พาหุวัฒนธรรมและการศึกษา : เด็กพิเศษ ชนกลุ่มน้อยทางการศึกษา

การศึกษาเป็นชุมชนและสังคมวัฒนธรรมชนิดหนึ่ง มีระบบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ภาษาสังคมวิทยาเรียกกระบวนการนี้ว่า การเรียนรู้หรือการขัดเกลาทางสังคม หรือที่เรียกว่า Socialization การเรียนรู้และขัดเกลาทางสังคมจะมีความสัมพันธ์ระหว่างปัญญาชนที่เรียกว่า "ครู" กับ "ผู้เรียน" การเรียนรู้ทางสังคมจะเรียนรู้ถึงตำแหน่งแห่งที่ในโครงสร้างอำนาจที่เป็นอยู่ในสังคม เพื่อทำให้โครงสร้างทางสังคมดำรงอยู่ต่อไปได้

ตั้งแต่สังคมเราเป็นสังคมบุพกาล เป็นการศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาเพื่อแก้ปัญหา และพาชีวิตรอด การเรียนรู้กับชนเผ่าในการผลิตอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ระเบียบสังคมก็จะเป็นโครงสร้างง่าย ๆ ตามระบบเครือญาติ ผู้นำ หมอผี การเรียนรู้ในยุคบุพกาลก็ต้องเรียนรู้ในความสัมพันธ์สามประการนี้ คือ ความสัมพันธ์กับสิ่งเหนือธรรมชาติ ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ หรือการสร้างเทคโนโลยี และสุดท้ายก็คือความสัมพันธ์ทางสังคม โครงสร้างสังคม
เมื่อเข้าสู่สังคมทาส สังคมยุคฟิวดัล ตลอดจนระบบทุนนิยม ก็จะมีการเรียนรู้ทางสังคมทั้งสิ้น

เมื่อเริ่มก่อตั้งระบบทุนนิยมใหม่ ๆ หรือที่เรียกว่ามีการปฎิวัติเขียว และปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เป็นเกณฑ์ ทำให้ระบบการผลิตมีการเปลียนแปลง ต้องใช้แรงงานจำนวนมากในการกำกับการผลิตในโรงงาน
โรงเรียนหรือการศึกษาในระบบหรือ Plublic School จึงเกิดขี้น เพื่อทำหน้าที่สร้างแรงงานให้กับระบบอุตสาหกรรม โดยการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นในระบบโรงงานสร้างอย่างสอดคล้องกับวิถีแห่งโรงงาน คือ ตั้งแต่สถานที่โรงเรียน ระฆัง ตำแหน่งแห่งที่ของครู ของโรงเรียน และวิชาความรู้แรก ๆ ที่เรียนก็คือ ภาษา การอ่านเขียน และ คณิตศาสตร์ ภาษาและการอ่านเขียนมีความสำคัญที่ให้สามารถฟังคำสั่งของฝ่ายการผลิตในโรงงานได้ คณิตศาสตร์เป็นตัวแทนของวัตถุนิยมวิทยาศาสตร์ใช้ในการนับปริมาณสินค้าที่ผลิต เงินตราที่ใช้ในระบอบทุนนิยม

จากนั้นระบอบทุนนิยมก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ ระเบียบของการศึกษาก็พัฒนาตามระบบทุนนิยม แบบกระเดือกกับคอหอย วิถีการผลิตแบบทุนนิยมที่เน้นการลดต้นทุนการผลิต เน้นกำไรมหาศาล และเรียก ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุณภาพการชี้วัดผลตามเกณฑ์ และมาตรฐาน เพื่อสร้างกำไรสูงสุดของโรงงาน จึงเป็นต้นแบบของการศึกษาสมัยใหม่ในปัจจุบันทุกระบบ ที่มุ่งเน้นรับใช้อุตสาหกรรม เป็นการศึกษาที่มีระบบเดียว ใช้วิทยาศาสตร์ในกระบวนการผลิตเหมือนกัน ทุกคนที่อยู่ในระบอบแห่งนี้จะไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากเตรียมไปทำงานในสายพานธุรกิจ สายพานโรงงาน

จากระบบการผลิตแบบนี้เหมือนโรงงานที่คัดของไม่มีคุณภาพออกไป ของที่ไม่มีคุณภาพต่อระบบทุนนิยมคือ ของที่ไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับระบอบทุนนิยม ซึ่งระบบการศึกษาทุกระดับได้เลียนแบบการผลิตไว้แล้ว สิ่งที่ถูกกีดกันไปสู่ชายขอบการศึกษาประการแรกก็คือ เด็กพิเศษ แต่เดิมองค์ความรู้เรื่องเด็กพิเศษยังไม่มี การมองของนักการศึกษาที่จัดระบบอุตสาหกรรม เห็นว่าเด็กเหมือน ๆ กันหมด เอาเข้าใส่กระบวนการผลิตแล้ว ก็จะได้ผลออกมาเหมือน ๆ กัน ในยุคที่การวัดผลและประเมินผลยังไม่เข้มข้นเท่าไรนัก ผลผลิตที่ออกมาในสายพานการผลิตคนที่เหมือน ๆ กันนั้น เกิดผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพโดยไม่สามารถบ่งชี้วัดได้ ต่อมาเมื่อการแพทย์เจริญขึ้น โดยเฉพาะเรื่องประสาทและสมองเจริญขึ้น จึงได้ค้นพบความแตกต่างของมนุษย์ในสมองของมนุษย์แต่ละคน จึงได้ทราบถึงความเป็นเด็กพิเศษของแต่ละคน และที่ยังไม่สามารถค้นพบได้อีก เนื่องจากข้อจำกัดด้านวิทยาการ

การกีดกันไปสู่ชายขอบของเด็กพิเศษ เกิดจากเกณฑ์ชุดหนึ่ง คือ ระบบการศึกษาตามแนววิทยาศาสตร์ที่มองคนแบบเหมารวม เห็นคนเป็นแค่ไฟล์ เป็นแค่คะแนน การผลิตแบบเหมารวมและการวัดผลแบบเหมารวม ทำให้เด็กพิเศษเป็นเด็กจำนวนมากที่มีส่วนน้อยได้รับการวินิจฉัย และได้เข้าไปเรียนรู้ในสถาบันที่เหมาะสมกับเด็กพิเศษเฉพาะเด็ก และยังมีเด็กพิเศษอีกจำนวนมาก ที่ถูกกีดกันไปสู่การพัฒนาด้วยการศึกษาแบบเหมารวม

เด็กพิเศษ จึงเป็นชนกลุ่มน้อยทางการศึกษา และมีความแตกต่างมากมายหลายประเภท ถูกตราหน้าว่าไม่มีคุณภาพ เรียนไม่ได้ และขาดความสนใจเอาใจใส่ นักเรียนบางคนไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองในหลาย ๆ ด้าน ส่งผลให้ครูต้องเชิญออกจากโรงเรียน ด้วยสาเหตุที่ต้องดูแลนักเรียนปกติก็เยอะพอสมควร ประกอบกับการมีวัดและประเมินผลอย่างเข้มข้นตามแนวการศึกษาแบบทุนนิยมสมัยใหม่ ที่เน้นคุณภาพ มาตรฐาน ทำให้เด็กหลายคนต้องออกกลางคัน ถูกบีบให้ออกเนื่องจากจะส่งผลต่อคะแนนส่วนรวมของโรงเรียน
แม้ว่าจะได้จัดให้มีการให้การศึกษาพิเศษแบบรายบุคคลแล้วก็ตาม ระบบการเรียนการสอน ระบบการวัดผลประเมินผล ก็ไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ ไม่มีการยกเว้น ตลอดจนวิธีการคัดกรองนั้นมีความรวบรัด ขาดการสังเกตุในระยะยาว

เด็กพิเศษ จึงเป็นอัตลักษณ์แบบหนึ่ง เป็นพาหุวัฒนธรรมของระบบการศึกษานอกเหนือจากเรื่องเชื้อชาติและชาติพันธุ์ เรื่องของวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็กพิเศษ รัฐกับเด็กกับเด็กพิเศษ จึงต้องเป็นไปเพื่อเอื้ออาทรต่อความมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของเด็กพิเศษ ด้วยการจัดการแบบพิเศษ ถ้ารัฐทำไม่ได้ ชุมชน ครอบครัว องค์กรพัฒนาเอกชนทั้งหลาย สามารถร่วมจัดได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องวัดผลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่ต้องการตัวเลขที่เพิ่มขึ้นโดยการวัดผลแบบวิทยาศาสตร์แบบเหมารวม
ที่มองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ที่มีความแตกต่างอย่างเป็น Infinity

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียนรู้ตลอดชีวิต



ความเห็น (0)