น้ำตารองคณบดี...สิ่งที่อุดมศึกษาฝากไว้ในความทรงจำ

วันจันทร์ที่ผ่านมา ผมเฝ้าภรรยาที่กำลังเข้ารับการผ่าตัดอยู่ที่หาดใหญ่ มีเสียงโทรศัพท์มา ๒ สาย (ปกติจะไม่ค่อยมี) สายหนึ่งจากสำนักงานอธิการบดี เพื่อให้ผมเข้าประชุมเที่ยงวัน เกี่ยวกับเกณฑ์การให้ค่าตอบแทนตำแหน่งทางวิชาการ ผมแจ้งให้ทราบว่า ไม่สามารถเข้าประชุมได้เพราะอยู่ต่างจังหวัด ไว้ผมกลับไปแล้วผมจะไปกราบเรียนท่านอธิการอีกที สายที่สอง สายด่วนจากคณบดีเพื่อขอพบด่วน กรณีการต่อสัญญาสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องแจ้งให้ทราบเช่นกันว่าไม่สามารถจะเดินทางไปได้ คณบดีแจ้งว่า หากกลับมาแล้วให้มาพบด้วย ผมรีบเดินทางกลับในเย็นวันอังคาร เช้าวันพุธผมรีบเข้าไปหาคณบดี ท่านได้แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับเกณฑ์ล่าสุดในการต่อสัญญา มีหนังสือแจ้งว่า ผมเข้าอบรมจรรยาบรรณฯลฯไม่ครบ ผมแจ้งให้ท่านทราบว่า เหตุที่ไม่ครบเพราะคำสั่งซ้อน และกิจกรรมของคณะฯ ในการต่อสัญญาเพื่อทำงานของพนักงานมหาวิทยาลัยนั้น ดูเหมือนคณบดีพยายามที่จะช่วยให้บุคลากรของคณะได้ต่อสัญญากันทุกคน ไม่นานรองคณบดีฝ่ายวิชาการและหัวหน้าสำนักงานก็มาร่วมฟังด้วย หลายเรื่องที่เราพยายามทำความเข้าใจร่วมกัน สุดท้ายผมแจ้งให้ท่านทราบว่า เมื่อเดือนก่อนที่ทางฝ่ายบริหารต้องการให้ชี้แจงว่าทำไมมหาวิทยาลัยจึงควรจ้างผม ผมได้ให้เหตุผลไปจำนวนหนึ่ง แต่ขอเรียนให้ทราบว่า การที่มหาวิทยาลัยจะไม่ต่อสัญญาให้นั้น ผมรู้สึกเฉยๆ เพราะผมทราบดีว่าผมไม่สามารถต่อสัญญาได้ ด้วยเกณฑ์ใหม่ที่ออกมานั้นไม่ครบ ส่วนหนึ่งเป็นเจตนาของผมเองที่จะไม่ต้องการให้ครบ ที่ผ่านมาผมก็ไม่ได้ทำสัญญาใหม่ ซึ่งต้องการถือสัญญาเก่า ไม่เหมือนเพื่อนพนักงานด้วยกัน มีการทำสัญญาใหม่จากเดิมมีระยะยาวจนถึงอายุ ๖๐ ภายหลังมีการเปลี่ยนเป็นคราวละ ๓ ปีบ้าง ๕ ปี บ้าง ๗ ปีบ้าง ตามเกณฑ์ที่ข้อบังคับใหม่ออกมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อพนักงานมหาวิทยาลัยพอสมควร

ในวันนี้ ก่อนเที่ยงรองคณบดีฝ่ายบริหารเข้ามาแจ้งให้ผมทราบว่า ขอให้ผมทำบันทึกข้อความเพื่อชี้แจงกรณีเข้าอบรมไม่ครบ ส่วนหลักฐานนั้นทางคณะได้เตรียมไว้แล้ว ผมทำบันทึกเสร็จ จึงเดินลงไปเพื่อหวังจะไปส่งเอกสารที่ชั้นหนึ่ง แต่เมื่อเดินผ่านห้องภาษาไทยที่อยู่ชั้นสอง ผมมองเห็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการนั่งอยู่ จึงแวะเข้าไปพร้อมกับแจ้งให้ท่านทราบว่า "อาจารย์ครับ ผมตัดสินใจแล้ว ถ้ามหาวิทยาลัยจะเลิกจ้างผม ผมจะดีใจมาก ผมขอพอเท่านี้ ผมรู้สึกเหนื่อยกับสถานภาพที่ต้องขึ้นกับการตัดสินใจชีวิตจากผู้อื่นแล้ว" จากนั้นเป็นการคุยปรับทุกข์กันหลายเรื่อง ระหว่างนั้นน้ำตาเริ่มคลอเบ้าตารองคณบดีหญิงคนนี้ เมื่อท่านเริ่มระบายส่วนลึกของความรู้สึกให้ผมฟัง ท่านบอกให้ผมทราบว่า "หลักสูตรภาษาไทยมีอาจารย์หลายคน ทุกคนมีเกณฑ์ครบ มีแต่ท่านคนเดียวที่มีเกณฑ์ในการต่อสัญญาไม่ครบ" อันที่จริงรองคณบดีท่านนี้เป็นคนทำงาน ทำงานเก่ง ทุ่มเทเพื่อส่วนร่วมมาตลอด จนไม่มีเวลาแม้แต่การเขียนเอกสารประกอบการสอนสักเล่ม ท่านบอกให้ผมทราบว่า "แม้แต่ตัว...(ชื่อของรองฯ) เอง เมษานี้ก็ต้องออกแล้วเหมือนกัน เพราะเกณฑ์ไม่ครบ" (น้ำตาค่อยๆไหลเรื่อย) การพูดคุยยังคงดำเนินไป ผมเปลี่ยนเรื่องเป็นอย่างอื่น แต่ไม่วายต้องเวียนเข้ามาเรื่องเดิมอีก สุดท้ายผมต้องขอตัวและคงยืนยันคำพูดประโยคแรกนั้น จากเหตุการณ์นี้ ผมได้รับรู้ถึงความรู้สึกของพนักงานมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ที่เป็นคนไม่ค่อยจะโต้แย้งอะไรต่อหน้าผู้ที่เรียกตัวเองว่าผู้หลักผู้ใหญ่ แตกต่างจากผม ค่อนข้างเป็นคนก้าวร้าว เพราะครูบาอาจารย์สอนให้ผมเถียงมาตั้งแต่เด็ก แต่ผมจะยอมรับทุกอย่างตามที่ทำจริงทั้งดีและไม่ดี ช่วงหลังมานี้ ผมเปลี่ยนไปเล็กน้อยคือ ดูจะนิ่งๆไป

เมื่อผมรับรู้ถึงความทุกข์ของเพื่อน ผมก็พลอยทุกข์ใจไปด้วย ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมจะเป็นคนเดือดแค้นทนไม่ไหว แต่ทุกวันนี้ได้แต่สอนตัวเองว่านิ่งไว้ อย่างไรก็ตาม เพื่อนท่่านนี้มีลักษณะน่าเคารพ เป็นเยี่ยงอย่างของนักการศึกษาที่ดี แต่ก็น่าเห็นใจกับงานที่คิดว่าถูกนิสัยที่สุดสำหรับตัวเอง แต่กลับไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองควรจะเป็น

ผมเดินลงจากห้องทำงานของรองคณบดีฝายวิชาการ ไปที่สำนักงานคณะ พบประธานสภาคณาจารย์ฯ หญิงสาวโสดถึงลูกถึงคน พร้อมจะช่วยเหลือทุกคนที่เดือดเนื้อร้อนใจเรื่องกฎหมาย การเข้าไปทำงานเป็นประธานสภาฯ นั้นค่อนข้างหนักใจ เราคุยกันหลายเรื่อง หนึ่งในเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องความทุกข์ยากของพนักงานมหาวิทยาลัย น้ำตาของเธอคลอเบ้าเช่นกัน โดยเฉพาะการโดนกดขี่ของเจ้าหน้าที่ (พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน) ตอนท้ายผมก็บอกเพื่อนคนนี้ว่า "ผมอยากกลับบ้านแล้ว (ไปทำงานที่บ้านนอก) ช่วงหลังมานี้รู้สึกเหนื่อยหน่ายฯลฯ" เขาบอกผมว่า เขาก็ไม่ต่างกับผมเลย (อันที่จริงเขาหนักกว่าผม) ทางบ้านก็เตรียมการไว้แล้ว คือทำงานที่บ้าน ไม่ต้องไปทำในองค์กรไหนอีก เราปรับทุกข์กันอีกเช่นกัน การพูดคุยยุติลงเมื่อมีสายเข้าโทรศัพท์ของประธานสภาฯ

โดยสรุป วันนี้ได้เห็นน้ำตาของรองคณบดีฝ่ายวิชาการที่หลั่งออกมาหลังจากได้หยิบเอาส่วนลึกของความรู้สึกแสดงให้ผมฟัง และน้ำตาของประธานสภาฯ ทั้งสองท่าน เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ ที่กำลังจะได้รับการประเมินเพื่อต่อสัญญา แต่ดูเหมือนทั้งสองไม่ได้ให้ความสำคัญกับการต่อสัญญาเป็นอันดับที่สำคัญที่สุดของชีวิต หากแต่เป็นการหวนนึกถึงการทุ่มเทกำลังแรงกายแรงใจให้กับองค์กรอุดมศึกษากับผลที่ได้รับมากกว่า

เรื่องนี้ที่ผมบันทึกไว้ในความทรงจำ ตัวอักษรที่พิมพ์ลงนั้นมองไม่เห็นภาพจริงเท่ากับความเป็นจริงของชีวิตพนักงานมหาวิทยาลัยแต่ละคน เป็นเรื่องจริงที่บางคนเช้าชามเย็นชาม แต่บางคนไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนั้น และน่าเสียดายถ้าบางคนที่ทุ่มเทสร้างนักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถออกสู่สังคม แต่กลับไม่เข้าเกณฑ์เพื่อตัดสินว่าคุณเหมาะที่จะทำงานในสถาบันอุดมศึกษา (นักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษานั้น คุณภาพความรู้ต่างกัน ถ้านักศึกษาทุกคนเป็นคนเก่งเหมือนกัน ครูบาอาจารย์จะไม่ต้องเหนื่อยหนักเลย)

.......เอาความสุขของระบบการศึกษาไทยคืนมา ....


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ผลการกระทำของประเทศไทย..ที่สะสมความล้มเหลวมาตั้งแต่อนุบาล ที่ขาดจริยธรรม มโนสำนึก ความไม่มีไมตรี และคุณธรรม ที่สบับสนุนกิจกรรมสังคม เรื่องนี้ไม่ใช่มหาวิทยาลัย แต่หากคือ คนที่เป็นฝ่ายบริหารมหาลัย ที่มุ่งเอาชื่อเสียง ความใหญ่ หน้าบาน ปริมาณงบ แต่ครู อาจารย์ ดอกเตอร์ที่สอน มีอีโก้มากก และขาดจิตอาสา เพราะมุ่งแต่ให้วิชาเกิน เพลินในวิชากิน แล้วจะให้ศิษย์ดีหรือมีใจฮึกเฮิมในการขับเคลื่อนประเทศไทยได้อย่างไร

ถ้าจะบอกว่า ติเรือทั้งโกลน ก็ใช่ เพราะภาพลักษณ์มหาวิทยาลัย ไร้เสน่ห์ ไร้คุณธรรม อย่างแท้จริง มีแต่ข่มขู่ อีโก ถากถาง แสวงหาแต่ตำแหน่ง แย่งเอาหน้า บ้าความคิด ติดวิจารณ์ พาลทุกคน

ลาออกไปเถอะครับ มีเงินไปอยู่บ้านนอก สร้างสังคมชุมชนดีกว่าครับ ความรู้ที่อ.ได้มา จะเป็นรูปธรรมและมีค่าต่อรากหญ้าครับ พวกเขาเหล่านั้น จะเคารพนับถืออ.อย่างสุดซึ้งใจครับ นี่คือ หน้าตา มหาลัยที่แต่งแต้มหน้า เหมือนนางงามบนเวทีครับ

เขียนเมื่อ 

โลกภายใน..มีกันทุกคน..มันสวยสดงดงาม....การศึกษา..นี้ไม่มี..กฏ..ข้อบังคับ..แต่งแต้มไม่ได้...

เพราะมันเป็น สัจจธรรม...เสมอ..ตัวตน..

เขียนเมื่อ 

เวรกรรม !