เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยมา ๙ ปี ตัดสินใจออกไปสอบบรรจุเป็นครูผู้ช่วย

เช้านี้ ผมเข้าไปติดตามเกี่ยวกับร่าง พรบ.การบริหารงานบุคคลฯ ซึ่งผลักดันโดยเครือข่ายพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ แต่ก็ถูกแก้แล้วแก้อีก ล่าสุดมีการอ้างเหตุผลว่า พนักงานเป็นหมื่นคนที่ไม่เป็นด้วยกับร่าง พรบ.ดังกล่าว ทางตัวแทนเครือข่ายพนักงานจึงขอความเห็นจากสมาชิกว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่าง พรบ.ดังกล่าว เพื่อจะยืนยันและตัดสินใจกันเกี่ยวกับตัวตนของพนักงานมหาวิทยาลัย

มีความคิดหนึ่งที่โพสน์เข้ามานั้น โดยอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า ตนทำงานมา ๙ ปี กับงานที่ตัวเองรู้สึกว่าสนุกกับการทำงาน แต่ด้วยภาระที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในเมื่อตนอายุยังพอที่จะทำงานรับราชการได้ จึงตัดสินใจไปสอบเป็นครูผู้ช่วย

เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดมาเป็นระยะ เมื่อ ๗-๘ ปีก่อน อย่างน้อยมีเพื่อน ๓ คนที่อยู่รอบตัวผม หลังจากทำงานเป็นลูกจ้างมหาวิทยาลัยมาพักหนึ่ง ช่วงนั้นมีการเรียกร้อง มีการสร้างฝัน ให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยหลายอย่าง เช่น อยู่ไปก่อนเดี๋ยวจะมีการสอบบรรจุเป็นข้าราชการ อยู่ไปก่อนเดี๋ยวจะมีสวัสดิการที่ดีให้ เป็นต้น แต่ผ่านมาสิ่งที่บอกว่าจะเกิดขึ้นนั้น กลับเกิดขึ้นเพราะการเรียกร้องจากฝ่ายลูกจ้าง ไม่ใช่ริเริ่มคิดจากฝ่ายบริหาร อย่างน้อย ๓ คนนั้นก็สอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้ ทุกวันนี้ก็ทำงานปกติ คนหนึ่งได้เป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน (ในทางสังคมถือว่ามีความก้าวหน้า) อาจจะด้วยมีวุฒิปริญญาเอก จึงดูมีระดับการศึกษาที่ดีกว่าวุฒิปริญญาตรี

หลายคนที่ไม่ได้ไปสอบเป็นครู สพฐ. แต่ยังคงยืนยันในการทำหน้าที่เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยต่อไป ผ่านไปสิบปี กลับมาคร่ำครวญว่า ถ้ารู้อย่างนี้ไปสอบเป็นครู สพฐ.ดีกว่า แต่น่าเสียดาย อายุเลยมามากแล้ว ล่าสุดเพื่อนท่านหนึ่งตัดสินใจไม่ต่อสัญญา ฝ่ายบริหารมีเครื่องมืออย่างหนึ่งในการอยู่เหนือพนักงานมหาวิทยาลัย นั้นคือ เข้าใจว่า พนักงานมหาวิทยาลัยนั้นถ้าไม่ได้ทำงานที่แห่งนั้น จะลำบาก แต่เพื่อนท่านนี้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องดังกล่าว จึงไม่ต้องตกอยู่ภายใต้เครื่องมือดังกล่าว อันที่จริง ระบบพนักงานมหาวิทยาลัยนั้น ไม่น่าจะใช่ระบบแบบที่เป็นอยู่ขณะนี้ นั้นคือ ไม่น่าจะใช่การเข้าไปอาศัยมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะมีแหล่งทำมาหากิน หรือทำให้ชีวิตตัวเองรอด หากแต่เป็นการเข้าไปเพื่อชี้ให้เห็นว่าตนมีความสามารถ หากขาดตนไปแล้วมหาวิทยาลัยจะเสียประโยชน์ประการใดประการหนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย

ความคิดที่จะเข้าไปพึ่งพามหาวิทยาลัยนั้น เป็นความคิดแบบเก่า น่าจะมาจาก "การทำงานราชการมีความมั่นคง" และ "การได้เป็นเจ้าคนนายคน" ซึ่งเป็นความคิดสืบเนื่องมาจากความคิดเดิมๆ แต่ก็น่าคิดว่า การเป็นข้าราชการนั้นมีลักษณะของเจ้าคนนายคนหรือไม่? ถ้าดูเหตุการณ์สำคัญๆ และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอดีตนั้น มีความเป็นไปได้ตามที่ชาวบ้านได้พูดกันและหวังว่าลูกจะได้เป็นข้าราชการ โดยไม่ต้องเหนื่อยกับการทำไร่ไถนา ความคิดในการเข้ามาเป็นพนักงานจึงน่าจะเป็นความคิดสืบเนื่องจากที่ว่านี้

อย่างไรก็ตาม ในการมีชีวิตอยุ่นั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบใด ในยุคของทุนนิยม เราทุกคนต้องการความมั่นคง จึงขยันทำมาหากินสะสมทรัพย์สินเพื่ออนาคต จะปล่อยชีวิตแบบลอยชายนั้นหาได้ไม่ เพราะไม่เหมือนสมัยก่อน ปูปลากุ้งหอย พืชผักต่างๆนั้นหาง่าย โดยไม่ต้องซื้อหา แต่ปัจจุบันต้องใช้เงินแลกมา

จริงอยู่ ความมั่นคงจริงนั้นมันไม่มี ที่เราบอกว่ามีนั้นเพราะเราเห็นความมี แต่ไม่เห็นความไม่มีที่ลึกกว่าความมี (ข้อความนี้เป็นข้อความทางปรัชญาไม่ใช่ข้อความทางสังคม) ความเป็นจริงทางสังคมจึงเป็น การกิน การใช้ โดยสบายไม่ฝืดเคืองและสะดวกที่จะจับจ่ายใช้สอยได้ตามความต้องการ นั้นคือความมั่นคงทางสังคม พนักงานมหาวิทยาลัยท่านที่ตัดสินใจออกไปสอบเป็นครูผู้ช่วยก็ทำนองเดียวกัน เขาต้องการความมั่นคงในทางสังคม อย่างน้อย สามารถที่จะช่วยเหลือคนรอบตัวได้ในระยะยาว

อันที่จริงเป็นเรื่องที่ดี (อ่านข้อเขียนก่อนนั้น) ถ้าเราเกษียณแล้วจึงค่อยเข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัย เราจะมีเงินที่นำมาจับจ่ายใช้สอยได้อย่างน้อย ๓ ทางคือ ๑) เงินจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ถ้ามีตำแหน่งทางวิชาการติดตัวมาด้วย ก็จะมีเพิ่มเข้ามาอีก ๒) เงินจากบำนาญ ๓) รายได้อื่นๆที่จะหาได้จากโครงการในสถาบันการศึกษา ซึ่งขึ้นอยู่กับความเฉลียวฉลาดแต่อาจไม่ซื่อตรง และขึ้นกับระยะทางในการสะสมประสบการณ์นั้นๆ ซึ่งดีกว่าการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยโดยสายเลือด เขาเหล่านี้ไม่มีบำเหน็จและบำนาญ ในมหาวิทยาลัยขนาดเล็ก ต้องดูแลเอาใจใส่ตัวเองให้มากที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นการสอนว่า อย่าประมาทในเส้นทางชีวิตสายพนักงานมหาวิทยาลัย

ผมรู้สึกเสียดายในหลายปีที่ผ่านมา เพื่อนๆทยอยออกกันไป โดยมากจะเป็นพวกระห่ำ กล้าโต้เถียง กล้าแสดงออก มีความคิดค่อนข้างอิสระ แต่ก็ไม่น่าเสียดาย เพราะเมื่อพบกันอีกที พนักงานมหาวิทยาลัยกลายเป็นสิ่งด้อยค่าสำหรับเขามาก

ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตทุกผู้ทุกนาม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

ผมชอบใจงานเขียนของอาจารย์

ผมสะท้อนปัญหาของพนักงานมาก

ที่ผม รศ นท ดร.สุมิตร สุวรรณ ท่านก็ต่อสู้มาก

แต่ผมเป็นประภทที่ชอบเถียง ชอบต่อสู้ เลยลาออกมาเป็นวิทยากรอิสระทั้งๆที่เป็นนิสิตทุนปริญญาเอกของมหาวิทยาลัย

ขอบคุณอาจารย์มากครับที่เขียนเรื่องดีๆให้อ่าน

เขียนเมื่อ 

ข้อมูลหนักแน่นและคงเป็นความจริงมาก ๆ ครับ ;)...

เขียนเมื่อ 

-ผมแปลกใจนะครับท่านอาจารย์ขจิต ทำไม? การที่คนเถียง ด้วยเหตุด้วยผล จึงกลายเป็นที่เพ่งเล็งว่าไม่เชื่อฟังผู้ที่ได้รับการเลือกให้นำ ....

- อย่าเข้ามาลองนะครับท่านอาจารย์ Wasawat :-)

เขียนเมื่อ 

มองได้สองด้านค่ะ

การเป็น พนง.มหาวิทยาลัย ทำให้มีความรู้สึก 'ต้องพึ่งตัวเองให้มาก' ตั้งแต่แรก
สำหรับบางคน คือ ความไม่มั่นคง ซึ่งก็ถูกในมุมมองเขา -- หากมองในแง่พึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาล

สำหรับบางคน คือ ความอิสระ
เพียงสิ่งที่หวังอย่างจากมหาวิทยาลัย กลับไม่ใช่พึ่งพาอาศัย
แต่เป็น โอกาสได้เรียนรู้เติบโตจนพึ่งตนเองได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เขียนเมื่อ 

- ขอบคุณคุณหมอ ป.มากครับ เป็นมุมมองในเชิงบวกที่ดีมากครับ แต่พนักงานมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งอาจไม่ได้มองแบบนั้นครับคุณหมอ

- การเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยดีอีกอย่างหนึ่งครับ เมื่อเราต้องการออกไปทำงานอื่น ก็ไม่ต้องกังวลมาก สามารถยกเลิกสัญญาได้เลย ซึ่งเป็นความอิสระทีเดียวครับ โดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย