กรณีศึกษาบทบาททางการเมืองของกลุ่มนิติราษฎร์​

เห็นส่วนตัวมองว่า มุมมองของนักวิจัยและนักวิชาการ 2 ท่านนี้ วิเคราะห์เนื้อหามีสาระดีแท้ ....ตรงไปตรงมา ถือเป็นบทความ....ที่มีคุณค่าเหมือนมีชีวิตอยู่ในตัวอักษร และยังสะท้อนข้อเท็จจริงและเรื่องราวของนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่....สมเป็นนักวิชาการผู้กล้า อีกทั้งสามารถเรียก....ศรัทธา คำว่า "ครูบาอาจารย์ของมหาลัยธรรมศาสตร์" ที่คุกรุ่นด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ทางการเมืองมาโดยตลอด ซี่ง "คนหนุ่มชั้นแนวหน้าของไทย" กลุ่มนี้ ได้ทำหน้าที่แสดงความคิดเห็นทางวิชาการต่อเหตุกาณ์บ้านเมืองอย่างแหลมคม ขอขอบคุณมติชน(ที่มา: ประชาไท ) นำบทความนี้มาเผยแพร่ "ผู้เขียนบทความมองว่าปัญหาทางการเมืองย่อมมีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวพัน กับผู้คนและปัจจัยต่างๆ มากมายปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้โดยหวังพึ่งแต่พลังของกฎหมายเพียงอย่างเดียว" สุดท้ายโจทย์ข้อนี้คำตอบจะเป็นอย่างไร .................... ก็ขอให้เราๆท่านๆ ....ช่วยกันใช้ปัญญา และสติ ค้นหาแนวทาง ที่จะทำให้สังคมไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข และมีความเจริญต่อไปทีเถอะ /เตือนใจ เจริญพงษ์

กรณีศึกษาที่น่าสนใจ ....

Branding Dissent: Nitirat, Thailand′s Enlightened Jurists : บทบาททางการเมืองของกลุ่มนิติราษฎร์

ที่มา: ประชาไท ซึ่งมติชนฉบับ 26 มีนาคม 2558 นำมาเผยแพร่เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

เก็บไว้ศึกษาบางตอน น่าจะเป็นประโยชน์ดังนี้

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา วารสารวิชาการระดับนานาชาติชื่อ Journal of Contemporary Asia ไ

ด้เผยแพร่บทความวิชาการชื่อเรื่องว่า Branding Dissent: Nitirat, Thailand′s Enlightened Jurists

โดยมีผู้เขียนร่วมกันสองคน คนแรกคือ Duncan McCargo นักวิชาการชาวอังกฤษผู้มีผลงานศึกษาค้นคว้า

เกี่ยวกับการเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี

ส่วนผู้เขียนอีกคนคือพีรเดช ตันเรืองพร นักวิจัยชาวไทย

บทความที่ว่านี้มุ่งศึกษาบทบาททางการเมืองของกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งอย่างที่รู้กันดีว่ากลุ่มนิติราษฎร์

เป็นการรวมตัวของอาจารย์ด้านกฎหมายมหาชนในคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ดังนั้นความน่าสนใจของบทความนี้ก็คงจะอยู่ที่แทนที่จะใช้มุมมองทางกฎหมาย

ผู้เขียนกลับเอามุมมองทางการเมืองมาใช้วิเคราะห์กลุ่มนิติราษฎร์

โดยศึกษาตั้งแต่การก่อตัว แนวทางเคลื่อนไหวลักษณะของกลุ่ม ไปจนถึงผลทางการเมือง

ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ โดยผู้เขียนบทความได้เก็บข้อมูล

ทั้งจากเอกสาร การสัมภาษณ์ และการลงพื้นที่ภาคสนาม

ผมได้อ่านบทความนี้แล้วคิดว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ เหมาะจะนำมาถ่ายทอดสู่สาธารณะเพื่อให้เป็นประเด็นขบคิดกัน

ในวงกว้างมากขึ้น จึงอยากขอหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสนี้

ผู้เขียนบทความมองว่า นิติราษฎร์ได้ก้าวไปไกลกว่าการเป็นปัญญาชนสาธารณะ (public intellectual)

อย่างที่คุ้นเคยกันจากบทบาทของคนอย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์ ชัยอนันต์ สมุทวณิช หรือเกษียร เตชะพีระ

แต่นิติราษฎร์ได้ก้าวไปถึงขั้นเป็นคนมีชื่อเสียง (celebrity) ที่มีพลังมากพอจะดึงดูดคนมาฟังงานสัมมนาแต่ละครั้ง

ได้ล้นห้องประชุม นอกจากนี้ผู้เขียนยังชี้ว่าสถานะของสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์เอง ทั้งการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย

จบการศึกษาจากต่างประเทศ แม้กระทั่งปัจจัยเรื่องรูปร่างหน้าตา ได้มีผลทำให้สถานะของแนวคิดเชิงต่อต้าน (dissent)

มีโอกาสเข้าถึงชนชั้นกลางในเมืองมากขึ้น ทั้งที่แนวคิดแบบเดียวกันนี้หลายอย่างก็มีการพูดถึงกันอยู่แล้วในกลุ่มเสื้อแดง

แต่เนื่องจากแกนนำเสื้อแดงมักมีบุคลิกท่าทีที่ดึงดูดคนชนบทมากกว่าคนในเมือง ทำให้แนวคิดเหล่านี้

มักถ่ายทอดไปไม่ถึงคนในเมืองเท่าไหร่นัก ทั้งนี้สมาชิกนิติราษฎร์เองบางคนยังยอมรับว่าทางกลุ่มตระหนักดี

ว่าต้องสร้าง "แบรนด์"บางอย่างขึ้นมาเพื่อให้คนจดจำ เห็นได้จากการมีเว็บไซต์ โลโก้ และของที่ระลึกต่างๆ

ซึ่งเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่านิติราษฎร์ต่างจากปัญญาชนสาธารณะยุคก่อนๆ มากแค่ไหน

สำหรับเหตุการณ์ที่ทำให้นิติราษฎร์ขึ้นมาเป็นที่รู้จักของสังคมอย่างมากนั้น

ผู้เขียนบทความมองว่ามีอยู่สามเหตุการณ์ด้วยกัน

หนึ่งคือการจัดเสวนาเรื่องสถาบันกษัตริย์ในเดือน ธ.ค. ปี 53

สองคือการออกข้อเสนอลบล้างผลพวงรัฐประหารปี 49

และสามคือการร่วมเคลื่อนไหวในนามคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112)

บทบาทของนิติราษฎร์ในทั้งสามกรณีทำให้ชื่อของนิติราษฎร์ปรากฏมากขึ้นในสื่อกระแสหลัก

เรียกทั้งเสียงเชียร์และเสียงด่าได้มากมายจากคนในสังคม

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนบทความก็มีคำวิจารณ์ต่อกลุ่มนิติราษฎร์อยู่ไม่น้อย ดังนี้

1.) กลุ่มนิติราษฎร์ยึดติดอยู่กับสถานะการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สะท้อนภาพของการเป็นชนชั้นนำ

ความรู้คือสิ่งที่สร้างและถ่ายทอดจากบนลงล่าง สืบทอดวัฒนธรรมสูง-ต่ำแบบไทยๆ ต่อไป

2.) การเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์บางครั้งสะท้อนความไร้เดียงสาทางการเมือง

ดูจากการที่นิติราษฎร์มักโยนข้อเสนอของกลุ่มออกมาโดยไม่ยอมปรึกษาหรือสร้างแนวร่วมกับใคร

ทำให้หลายครั้งข้อเสนอของกลุ่มไม่ได้รับการตอบรับหรือสานต่อเท่าที่ควร เห็นได้ชัดที่สุดคือกิจกรรมของ ครก.112

ที่แม้แต่คนที่อยากแก้กฎหมายเรื่องนี้บางคนก็ไม่ยอมเข้าร่วมหรือถ้าร่วมลงชื่อก็ไม่เต็มใจ

เพราะไม่เห็นด้วยที่นิติราษฎร์ยังเสนอให้มีโทษจำคุกอยู่ นอกจากนี้ยังมีกรณีการเคลื่อนไหวช่วงหลังๆ

ที่ไม่มีผลต่อสังคมมากเหมือนเมื่อก่อน เช่นการเสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ

หรือข้อเสนอเรื่องนิรโทษกรรม ซึ่งผู้เขียนบทความมองว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำได้ไม่ดีพอ

3.) ประเด็นความไร้เดียงสาทางการเมืองที่ว่านี้ ทางนิติราษฎร์เองอาจจะโต้ตอบว่าตนเป็นกลุ่มนักวิชาการด้านกฎหมาย

ไม่ใช่กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง ข้อเสนอของกลุ่มตั้งอยู่บนหลักวิชาการ จึงไม่จำเป็นจะต้องคำนึงถึงจังหวะ

หรือลูกไม้ทางการเมืองต่างๆ แต่อย่างใด ซึ่งในเรื่องนี้ ผู้เขียนบทความมองว่าเป็นจุดอ่อนอีกประการหนึ่ง

คือนิติราษฎร์ยังสับสนว่าบทบาทของตนคือการเคลื่อนไหวทางวิชาการหรือทางการเมืองกันแน่

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อเสนอแต่ละเรื่องของกลุ่มนั้นล้วนเกี่ยวพันกับประเด็นร้อนแรงทางการเมือง

การจะอ้างแต่หลักวิชาการโดยไม่สนใจบริบททางการเมืองเลยนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้

4.) นิติราษฎร์ยืนยันว่าตนคือกลุ่มนักวิชาการและไม่ใช่กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง

ก็ยิ่งเป็นการช่วยผลิตซ้ำวาทกรรมของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในไทยที่ได้ทำให้ "การเมือง"

เป็นเรื่องสกปรก น่ารังเกียจ ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยว ในขณะที่ "วิชาการ" คือความสูงส่ง บริสุทธิ์ไม่มีผลประโยชน์

5.นิติราษฎร์เชื่อมั่นในกฎหมายมากเกินไป

คิดว่าปัญหาต่างๆ ในเมืองไทยล้วนสามารถแก้ไขได้โดยกฎหมาย เชื่อว่ากฎหมายที่เป็นไปตามหลักวิชาการ

ย่อมจะบรรเทาความขัดแย้งในสังคมลงได้ ข้อวิจารณ์ข้อนี้บ่งบอกได้ชัดเจนที่สุดถึงการปะทะกันระหว่างผู้เขียนบทความ

ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์ กับกลุ่มนิติราษฎร์ซึ่งเป็นอาจารย์นิติศาสตร์ เพราะผู้เขียนบทความมองว่าปัญหาทางการเมืองย่อม

มีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวพันกับผู้คนและปัจจัยต่างๆ มากมาย ปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้

โดยหวังพึ่งแต่พลังของกฎหมายเพียงอย่างเดียว

บทความชิ้นนี้เป็นงานศึกษาบทบาททางการเมืองของนิติราษฎร์ชิ้นแรก

ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ นับว่าเป็นบทความวิชาการที่มีมุมมองแหลมคมมากชิ้นหนึ่ง

และน่าจะช่วยจุดประกายถกเถียงในสังคมไทยได้ไม่น้อย/จบ

........................................................................................................................................................................................ความเห็นส่วนตัวมองว่า มุมมองของนักวิจัยและนักวิชาการ 2 ท่านนี้

วิเคราะห์เนื้อหามีสาระดีแท้ ....ตรงไปตรงมา

ถือเป็นบทความ....ที่มีคุณค่าเหมือนมีชีวิตอยู่ในตัวอักษร

และยังสะท้อนข้อเท็จจริงและเรื่องราวของนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่....สมเป็นนักวิชาการผู้กล้า

อีกทั้งสามารถเรียก....ศรัทธา คำว่า "ครูบาอาจารย์ของมหาลัยธรรมศาสตร์"

ที่คุกรุ่นด้วยร่องรอยประวัติศาสตร์ทางการเมืองมาโดยตลอด

ซี่ง "คนหนุ่มชั้นแนวหน้าของไทย" กลุ่มนี้

ได้ทำหน้าที่แสดงความคิดเห็นทางวิชาการต่อเหตุกาณ์บ้านเมืองอย่างแหลมคม

ขอขอบคุณมติชน(ที่มา: ประชาไท ) นำบทความนี้มาเผยแพร่

"ผู้เขียนบทความมองว่าปัญหาทางการเมืองย่อมมีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวพัน

กับผู้คนและปัจจัยต่างๆ มากมายปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้โดยหวังพึ่งแต่พลังของกฎหมายเพียงอย่างเดียว"

สุดท้ายโจทย์ข้อนี้คำตอบจะเป็นอย่างไร ....................

ก็ขอให้เราๆท่านๆ ....ช่วยกันใช้ปัญญา และสติ ค้นหาแนวทาง

ที่จะทำให้สังคมไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข และมีความเจริญต่อไปทีเถอะ/ /เตือนใจ เจริญพงษ์

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สาระน่ารู้เกี่ยวกับกฎหมาย



ความเห็น (0)