อ่านเพื่อชีวิต
ตอนที่ ๓ การแก้ปัญหานักเรียนอ่านหนังสือไม่ออก
........ปัญหานักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้...เป็นปัญหาหนึ่งที่มีความสำคัญทางด้านการจัดศึกษาที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนกำลังระดมแก้ไข แม้แต่ในสังคมอเมริกาก็พบปัญหานี้เช่นกัน ครูเรฟ เล่าว่า"ครูหลายคนอยากอ่านวรรณกรรมกับนักเรียน แต่ซึ่งไม่อยากทอดทิ้งเด็กที่ตามไม่ทันจึงมักใช้บทเรียนที่ง่ายกว่าเพื่อช่วยให้นักเรียนเหล่านั้นรู้สึกว่าตนเองทำได้ผลคือเด็กที่เรียนทันและเด็กเก่งเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องรอเพื่อนเรื่องนี้
........ครูเรฟใช้กลยุทธ์สองทาง ทางแรก จะคอยอธิบายสิ่งที่อ่านเป็นระยะๆซึ่งจะช่วยให้เด็กที่เรียนช้าตามเพื่อนทันได้ เรฟจะเตรียมเนื้อหาเรื่องตอนที่เข้าใจง่ายไว้สำหรับนักอ่านระดับเบื้องต้น เรฟสร้างความสำเร็จให้พวกเขาก่อนที่บทเรียนจะเริ่มเสียอีก พวกเขาจะมีความมั่นใจเพิ่มขึ่นทุกวันเพระได้อ่านต่อหน้าเพื่อนๆและไม่เคยถูกหัวเราะเมื่ออ่านตะกุกตะกัก ทั้งยังพบว่าตนเองพัฒนาได้เร็วกว่าเมื่อก่อน เวลาเรฟสั่งงานเขียน เรฟจะคอยช่วยเด็กเหล่านี้ตอบคำถามและปรับปรุงทักษะการเขียนของพวกเขาไปด้วย
........ทางที่สอง ให้เด็กแต่ละคนอ่านหนังสือที่สอดคล้องกับระดับการอ่านของตัวเอง เด็กๆจะเขียนรายงานเกี่ยวกับหนังสือทุกเดือน การที่ครูเรฟชี้แนะแนวทางให้นักเรียน และช่วยพวกเขาเอาชนะความรู้สึกไม่เชื่อมั่นได้ทำให้เด็กแม้กระทั่งคนที่มีผลการเรียนแย่ที่สุดเกิดความมั่นใจขึ้นมาได้ พวกเขาเผชิญกับความท้าทายในสภาพแวดล้อมที่มีแรงผลักดันเพื่อความเป็นเลิศและพี่เลี้ยงคอยให้กำลังใจประคับประคอง "
(หนังสือ ครูนอกกรอบและห้องเรียนนอกแบบ หน้า ๘๘-๘๙)
........ผู้เขียนมีความเห็นว่า การแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกตามแนวทางของครูเรฟสามารถนำมาใช้กับการสอนในบ้านเราเป็นอย่างดี ซึ่งครูเราหลายๆท่านก็ใช้การสอนในลักษณะแบบนี้ หรืออีกหลากหลายวิธีที่พัฒนาการอ่านออกของเด็ก ...แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนมีความเห็นเช่นเดียวกับครูเรฟคือ..การสร้างกำลังใจ สร้างความมั่นใจให้เกิดกับเด็ก ให้เด็กไว้ใจครูว่าสามารถช่วยเหลือเขาได้ รู้สึกว่าครูไม่ทอดทิ้งพวกเขา เขาก็จะให้ความร่วมมือกับครูเป็นอย่างดีซึ่งจะนำมาสู่การอ่านหนังสือออก หากเมื่อใดที่เด็กไม่ยอมรับหรือไม่ร่วมมือ...เราจะบังคับเขาอ่านไม่ได้...มีแต่จะยิ่งทำให้เกิดเบื่อหน่ายในการอ่านเพิ่มขึ้นท้ายสุดพาลเกลี่ยดการอ่านหนังสือ ...การให้กำลังใจ ความรักความหวังดีที่ครูมีต่อเด็กๆคือพลังที่จะนำพากิจกรรมที่ครูได้ออกแบบไว้สู่ความสำเร็จหรือเป้าหมาย..สู่การอ่านออกเขียนได้
........เพื่อนนักเรียน เป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทที่จะร่วมขับเคลื่อนการอ่านออกของเด็กที่ยังมีปัญหา ครูอาจสร้างข้อตกลงร่วมกันว่าในขณะที่เพื่อนอ่านหนัง ..ถ้าหากเพื่อนอ่านผิดไม่หัวเราะเยาะ เราควรจะแนะนำเพื่อน (หากเมื่อไหร่ก็ตามที่เด็กถูกเพื่อนหัวเราะนั่นเท่ากับว่าเด็กได้เดินออกห่างการอ่านและเกลียดการอ่าน) หรืออาจจัดกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อน พี่ช่วยน้อง ครูช่วยศิษย์ พ่อแม่ช่วยลูกที่บ้าน เข้ามาช่วยแก้ปัญหา
........จะอย่างไรก็ตาม...สิ่งสำคัญ คือ สร้างกำลังใจ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดในตัวเด็กให้ได้ และให้เวลาเด็ก เชื่อในความแตกต่างระหว่างบุคคล และเชื่อว่าเด็กทุกคนสามารถพัฒนาเรียนรู้ได้ตามศักยภาพ เด็กเชื่อมั่นในตนเองและให้ความร่วมมือ เมื่อนั้น..ปัญหาการอ่านไม่ออกก็จะหมดไป
(อร วรรณดา ๑ เม.ย. ๕๘)
อ่านเพิ่มเติมที่
ตอนที่ ๒ ต้นแบบการอ่านกับหนังสือเล่มโปรด https://www.gotoknow.org/posts/588023
ตอนที่ ๑ เริ่มตันอ่านหนังสือกันเถะ https://www.gotoknow.org/posts/588016



ดีใจแทนเด็กๆด้วยค่ะที่ช่วยกันรณรงค์เรื่องนี้
มาเป็นกำลังใจ .... ให้คุณครูและเด็กๆๆ นะคะ .... ขอให้อดทนและมีมานะ นะคะ
ขอบคุณค่ะ อาจารย์นงนาท สนธิสุวรรณ
ขอบคุณที่มาให้กำลังใจ..จะรณรงค์เรื่องนี้ต่อไปค่ะ
ขอบคุณค่ะ คุณหมอ Dr.Ple
ที่มาเป็นกำลังใจให้ค่ะ
คุณยายมาส่งกำลังใจให้ทั้งคุณครูและนักเรียนนะคะ
Good to see 'reading is promoted among kids'.
In picture 3 "reading with sweet iceblocks" (in one hand) is not quite a good combination for me. I think we need to associate reading with other healthy habits instead of sugar intake. ;-)
ขอบคุณคะ คุณยาย มนัสดา
ที่มาเป็นกำลังใจให้พวกเราค่ะ
ขอบคุณค่ะ คุณ sr
ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้คำแนะนำค่ะ
ขอบคุณค่ะ