ความหมายของการได้รู้ว่า นี่คือ กระดูก คลำกระดูก และดูแลกระดูกของตน ชัดเจนในกระดูก
มันเป็นความหมายที่ป้องกันภัยอันตรายรอบด้านได้มหาศาล การพิจารณาเห็นกระดูกภายในกายตนอยู่เป็นนิจศีล เหมือนอย่างพระรูปหนึ่ง ก่อนที่จะไปฉันข้าวในตอนเช้าวันหนึ่งได้มานั่งมองกระดูก แล้วขณะฉันข้าวก็คงคิดว่าเมื่อมันเป็นกระดูก แล้วนำอาหารใส่ไปในกระดูก มันจะขังอยู่กับอะไร ท่านจึงอาเจียนออกมา หลวงปู่บอกว่านั่นคือลักษณะของผู้ที่เข้าถึงภูมิธรรมชั้นหนึ่งเท่านั้น คือมองข้ามเนื้อ หนัง ลึกเข้าไปถึงแกนของกายคือกระดูก เพราะฉะนั้น พระองค์นั้นเวลาฉันอะไรก็จะอ้วกออกมา เพราะตอนนั้นเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาญาณ
กระดูกทำให้เราตั้งมั่น อยู่ได้อย่างไม่โยกโคน ไม่ง่อนแง่น ให้กระทบอารมณ์ต่างๆ อย่างไม่พ่ายแพ้ ทำให้มีชัยชนะต่อสภาวธรรมทั้งปวง กระดูกทำให้เป็นหนึ่งเดียวกับสภาวะแห่งจิตที่เป็นส่วนกุศล กระดูกทำให้เราเกิดสติตั้งมั่นและมีปัญญาญาณ หยั่งรู้สภาวธรรมตามความเป็นจริง อานิสงส์ของการมองกระดูกที่หลวงปู่ถ่ายทอด คือ เห็นกระดูกขณะเดิน เห็นกระดูกขณะยืน เห็นกระดูกขณะกิน เห็นกระดูกขณะพูด เห็นกระดูกขณะถ่าย นั่นคือมี สติ ควบคุมได้หมด รับรู้สัมผัสได้หมด ทำให้ "กายกับใจ รวมผนึกเป็นหนึ่งเดียว" ดังที่หลวงปู่เรียกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่ต้องไม่มีห่วงโซ่ (สติขณะใดขณะหนึ่ง) ขาดหายไป พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คือขบวนการร้อยรวมกันซึ่งกัมมัฏฐานทั้งปวง สามารถตรวจสอบโดยใช้หลักโพชฌงค์ ๗ ในการตรวสอบกัมมัฏฐาน หรือธรรมะนั้นในการปฏิบัตินั้นได้
หลักโพชฌงค์ คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้หรือองค์ของผู้ตรัสรู้มี ๗ อย่างคือ ๑.สติ ๒.ธัมมวิจยะ (การสอดส่องเลือกเฟ้นธรรม) ๓. วิริยะ ๔. ปีติ ๕. ปัสสัทธิ ๖. สมาธิ ๗. อุเบกขา ) เมื่อเรามีสติ เลือกเฟ้นภูมิธรรม ปฏิบัติธรรมนั้นด้วยความเพียร ก็เห็นผลในความเพียรนั้น นั่นคือ ปีติ เมื่อเห็นผลแล้วก็ปล่อยวาง สภาวธรรมที่เป็นมลภาวะทั้งปวง หรือสภาวธรรมที่ปรุงให้เป็นอารมณ์ เมื่อปล่อยวางได้แล้ว สติก็ตั้งมั่น เรียกว่า สัมมาสมาธิ แล้วก็ อุเบกขา ความว่างเฉย ทั้ง ๗ ประการนี้ คือการตรวจสอบธรรม ถ้าเข้ากันได้ ธรรมนั้นเป็นธรรมของพระพุทธเจ้า ถ้าเข้าอย่างนี้ไม่ได้ คือไม่เริ่มต้นด้วยสติ มันก็ไม่ใช่
เพราะว่า สมาธิ นั้น ฝ่ายมารก็มี พวกฤาษี ชฎิล นักบวชนอกศาสนา หรือแม้กระทั่งพวกพ่อมด หมอผี ก็มีสมาธิ เรียกว่า สมาธิฝ่ายมาร เช่น พวกคุณไสย เสน่ห์ยาแฝดต่างๆ
ธรรมะของพระพุทธเจ้า มีไว้เพื่อลดอัตตา ตัดตัณหา มานะ ทิฐิ ความทรนง เย่อหยิ่ง จองหอง พระธรรมคือเครื่องฟอกจิต คนที่บรรลุพระอรหันต์ ท่านไม่ได้รอบรู้สรรพสิ่ง แต่รอบรู้ตัวเอง รู้จักตัวเอง ส่วนคำว่า
สัพพัญญู คือคุณสมบัติพิเศษของพระพุทธเจ้า ไม่เอาคำว่าสัพพัญญู ไปเรียกพระอรหันต์
พระธรรมจึงเป็นเครื่องฟอกจิต ถ้าเรารับรู้ สัมผัส พิสูจน์ได้ ในกลิ่นอายแห่งพระธรรมนั้น เราย่อมจะรู้สึกฉลาด สะอาด สงบขึ้น สว่างขึ้น ผู้มีธรรมะทำให้เราชนะโลก อยู่บนโลกอย่างผู้ชนะ พระธรรมทำให้ตั้งมั่นได้อย่างไม่หวั่นหวาด ไม่สะดุ้งผวา ไม่โยกโคน ไม่สั่นคลอน ผู้มีธรรมย่อมอาจหาญ และสง่างาม ย่อมทำให้เรากล้าที่จะเผชิญต่อทุกสถานการณ์ ทุกกาล ทุกสมัย ผู้ปฎิบัติธรรม เจริญธรรม และมีธรรมในหัวใจ ย่อมไม่โดนใครกระทำ พระธรรมย่อมทำให้เราเป็นสุขเสมอ พระธรรมคือกระบวนการขัดเกลาจิตวิญญาณ และกายเรา ให้กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ พระธรรมบอกสิ่งที่ดีๆ แก่เรา ในขณะที่คนอื่นโง่เขลา แลไร้ปัญญา พระธรรมให้ทุกอย่างที่เราต้องการได้
วิถีชีวิตการปฏิบัติของหลวงปู่ (๒)
เรื่องราวการปฏิบัติธรรมแล้วมีประสบการณ์แปลกๆที่เกี่ยวเนื่องและเป็นผลจากการปฏิบัติ สำหรับหลวงปู่นั้นท่านมีมากมาย ซึ่งผมพอจะยกบางตอนที่ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่ท่านไปพม่ามีพระองค์หนึ่งชื่อ หลวงปู่สี จะเก่งเรื่องการจับโครงกระดูกวิชากระดูก เมื่อจับกระดูกแล้วจะรู้ว่ากระดูกท่อนนี้เป็นของผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุเท่าไร ตายด้วยโรคอะไร มีลูกกี่คน (สำหรับผู้หญิง) ท่านเคยทำนายแข่งกับหลวงปู่ ในตอนกลางคืนจะนำเอากระดูก กะโหลกมาเรียงในป่าช้า (ป่าช้าพม่าเขาจะฝัง) แล้วถามกันว่าผู้หญิง ผู้ชาย แก่ เด็ก หนุ่ม ทายกัน แล้วดูว่าใครจะได้ไปบิณฑบาตร เพราะต้องมีพระเฝ้าบริขาร ไม่อย่างนั้นจะมีขโมยมาลักของเอาไป เลยต้องทายแข่งกัน ซึ่งเขาเรียกวิชานี้ว่า "วิชานรลักษณ์"
ซึ่งในบทมหาสติปัฏฐาน พระศาสดาทรงสอนเราว่า... ภิกษุทั้งหลาย เธอจงไปอยู่ในเรือนว่าง ป่าช้า ป่าชัฎ อยู่ในที่ห่างไกลผู้คน นั่งคู้บัลลังค์ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เฉพาะหน้า ระลึกอยู่ว่า เธอกำลังนั่งอยู่ ยืนอยู่ นอนอยู่ กำลังเดินอยู่ เรียกว่า อิริยาบถบรรพ การรู้สภาวธรรมอย่างนี้ ไม่จำเป็นต้องท่องจำใดๆ แค่มีสติรู้อิริยาบถอย่างนั้น ตอนนั้น
พื้นฐานของการรับรู้ ต้องมาจากสติตั้งมั่น หากสติตั้งมั่น การรู้ก็จะเด่นชัดมากขึ้น ซึ่งแต่ละคนก็อยู่ที่พื้นฐานการฝึก การศึกษา และสภาพการเรียนรู้ การที่เราเรียนรู้ หากยังมีความสงสัยว่า จะถูกต้องตามหลักหรือไม่ ขอเพียงเรามีการเรียนรู้ตัวเอง ธรรมะหรือธรรมวินัยนี้ มีไว้สำหรับสอนให้เรารู้จักตัวเอง แจ่มแจ้งในตัวเอง และถ่องแท้ในชีวิต จิตวิญญาณของตัวเอง ขอเพียงรู้จักตัวเอง โดยรู้จริง ไม่รู้จำ เป็นประโยชน์แก่ตัว ก็เป็นวิถีทางของพุทธะตรงตามคำสอนของพระศาสดา
คนเรานั้นมีธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้อยู่ ๒ ชนิดคือ ธรรมชาติภายนอกกาย (สัปปายะ) กับธรรมชาติภายในกายหรือจริต ๖ มีอยู่ในตัวทุกคน แต่ใครจะมีจริตใดมากกว่า กัมมัฏฐานทุกกองจึงมีเอาไว้กำราบทุกจริต กัมมัฏฐาน ลมหายใจ กับกระดูก เป็นกัมมัฏฐานกลางๆ ที่หลวงปู่ท่านสอนเอาไว้ ที่สามารถกำราบจริตได้ทุกจริต ซึ่งในระหว่างการอบรมหลวงปู่ท่านจะบอกว่า อย่าปล่อยให้ตัวเองเสียเวลากับการพูดคุยสังสรรค์ ไม่เจริญสติ ถ้าปล่อยไปอย่างนี้จะไม่เจริญ
การไหว้ตัวเองได้ บูชาตัวเองสนิท (กายศักดิ์สิทธิ์) เป็นที่พึ่งของตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ นั่นคือสุดยอดของการปฏิบัติธรรมที่หลวงปู่ท่านสอน โดยท่านเล่าให้ฟังว่าพระอุปัชฌาย์ของท่านสอนไว้ว่า "จำไว้นะ เป็นราชสีห์ในป่า ดีกว่าเป็นหมาอยู่ในเมือง" ดังนั้นเราจึงเห็นหลวงปู่เป็นแบบอย่างในการปฏิบัติซึ่งเราจะหาครูที่ไหนมาสอนเราได้อย่างนี้ ท่านบอกว่า (จงคิดว่า) "งาน" คือการสร้างสมรรถนะ งานคือการเปิดประตูวิญญาณ (รับรู้) ให้กว้างขวาง งานคือเครื่องทำให้สถานะชีวิตมั่นคง งานเป็นเครื่องทำให้เราเรียนรู้สรรพวิทยา งานคือการแสดงคุณค่าของการมีชีวิต
การปฏิบัติซึ่งเป็นอุบายการกำราบนิวรณ์ อุบายชำระใจ ท่านจะมีวิธีพิจารณาที่ผสมผสาน ลักษณะว่า กายนี้ ประกอบด้วย ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อสติรู้อยู่เฉพาะหน้า ร่างกายนี้มีธาตุทั้งสี่เป็นเครื่องอยู่อาศัย เป็นเครื่องควบคุม สร้างสัมพันธภาพ เพื่อให้สมดุล เมื่อใดที่มนุษย์ตาย สัตว์ตาย มันจะขาดผู้ควบคุมธาตุทั้งสี่ คนตาย ลมหายใจก็จะหาย ลมทำหน้าที่ควบคุมธาตุไฟ เมื่อลมหายไฟก็ดับ ปกติไฟควบคุมธาตุน้ำ ธาตุน้ำก็จะทำการละลายธาตุดิน เวลาคนตายหลายวันจึงมีน้ำเหลืองไหลออกมา ตาปลิ้น ลิ้นจุกปาก อาการเหล่านี้เป็นการพิจารณาอสุภะ โดยเริ่มต้นจากธาตุ แล้วต่อมาด้วยอสุภะ
ถ้าจะต่อไปถึงปฏิกูลบรรพ ก็พิจารณาโดยสัณฐาน โดยที่เกิด โดยความสกปรก โดยความไม่สวยไม่งาม พิจารณาโดยความน่าขยะแขยง ไม่เป็นที่รักใคร่ ชอบใจ ส่วนนวสีวถิกาบรรพ เมื่อธาตุนั้นแยกสลาย อสุภะนั้นมันแตกกระจาย สภาวะที่มันปรากฏขึ้นมันเหลือแต่โครงสร้างของกาย
ส่วนหลักการพิจารณา ธาตุกัมมัฏฐาน อสุภกัมมัฏฐาน นวสีวถิกากัมมัฏฐาน และปฏิกูลกัมมัฏฐาน ซึ่งจะอยู่ในหมวดเดียวกัน มีลักษณะที่คล้ายๆกัน สามารถที่จะพิจารณารวมๆ กันได้ ครั้งแรกให้พิจารณารวมๆ กัน ต่อมาก็แยกพิจารณาเป็นอย่างๆได้ เพื่อให้จิตมันละเอียดขึ้น สติมันละเอียดขึ้น ขบวนการรับรู้ละเอียดมากขึ้น หลักการพิจารณาให้มองว่า เรามีจริตอย่างไร จะใช้กัมมัฏฐานใดเข้ากำราบ ให้ตรงและถูกต้อง
แม้แต่การเจริญกสิณของหลวงปู่นั้น ท่านก็บอกวิธีไว้ว่าทำทุกอย่าง แม้แต่ดูกระดูกของตัวเอง โดยใช้การเพ่งพิจารณาโครงกระดูกจนปรากฏเป็นนิมิต หลับตา ลืมตาเห็นได้เป็นปกติ แล้วทำให้มันใหญ่ มันเล็กได้ ตามกาลที่เราต้องการ ทำให้เกิดวิปัสสนาญาณปรากฏ "กสิณ" ในการทำก็คือ หาเครื่องผูกใจ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นอย่างนี้ แต่เพราะสมัยก่อนเขานิยมทำในรูปแบบอย่างที่เรารู้จักกันก็คือ กสิณ ๑๐ (วัตถุอันจูงใจ คือ จูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ เป็นชื่อของกัมมัฏฐานที่ใช้วัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิมี ๑๐ อย่าง) คือ
ภูตกสิณ ๔ : ๑) ปฐวี - ดิน ๒) อาโป - น้ำ ๓) เตโช - ไฟ ๔) วาโย - ลม
วรรณกสิณ ๔ : ๕) นีลํ - สีเขียว ๖) ปีตํ - สีเหลือง ๗) โลหิตํ - สีแดง ๘) โอทาตํ - สีขาว
และ ๙) อาโลโก - แสงสว่าง ๑๐) อากาโส - ที่ว่าง
วิถีชีวิตการปฏิบัติของหลวงปู่ (๓)
หลวงปู่ได้เล่าถึงตอนที่ท่านโดนงูกัด แล้วไม่ตาย โดยคิดว่า มีโครงกระดูกกองหนึ่ง โดนกระดูกท่อนหนึ่งมากัด เมื่อสติฝึกและกำหนดถึงขั้นหนึ่งแล้ว จะสามารถบังคับการโคจรของเลือดลมได้ ดังนั้นท่านจึงใช้วิธีนี้เพื่อทำให้เลือดไม่สูบฉีดเร็วนัก ท่านจึงบอกว่าคนมีสตินั้น การหมุนเวียนของเลือดจะปกติ สมดุลของมันจะคงที่ หัวใจจะไม่เต้นเร็ว เลือดจะไม่สูบฉีดเร็วเกินไป จะรักษาความสมดุลไว้ ถ้าถึงขีดหนึ่งจะสามารถบังคับได้ แต่ถ้าคนไม่มีสติหัวใจจะเต้นแรง เลือดจะสูบฉีดเร็ว สมองจะพองโต กล้ามเนื้อจะขยาย ม่านตาเปิดกว้าง อวัยวะทั้งหลายจะตื่นตัว สมัยที่ท่านไปธุดงค์แถว อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ ท่านเล่าว่าต้องเดินธุดงค์ ๑๒ ก.ม ไปกลับ สมัยนั้นมีพระชื่อดังชื่อ ตุ๊เจ้าเสือขาว เขาลือว่าเป็นพระอรหันต์ ซึ่งอยู่ใกล้กับ วัดของหลวงปู่สิม (พุทธจาโร) ตอนนั้นหลวงปู่ได้ไปเยี่ยมหลวงปู่สิม เพราะรู้จักกันดี ตอนที่หลวงปู่ไปหา พอดีหลวงปู่สิมไม่อยู่ และเป็นวันพระ เป็นงานประเพณีเดือนสิบสอง ของทางเหนือ เขาจัดแถวนั่งกัน โดยให้หลวงปู่ไปนั่งต่อท้ายเณร ท่านก็ไปนั่งตรงที่ที่เขาจัดให้ สักพักเมื่อหลวงปู่สิมกลับมา พอเห็นหลวงปู่เข้าก็เรียกเณรมาตำหนิ แล้วให้หลวงปู่นั่งในที่อันสมควร ในชั้นเดียวกับหลวงปู่สิม หลวงปู่ก็เดินบิณฑบาตร จากถ้ำเชียงดาว ที่นั่นมีพระองค์หนึ่ง ไม่ยอมเดินดินมา ๑๐ ปีแล้ว เท้าไม่ยอมแตะพื้น อยู่แต่ที่กระต๊อบบนต้นไม้ ถึงเวลาก็มีโยมที่ศรัทธานำเอาอาหารมาถวาย ใส่ตะกร้าขึ้นไป หรือเวลาพระองค์นั้นต้องการอะไร ก็จดรายการส่งลงมา เขาลือกันว่า พระองค์นั้นเป็นอรหันต์ หลวงปู่อยากรู้ว่าพระองค์นั้นเป็นอย่างไร จึงคิดอยากทดสอบ อยากรู้ว่าอรหันต์เป็นอย่างไร พอดีพระองค์นั้นต้องการน้ำ หลวงปู่เลยกรอกน้ำเยี่ยวใส่กระบอกส่งขึ้นไปแทน สักพักก็มีเสียงพระองค์นั้นตะโกนด่าลั่นมาว่า "ใครเยี่ยวใส่กระบอกน้ำกูวะ" แล้วจากพระที่ไม่เคยลงเหยียบพื้นดิน ก็รีบลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งเรื่องที่หลวงปู่นี้เล่าต้องการบอกให้พวกเรารู้ว่าอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ตามที่เขาเล่าลือ ต้องเชื่อจากการทดสอบ ลงมือพิสูจน์ทราบเสียก่อน
ในช่วงการอบรมพระวิปัสสนาจารย์บางครั้ง วิทยากรที่มาอบรมใช้ศัพท์ทางอภิธรรมมากไป ฟังแล้วมึน เข้าใจยากหรืออาจทำให้ไขว้เขวได้ หรือบางครั้งทำให้พระบางรูป เกิดความคิดว่า การอบรม ทนลำบากในครั้งนี้ ไม่เห็นจะได้อะไร ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การเรียน (ปริยัติ) นั้นถือว่าสำคัญกว่า หลวงปู่จึงสอนพวกเราว่า ให้รู้จักที่จะเลือกเอาสิ่งดี จากสิ่งที่เขาสอนนั้น เพราะการศึกษาธรรมะ ต้องศึกษาได้จากทุกที่ ทุกถิ่น ทุกเวลา ขณะจิต เป็น "อกาลิโก" หรือ ธรรมที่ไม่จำกัดกาล ขอเพียงมีศรัทธา ตั้งมั่นในพระธรรม ใครจะพูดอะไร ให้เราหวั่นไหว หรือใครจะเอาคัมภีร์มาทั้งตู้ ก็ยังเชื่อไม่ได้ เราต้องลองดู ทดสอบ ทดลองดูก่อน สำคัญคือ ต้องมีสัมมาทิฐิ ศาสนานี้มีไว้เพื่อศึกษาให้ปลดปล่อยทุกข์ รู้เท่าทันทุกข์ หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง ต้องไม่มีตัวกู ของกู ไปศึกษาเรียนรู้ ท่องจำ
ปิดฉากโรงละครอิงประวัติศาสตร์ธรรมะ
วันสุดท้ายของการอบรมพระวิปัสสนาจารย์ หลวงปู่ได้พูดไว้ว่า วิธีการเหล่านี้เป็นการดัดกาย วาจาใจ ให้เป็นผู้ที่ซื่อตรง บริสุทธิ์ เป็นวิถีทางอันประเสริฐ ตามอุดมการณ์ของพระพุทธะผู้ประเสริฐและยิ่งยง ได้ดำเนินรอยตามวิถีธรรมอันประเสริฐของพระองค์ ได้ตระหนัก และสำนึก ถึงธุระ แล้วหน้าที่อันนี้ ที่พระศาสดาทรงให้แก่ มหาชน คนทั้งหลาย เราในฐานะผู้สืบทอดอุดมการณ์อันศักดิ์สิทธิ์ เจริญรุ่งเรือง และประเสริฐสูงสุด ของพระพุทธะพระองค์นั้น เราก็เพียรพยายาม ทำหน้าที่ให้ซื่อตรง บริสุทธิ์ ถูกต้อง และยุติธรรม ตามอุดมการณ์ แนวทางที่พระองค์ทรงวางรากฐานเอาไว้ เราตระหนัก สำนึกถึงสกุลศากยะ ว่าความหมายแห่งศากยะ ไม่ใช่ได้มาจากการที่เราอยู่ใกล้ ต้องได้มาจากการที่เราลงไม้ลงมือกระทำ จนเป็นผู้อาจ ผู้กล้า ผู้สามารถ
ด้วยความตระหนัก สำนึก คณะทำงานได้เสียสละเวลาอันมีค่า ความสุขส่วนตัว ความดีงามที่มี มาเผื่อแผ่ให้ไพศาลและไพบูลย์ ต่อจิตวิญญาณต่อพระวิปัสสนาจารย์รุ่นน้อง ด้วยความหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง จะยังประโยชน์สุขให้แก่สังคม แก่โลก จักรวาล ต่อผู้คน ชนทั้งหลาย สิ่งต่างๆ ทุกคนทำด้วยความบริสุทธิ์ ด้วยความมั่นใจ ในศรัทธาที่มีต่อพระศาสนา และทำด้วยความจริง ไม่ได้มีสิ่งใด หวาดระแวง เคลือบแคลง สงสัย การทำงานอาจจะมีถูกบ้าง ผิดบ้าง คณะทำงานยินดีรับคำชี้แนะ ติ ผ่องถ่าย ความรู้สึก ปรับปรุง พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเสมอ
หากทำแล้วทำให้เมล็ดพืชแห่งพุทธะ และโพธิจิต เจริญในจิตวิญญาณ และสันดานของสรรพสัตว์ ทุกคนก็จะพยายามทำดีกันทั้งนั้น แต่บางครั้งความดีอันนั้น อาจจะไม่ถูกใจ ไม่ตรงใจ ของทุกท่าน ขอจงมีความเมตตาต่อคณะดำเนินการ หวังว่าวิถีชีวิตอย่างนี้ วิถีคิดแบบนี้ วิถีงานที่นี้ เป็นวิถีพุทธ ตรง ถูกต้อง บริสุทธิ์ และชอบธรรม ตามครรลองของพระธรรมวินัย และพระศาสนา ที่พระศาสดาจารย์เจ้าทรงวางรากฐานไว้ดีแล้ว...
"โรงละครโรงนี้กำลังจะปิดฉากลงแล้ว หลวงปู่ได้ทำกระบวนการทั้งหลายให้เกิดขึ้น ให้ได้ประโยชน์ สาระ ปราศจากโทษภัย ต่อผู้ฟัง โรงละครอิงประวัติศาสตร์ธรรมะโรงนี้ ปิดฉากด้วยความความสันติสุข และร่มเย็น ด้วยความมีไมตรี และเมตตาของเหล่าภิกษุ (พุทธบุตร) พระศาสนายังจะคงบริสุทธิ์ บริบูรณ์ได้ ปัญญาญาณหยั่งรู้ในสรรพชีวิต สรรพชีวิต ก็จะอุบัติขึ้นได้ สิ่งที่ต้องการ เพื่อจะให้พระเป็นศากยบุตรที่ดี ทำเรื่องดีๆ ให้แก่พระศาสนา เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประชาชาติและสัตว์โลก ตามอุดมการณ์ของพระศาสดาให้แผ่ไพศาลไปสู่สังคม และมหาชนคนทั้งหลาย ทำให้พระศาสดาจารย์เจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และยิ่งยง ในหัวใจของสรรพสัตว์ ทำให้ผู้คนทั้งหลายยืนหยัดด้วยลำแข้ง และพึ่งพาตัวเองได้ และเป็นที่พึ่งแก่คนอื่นได้ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นหน้าที่ที่หลวงปู่ ต้องทำในฐานะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของประชาชาติและสัตว์โลก"
สิ่งที่หลวงปู่ยังไม่ได้บอกว่า ท่านทำงานทั้งหลายทั้งปวงเพื่อพระศาสนานั้น ท่านต้องการอะไร ผมขอให้ทุกท่านพนมมือและกล่าวสาธุเมื่อหลวงปู่กล่าวเสร็จ ท่านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นว่า
"ข้าแต่เทพเจ้าทั้งหลาย พระอริยสงฆ์ทั้งหลาย และเทพดาฟ้าดินที่สิงสถิตย์อยู่ในสากลโลก และสามโลก ประชาชนผู้คน มหาสัตว์ และสรรพสัตว์ทั้งปวง ข้าขอตั้งสัจจะอธิษฐาน ด้วยบุญกุศลและอำนาจบารมีที่ข้าบำเพ็ญครั้งนี้ จงเป็นเดชะ พลวปัจจัย ดลบันดาลให้ข้าได้เข้าถึงภูมิของพระพุทธะผู้ยิ่งใหญ่ ในอนาคตกาล สำเร็จสู่พระโพธิญาณ ตามมุ่งหวังด้วยเทอญ"
"สา...ธุ" พระภิกษุทั้งหมดพร้อมใจกันเปล่งเสียงสาธุ ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ มีพลัง ดังกระหึ่ม กึกก้อง บริสุทธิ์ แนบแน่นไปด้วยความอิ่มเอิบ ซาบซ่าน ปีติสุข สงบ เยือกเย็นสันติ
"ครับ ขอบพระคุณครับ นิมนต์ให้พรครับ" สิ้นเสียงดังกังวาน แจ่มใส ของหลวงปู่ เสียงพระทุกรูปจึงพร้อมกันเปล่งคำให้พรที่สวดด้วยหัวใจ แก่ทุกคนที่มาในงานนี้ เป็นอันว่าโรงละครโรงนี้ได้ปิดฉากลงแล้วด้วยความอิ่มเอม และปีติสุขที่เกิดขึ้นในหัวใจของทุกคน
จบภาค โลกุตระ ......