เปลี่ยนวิทยุใหม่ให้รถเก่า

ผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลง และดูเหมือนจะชอบร้องเพลงด้วย แม้เสียงของผมจะไม่ให้เลยก็ตาม เงินที่หมดไปกับอุปกรณ์สำหรับขับกล่อมเพลงนั้นมากอยู่พอสมควร เมื่อเทียบกับการหมดไปกับเรื่องอื่นๆ แต่ก็ไม่ถึงกับคลั่งแบบลืมหูลืมตาให้ต้องเสียงเงินคราวละเป็นแสนเพือที่จะเปลี่ยนชุดเครื่องเสียงใหม่ แล้วรื้อของเก่าขายไป เพราะคงไม่มีเงินทำขนาดนั้น สิ่งที่ทำได้ก็คงแค่บ้านๆ

เมื่ออายุประมาณ ๑๓-๑๕ปี ผมเริ่มต้นจากการซื้อไดโอดอันละไม่มีบาทมาลองต่อกับหูฟังจากสถานี AM บ้าง FM บ้าง จากนั้นค่อยๆ ขยับเป็นวิทยุ เป็นเทป เป็นซีดี dvd เป็นลำดับ โดยสะสมเงินด้วยตัวเองแล้วค่อยซื้อสิ่งนั้นมา (รู้ตัวว่าตกอยู่ในวังวนของบริโภคนิยมด้วยเช่นกัน) ทุกวันนี้ เราไม่ต้องไปซื้อแผ่นเพลงแล้ว เพราะสามารถดาวน์โหลดจากอินเตอร์เนตได้ อย่างไรก็ตาม เสียงจาก MP3 มันขาดอรรถรสของเสียงไป ในการฟังเพลงนั้น บางครั้งในเพลงปกตินั่นเอง ผมจะฟังแยกออกมาเฉพาะเสียงกีต้า บางคราวก็แยกออกฟังเพียงกลอง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งทำให้รู้ว่า แต่ละเพลงนั้นมีจังหวัดจะโคนของเครื่องดนตรีที่แตกต่างกัน (ซึ่งก็คือทฤษฎีดนตรีที่เขาเรียนกัน แล้วผลิตออกมาให้เราได้ฟัง) ในคราวมีประกวดร้องเพลงทางโทรทัศน์ ผมก็คาดเดาไม่ผิดว่ากรรมการจะให้ใครเป็นผู้ชนะ แต่ผมก็ไม่ไม่รู้เรื่องดนตรีและโน๊ตเพลงใดๆ ถึงอย่างนั้น เพลงก็คู่กับชีวิตผมมาพอสมควร เหมือนกับหลายๆคน

ยังจำได้ว่า เพื่อนๆคงทราบว่า ผมนั้นชอบร้องเพลง สมัย ป.๒ อยู่ห้องคุณครูพูลทรัพย์ คุณครูต้องคัดเลือกตัวแทนห้องเพื่อส่งประกวดร้องเพลงในวันเด็ก เพื่อนเสนอให้ผมออกไปร้อง แต่น่าเสียดาย แม้ผมจะชอบเพลงแต่ผมก็เป็นคนไม่กล้าต่อหน้าสื่อ (เพื่อนนักเรียนและมวลชน) ผมจะสั่นระริก และที่ออกไปหน้าชั้นนั้นเพราะครูบังคับ สุดท้ายด้วยความไม่กล้าและความกลัว (ไม่รู้กลัวอะไร) ผมจึงไม่ได้เป็นตัวแทนนักเรียนจากห้อง ๒ ของ ป.๒ ซึ่งถ้าเป็นก็อายเขาเปล่าๆ เพราะนักเรียนในห้องนั้น มีคนหนึ่งร้องเพลงได้สุดยอดมาก (สุดยอดในตอนนั้น)

ช่วงสามสี่เดือนมานี้ ผมเดินทางไปต่างจังหวัดทุกเดือน โดยการขับรถไปเอง ระหว่างเดินทางผมจะเปิดเพลงไปด้วย ถ้าง่วงมากก็เปิดเพลงดัง แม้วิทยุที่ติดรถมาจะพอฟังได้ แต่ก็ไม่รื่นหูนัก สมกับเป็นอีโก้คาร์ คือฟังได้ แต่ถ้าเปิดเสียงดังก็จะแตกพร่า และแสบแก้วหู แต่ก็ต้องฟัง ผมจึงคิดว่า ถ้ามีเงินผมจะเปลี่ยนวิทยุใหม่

วิทยุเดิมนั้น ดีหน่อยตรงที่มีช่องเสียบ AUX IN ทำให้เราสามารถเพิ่มเครื่องอ่าน MP3 ขนาดเล็กได้ ทำให้เสียงออกมาดีอีกระดับหนึ่ง ทั้งเสียงแหลมและเสียงเบส ที่นุ่มลึกขึ้น เข้าใจว่า หากเป็นเครื่องเสียงราคาสูงๆ น่าจะให้สุนทรีย์น่าอภิรมณ์ทีเดียว

เมื่อเก็บเงินได้แล้ว จึงตัดสินใจค้นหาว่า เราจะเปลี่ยนวิทยุแบบไหนดี เท่าที่อ่านจากเพื่อนที่โพสน์ในหลายที่ บอกว่า เครื่องจีนแดงนั้นใช้ได้ไม่นาน ดังนั้น เมื่อเรามีงบน้อย ก็ต้องหาทางที่จะใช้ของที่ทนสักนิด แต่ก็ไม่ถึงกับระดับจบๆ เอาเป็นราคาต่ำสุดของเครื่องมียี่ห้อติดตลาดก็แล้วกัน ผมไปถามที่เซียร์รังสิต เป็นวิทยุ 2 din ราคาต่ำสุดของเครื่องตลาดคือ ๖,๕๐๐ บาท ยี่ห้อง J.. ไม่ต้องเสียค่าติดตั้ง แต่ต้องเสียค่าหน้ากาก (ฟร้อนท์) คอนโทรลหน้าอีก ๘๐๐ บาท ผมถามต่ออีกว่า ถ้ามีของอยู่แล้ว แล้วให้ร้านติดตั้งให้ จะต้องจ่ายเงินเท่าไร ทราบว่า ทางร้านคิดค่าติดตั้ง ๕๐๐ บาท อีกร้านหนึ่ง วิทยุ 2 din โนเนม ราคาประมาณ ๕,๐๐๐ ร้านนี้ผมถามไปอย่างนั้นเอง จากนั้น ผมก็ถามว่า หน้ากากราคาเท่าไร คนขายบอกว่า ๑,๘๐๐ บาท ผมเดินออกมาทันที เพราะผมทราบว่าหน้ากากตัวจริงนั้น ราคาไม่ถึง ๕๐๐ บาท

วันรุ่งขึ้น ผมขึ้นรถเมล์ไปวรจักร แถวคลองถม เพื่อซื้อหน้ากาก จ่ายค่าโดยสารไป-กลับ 60 บาท ได้หน้ากากมา ๑ ชุด ผมเลือกราคา ๖๐๐ บาท อันที่จริงมีอยู่อันหนึ่ง และเป็นอันนี้นี่เองที่พ่อค้าบอกว่า ๘๐๐ บาท และ อีกร้านบอกว่า ๑๘๐๐ บาท แท้จริงที่วรจักรขายเพียง ๓๕๐ บาท มี ๓ สีคือ สีเทา สีดำ และสีขาว แต่ได้เฉพาะหน้ากากเท่านั้น ส่วนอันที่ผมซื้อนั้น งานดีกว่า เป็นสีม่วง มีของตกแต่งรถอีก ๖ ชิ้น ติดช่องแอร์ อันที่จริงไม่ได้จำเป็นอะไรกับการประดับตกแต่ง การประดับตกแต่งเป็นเรื่องทางจิตหรือการหลอกให้จิตชื่นชอบเท่านั้น แต่ก็เห็นว่า เป็นชุดอยู่แล้ว และสีสวยดี จึงสันสินใจซื้ออันนั้น อย่างน้อยก็ยังถูกกว่าที่เซียร์รังสิต แถมมีของตกแต่งและสีสวยๆด้วย งานก็ดูละเอียดกว่า

วันรุ่งขึ้น (เที่ยงวันนี้) ผมแวะที่หน้าปากซอย มีร้านเครื่องเสียงรถยนต์อยู่ร้านหนึ่ง ผมเข้าไปถามว่า วิทยุ 2 din รุ่นนี้ มีของไหม ขายเท่าไร โดยยื่นแทบเล็ต (น้าบริจาคให้มา) ให้เจ้าของร้านดูภาพ เจ้าของร้านบอกว่า ไม่มี แต่มียี่ห้ออื่น จากนั้นก็พูดสรรพคุณให้ฟัง ว่าดีอย่างไร ยี่ห้อ P ราคา ๖,๙๐๐ บาท ผมบอกให้เจ้าของร้านฟังว่า ผมอยากได้ยี่ห้อ J มากกว่า เพราะเสียงเบสลึกและนุ่มดี สุดท้ายก่อนออกมา ผมก็ถามเจ้าของร้านว่า ถ้ามีของ และเอามาให้ทางร้านใส่ให้ จะคิดราคาเท่าไร เจ้าของร้านบอกว่า ๑,๐๐๐ บาท ผมขับรถไปตลาดพูลทรัพย์ (รังสิต) ถามร้านแรก ตัวเดียวกับที่เจ้าของร้านปากซอยเสนอคือ ยี่ห้อ P ราคา ๖.๑๐๐ บาท ต่อไม่ได้ และต้องจ่ายค่าติดตั้ง ๓๐๐ บาท ผมถามถึงยี่ห้อ J พบว่า มีของอยู่ แต่ผมก็ยังลังเล เพื่อที่จะลองถามร้านอื่นดูว่า ราคาจะต่างกันหรือไม่ ที่แน่ๆ ร้านนี้ราคาต่ำกว่าสั่งจากอินเตอร์เน็ต ผมไปถามร้านที่ ๒ ร้านนี้ ให้ราคา ๖,๐๐๐ บวกกับค่าติดตั้งอีก ๓๐๐ บาท ผมถามยี่ห้อ S ราคา ๗,๙๐๐ ลดเหลือ ๗,๕๐๐ บาท แต่ค่าติดตั้ง ๔๕๐ บาท ผมเดินออกจากร้านนั้น ไปถามอีกร้านหนึ่ง แต่ก็ไม่เป็นที่พอใจ มาถึงร้านสุดท้ายที่ทำให้ผมต้องซื้อ มีป้ายราคาน่าสนใจ ไม่ต้องถาม คนขายเป็นเด็กหนุ่ม ผมคุยพักหนึ่งทีเล่นทีจริง แล้วได้ราคา ๕,๕๐๐ บาท บวกกับ ค่าติดตั้ง ๓๐๐ บาท เป็นตัวเดียวกับที่เจ้าของร้านหน้าปากซอยเสนอให้ผม ผมเปลี่ยนใจจาก J เป็น P ด้วยเหตุเพราะราคา นี่หากผมซื้อที่ร้านปากซอย ผมต้องจ่ายเงินมากกว่า แม้ว่าคิดในใจว่าหากมีปัญหาอะไร จะได้ไม่ต้องเดินทางไกล แต่ดูเหมือนราคาที่เจ้าของร้านบอกมานั้น แค่เพียงค่าติดตั้งก็รู้สึกไม่เป็นมิตรกับลูกค้าแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็รู้ดีว่า วงการค้าขาย เมื่อขายจะต้องได้กำไร

วันนี้ผมได้วิทยุตัวใหม่มา เป็น P 2 din สิ้นเดือนนี้ผมจะต้องไปต่างจังหวัดอีก คราวนี้ตั้งใจว่า จะขับรถจากปทุมธานีไปสงขลา ก็คงเป็นอีโก้คาร์เครื่อง 1200 cc เหมือนเดิม แต่ที่แน่ๆ เพลงที่ออกมาจากวิทยุตัวใหม่นั้น ได้อารมณ์เสียงมากกว่าวิทยุที่ติดรถมา ถึงอย่างนั้น วิทยุที่ติดรถ ผมมีแผนจะ diy เป็นวิทยุบ้าน โดยงัดแงะเครื่องแปลงไฟจากหลังเคสคอมพิวเตอร์มาต่อกับวิทยุรถยนต์ ส่วนลำโพงนั้นผมมีแล้ว สายไฟ แจ๊ค ฯลฯ มีครบ ไม่ใช่ช่าง ไม่เคยเรียนช่าง แต่ก็พอทำได้

การเขียนบันทึกนี้ เพียงเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า การซื้อของจำพวกเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์นั้น ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบต่อราคา จึงเสียโง่เป็นประจำ แต่ผมก็เกิดการเรียนรู้จากที่เคยไปซื้อคอมพิวเตอร์ที่พันทิพย์ในหลายๆหน แต่ละร้านจะให้ราคาต่างกัน แม้จะเป็นสินค้าชนิดเดียวกัน ดังนั้น ในการประกอบคอมพิวเตอร์เราสามารถซื้อได้ราคาถูกกว่าคนอื่นๆได้หากเราเดินให้นานๆ ถามไปเรื่อยๆ การณีซื้อวิทยุนี้ก็เหมือนกัน แม้ว่าราคาที่ผมได้มาอ่านไม่ต่ำกว่าคนอื่นๆที่ต่อรองราคาเก่งๆ แต่ผมก็ว่า ดีกว่าซื้อที่ร้านใหญ่หน้าปากซอย อันที่จริงผมไม่อยากเข้าไปตลาดพูลทรัพย์หรอก เพราะว่า บางที ของบางชนิด คนขายบอกราคาเกินกว่าปกติมากไป แต่ก็ไม่รู้จะไปไหนที่มีแหล่งเกี่ยวกับวิทยุรถยนต์ หากไปที่วรจักรแถวคลองถมก็ไกลเกินไป หลายคนไปซื้อแถวคลองถม เมื่อเครื่องมีปัญหา ก็ต้องเดินทางกันจนเหนื่อย

สุดท้าย : วิทยุที่ซื้อมาจากน้ำพักน้ำแรง นำมาสนับสนุนให้เราเป็นนักบริโภคอยู่ดี อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันหนึ่งมันก็พังไปอีก เราก็ต้องซื้อมันมาอีก วนเวียนเปลี่ยนไปอย่างนี้ไม่รู้จบ

เพิ่มเติม : เกิดการเรียนรู้ว่า ในตลาดพูลทรัพย์นั้น ร้านเครื่องเสียงหลายๆ ร้าน มีเจ้าของเพียงเจ้าของเดียว ดังนั้น แม้เราจะไปร้านไหน ก็อาจไปเจอร้านเดียวกัน แต่ก็แปลกที่ ร้านเดียวกันแต่ขายราคาต่างกัน ขึ้นกับเทคนิกการขายของคนขาย อีกอย่างหนึ่ง ผมจับได้ว่า เจ้าของร้านปากซอยนั้น บอกว่า รุ่นที่ผมต้องการซื้อนั้น ไม่ดี ตกรุ่นแล้ว ไม่มีแล้ว แต่เมื่อผมไปถามร้านแถวตลาดพูดทรัพย์ ของยังมีปกติ จึงพบว่า ร้านใหญ่อย่างร้านหน้าปากซอย แม้เห็นกล่องโชว์เยอะๆ หลากหลาย แต่เอาเข้าจริง ของอาจไม่มี อีกเรื่องหนึ่ง ผมไปถามบนชั้นสิบของตึกศรีวรจักร เกี่ยวกับมีของแต่จ้างติดตั้ง ช่างบอกว่า ค่าติดตั้ง ๕๐๐ บาท

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (0)