึกษาได้จากหนังสือ คัมภีร์ต่างๆ มากมาย อีกทั้งดินแดนสยามประเทศเรามีผู้รู้เรื่องนี้อยู่มาก สามารถฝึกหัด ปฏิบัติ เรียนรู้ได้จากผู้รู้ทั้งหลายที่เชี่ยวชาญ ช่ำชอง เกี่ยวกับเรื่องของอานาปานะได้
ความสำคัญของลมหายใจนี้ก่อนการเจริญสติทุกครั้งหลวงปู่มักจะบอกให้พวกเราผ่อนคลาย สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เต็มปอด นับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วพ่นลมออกแผ่วเบา นุ่มนวล สุภาพ ทำสัก ๓-๔ ครั้ง จะรู้สึกจิต สงบ ว่าง พอจิตสงบแล้วเรามากำกับดูลมหายใจต่อไป
บางครั้งหากเกิดอาการง่วงนอนระหว่างที่ฝึกสติ ก็ให้กำหนด "ง่วงหนอๆ" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนงานให้แก่สภาวะ คือ เปลี่ยน สภาวธรรมไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง เปลี่ยนงานให้แก่สมอง เปลี่ยนงานให้แก่จิต คือเมื่อรู้ว่างานนี้มันเหนื่อย ก็เปลี่ยนงานให้มัน ไปทำอย่างอื่น จะบรรเทาอาการง่วงได้บ้าง ซึ่งการกำหนดง่วงหนอๆ เป็นการกำหนดให้เรารู้สึกตัว มีสติ รับรู้สิ่งที่ปรากฏ การกำหนดง่วงหนอ ยิ่งชัดเท่าไร สติก็ปรากฏชัดเท่านั้น ซึ่งในขณะที่เรามีจิตอึมครึม ง่วง มัวเมาก็จะมีอุปาทานยึดถือมาก เราจึงต้องใช้พลังอย่างแรงกล้า ที่จะเอาชนะมัน โดยการใช้ลมหายใจกำหนด เรียกให้สติกลับมา
ดังนั้น อานาปานบรรพ จึงสามารถที่จะแก้ง่วงได้ โดยสูดลมเข้าไปลึกๆ กลั้นไว้แล้วนับ ๑- ๒- ๓ -๔ -๕- แล้วค่อยๆ ผ่อนลมออก โดยในท่านั่งสมาธิเพชร (วัชระ)เพราะว่าสามารถนั่งแล้วแก้ง่วงได้ ท่าปางสมาธิเพชรนี้เรียกว่าปางดอกบัว หรือในธิเบตเรียกว่าท่ามุทรา
อิริยาบถบรรพ
เป็นการใช้สติสำรวมอยู่ใน อิริยาบถใหญ่ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ซึ่งในระหว่างอบรมเท่าที่ผมพอจะจำได้นั้น หลวงปู่เคยสอนอิริยาบถของการยืน และการเดินแบบเท้านารี ซึ่งท่านได้กล่าวไว้ว่าการยืน โยกโคน คือเรื่องของการฝึกในอิริยาบถบรรพ คือเป็นการทำให้สติรับรู้การยืน และการโยกโคนแห่งกาย มันเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นกระบวนการในอิริยาบถของการถ่ายเทน้ำหนัก ต้องให้น้ำหนักถ่ายเทได้อย่างสะดวก แล้วจะทำให้เดินได้อย่างเป็นธรรมชาติ อย่างรวดเร็ว มีสุขภาพที่ดี เป็นไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก รู้จักจัดกระบวนการภายในกายตน เป็นกายบริหาร หรือบริหารใช้งานร่างกาย ซึ่งมีวิธีการคือ
การยืนโยกโคน
ยืนท่าตรง ยืดอก โครงสร้างของร่างกายต้องตั้งตรง มือขนานข้างลำตัวอย่างผ่อนคลายสบายๆ ไม่ต้องเกร็ง เท้าทั้งสองข้างห่างกันเล็กน้อย ปลายเท้าชี้ข้างหน้า ให้น้ำหนักของตัวทั้งหมดลงมาอยู่ที่เท้าทั้งสองข้างเสมอกัน
จากนั้นให้ส่งความรู้สึกทั้งมวล ลึกลงไปในกายตน ต้องไม่มีความคิดแตกแยกที่เป็นสอง รู้จักเพียงกายตน ขณะยืนก็ให้ส่งความรู้สึกตั้งแต่หัวจนถึงปลายเท้า และหยุดลงที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้าง หนังเท้ารับน้ำหนักเต็มสมบูรณ์ รับรู้ได้เลยว่าทุกอณูของหนังเท้ามีน้ำหนักแผ่ซ่านไปทั่วเท้าเสมอกัน นั้นคือภาวะที่เรียกว่า "ตึงที่หนึ่ง"
ต่อมา ให้ยกส้นเท้าขวาขึ้น ปลายเท้ายังจิกพื้นไว้ ค่อยถ่ายเทน้ำหนักมาทางซ้าย เท้าซ้ายตึง น้ำหนักส่วนใหญ่มาอยู่ที่ฝ่าเท้าทั้งหมดด้านซ้าย ด้านขวาเป็นภาวะไร้น้ำหนัก แต่ถ้าฝึกใหม่ให้ใช้ปลายเท้าจิกพื้นไว้ เพื่อประคองร่างกายให้เกิดความสมดุล เหล่านั้นคือภาวะที่เรียกว่า "ตึงที่สอง" จากนั้น ก็ถ่ายเทน้ำหนักมาอยู่ที่ ตึงที่หนึ่ง
หลังจากนั้น ให้ยกส้นเท้าซ้ายขึ้น ปลายเท้าซ้ายจิกพื้นไว้ ถ่ายเทน้ำหนักมาทางขวา ให้เท้าขวาตึง น้ำหนักส่วนใหญ่มาอยู่ที่ฝ่าเท้าทั้งหมดด้านขวา ด้านซ้ายเป็นภาวะไร้น้ำหนัก เหล่านั้นคือภาวะที่เรียกว่า "ตึงที่สาม"
ในภาวะตึงที่หนึ่งนั้น ตัวต้องตั้งตรง สายตาทอดลงต่ำ พลังงาน น้ำหนัก ต้องอยู่ที่ศูนย์เท้า น้ำหนักที่เท้าทั้งสองต้องเสมอกัน เท่ากัน รับรู้ได้เหมือนกัน เมื่อเราฝึกไปได้สักระยะ จะรับรู้ถึงพลังบางอย่าง เป็นพลังไออุ่นซึ่งวิ่งอยู่ที่เท้าเรา คล้ายๆ กับกระแสแม่เหล็ก หรือประจุไฟฟ้าอย่างอ่อนที่วิ่งผ่านเท้าเรา พลังชนิดนี้คือ ปราณ หรืออาจจะอธิบายว่าเป็นขบวนการเผาผลาญ ใช้พลังงานของเซลล์ต่างๆ เลยทำให้เกิดความร้อนขึ้นก็ได้
การเดินแบบเท้านารี
สายตาทอดลงต่ำ ขาตึงตัวตั้ง เอาความรู้สึก (สติ) ทั้งปวงจับไว้ที่ท่อนขา ฝ่าเท้า คือ ร่างกายช่วงล่าง ก่อนจะทำสูดลมหายใจเข้า (ขั้นของการเตรียมตัว) กักลมทิ้งไว้ แล้วนับ ๑- ๒ ๓ ๔ ๕ ทนได้เท่าไรแล้วผ่อนลมออก แล้วก็สูดเข้าไปให้ลึกๆ แล้วนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ จะนับเท่าไรแล้วแต่ ทนได้เท่าไรแล้วพ่นลมออก ทำสัก ๓-๔ ครั้ง ความคิดจะไม่ปรากฏอะไร มีแต่ความว่างๆ โล่ง
ส่งความรู้สึกทั้งมวลไปอยู่ที่กายท่อนล่าง เริ่มต้นจาก อานาปานะ แล้วต่อท้ายด้วย อิริยาบถบรรพ เมื่อร่างกายรู้สึก (รับรู้) ถึงท่อนล่างแล้ว ก็มาถึงสามตึง ตึงแรกคือศูนย์ตึง (ตึงที่ศูนย์กลาง) สองข้างจะต้องตึง ดุลถ่วงของร่างกายตกลงไปอยู่ที่ศูนย์ คือ เท้าสองข้าง เสร็จแล้ว โยกตัว (หลวงปู่นิยมก้าวเท้าซ้ายก่อนเสมอ) น้ำหนักเทลงมาที่ข้างขวา ยืนเท้าขวาตึง เท้าซ้ายหย่อน เปิดส้นเท้าซ้าย น้ำหนักตัวทิ้งมา เท้าซ้ายลอยแล้วก้าว เหมือน "พระพุทธรูปปางลีลา" เทน้ำหนักลงไปอีกด้าน
เพียงแค่รับรู้สภาวะความเป็นจริง ไม่ต้องมีการภาวนาใดๆ เมื่อเทน้ำหนักลงไปหมดแล้วจึงก้าว ส่วนจะเอาส้นเท้าลงหรือจิกปลายเท้าลง (เท้าที่เรายกก้าวเดินไปข้างหน้า) หลวงปู่แนะนำว่าถ้าใช้ส้นเท้าลง และตึง ดึงน้ำหนัก มันจะทำให้โยกได้ง่าย และโยกได้อย่างเหมาะสม
เท้าข้างที่ไม่มีน้ำหนักก็เป็นอิสระ ยืนได้อย่างมั่นคงแล้วเดินต่อไปอย่างช้าๆ อย่าไปเกร็ง แล้วรับรู้สภาวะความเป็นไปของพลัง ที่โยกไปโยกมา แค่นี้สติก็ปรากฏแล้ว การเดินปลายเท้าชี้ไปข้างหน้านั้น (คนที่เดินจงกรมเป็น รองเท้าจะสึกเสมอกัน) ก้าวพอประมาณ หากมีอาการตึงที่เท้าอย่ากังวล เป็นเพียงสภาวธรรม (เวทนา) ในการปฏิบัติธรรม อาการปวดเป็นการทำให้เรารู้ "เวทนา" รู้จักเวทนานุปัสสนา แต่อย่าไปใส่ใจ เพราะเรากำลังพิจารณากาย ไม่ใช่พิจารณาเวทนา