"ใกล้เกลือกินด่าง"

คนไทยโชคดี ที่มีประเทศอยู่ มีวัฒนธรรม มีภาษา มีอารยธรรม มีประเพณี มีศาสนาพุทธเป็นพื้นฐานการก่อกำเนิดของวัฒนธรรม ซึ่งมองให้ลึก อาจมาจากอิทธิพลของประเทศเพื่อนบ้านหรืออิทธพลของวัฒนธรรมประเทศใหญ่เช่น อินเดีย จีน มอญ เขมร เพราะส่วนใหญ่เป็นวัฒนธรรม ส่วนคำว่า "ไทยแท้" (Primeval Thais) คือ อะไร นอกจากหน่อเนื้อจากจีนหรือไทอาหม (รัฐอัสสัม) วัฒนธรรมจริงๆ นั้นเกิดมาจากการผสมผสานหลายเผ่า หลายเชื้อชาติ โดยมี ๔ ทิศวัฒน์กล่าวคือ ทิศเหนือคือ จีน ตะวันตกคือ อินเดียตะวันออกคือ เขมร ทิศใต้คือ มาลายู


รากเหง้าดั้งเดิมของกลุ่มเหล่านี้ นับถือศาสนาฮินดูเป็นพื้นฐาน ต่อมาอิทธิพลของเจ้าเมืองหรือความห่างไกลจากแหล่งกำเนิดอินเดีย เมืองต่างๆ ทางเอเชียใต้จึงถูกพุทธแผ่รัศมีครอบงำ แต่ก็ผลัดกันรุก จนที่สุดก็ผสมผสานกัน จนเกือบแยกไม่ออก มีแต่พระราชาหรือเจ้าเมืองเท่านั้น ที่ชี้ชัดว่า เมืองนั้นคือ เมืองฮินดูหรือเมืองพุทธ เช่น อินโด ฯ เขมร มอญ ชวา จนต่อมาศาสนาอิสลามก็แผ่กระจายเข้ามาครบองำ


ประเทศไทยจึงกลายเป็นเหมือนชิ้นงานศิลปะ ที่ถูกศิลปินผสมสี เกลี่ยสี ทาสี แต่งแต้มสี เติมเงา จนกลายเป็นภาพไทยที่มีสีสันสวยงามจนเรียกว่า "ศิลปะไทย" (Thai Art) เนื้อสีที่ว่านี้คือ เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ภาษา ที่มีความแตกต่างในเอกภาพ เนื่องจากมีผู้นำ (กษัตริย์) และน้ำประสานสีคือศาสนาพุทธ จนทำให้บรรพชนของเราหลอมใจ หลอมจิตวิญญาณเป็นเชื้อชาติไทย กระนั้น ก็ใช่ว่า ชาติเชื้อเก่าจะหายไป คนไทยท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศยังคงรักษาภาษา วัฒนธรรมพื้นถิ่นของตนไว้ได้ เช่น ภาคเหนือซึ่งได้รับอิทพลจากล้านนา มอญ ลาว จึงมีกลิ่นไอของการผสมผสานกันอยู่


ภาคอีสานก็มีอิทธิพลของวัฒนธรรมลาว เขมร ไทย ผสมผสานกัน โดยเฉพาะภาษาอีสาน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทยกลุ่มหนึ่ง ในต้นฉบับของพ่อขุนราม ล้วนมีคำอีสานผสมอยู่มาก โดยเฉพาะวัฒนธรรมด้านศาสนาพุทธที่ฝังแน่นในสามประเทศที่เชื่อมโยงกันคือ ลาว ไทยและเขมร กระนั้น ภาษาอีสานก็มีกลุ่มภาษาย่อยๆ อีกจำนวนมาก ที่กลุ่มดั้งเดิมยังรักษาไว้ แม้แต่ภาษาไทยกลางยังรั้งคำไว้คู่กันเสมอเช่นคำว่า "จัก" (อีสาน) แปลว่า รู้ คนไทยกลางจึงพูดสองคำซ้อนกันว่า "รู้จัก" ซึ่งพูดคำซ้ำนั่นเอง หรือภาษาเหนือคำว่า "ปะ" แปลว่า พบ เวลาพูดเราก็พูดซ้ำคำว่า "พบปะ" เป็นต้น


จะเห็นว่า "ไทยผสม" (Mixed Thais) กลายเป็นเชื้อเดียวกันตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เชื้อชาตินั้น มิอาจถูกแบ่งหรือกั้นได้ กระนั้น เราก็ไม่รู้สึกว่า เราต่างกัน เพราะมีกษัตริย์ ศาสนาพุทธเดียวกัน แต่ต่อมาชนกลุ่มน้อยหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น กำลังรู้สึกว่าจะถูกกลืน จึงเรียกร้องอัตลักษณ์ตนเองให้สังคมส่วนใหญ่เห็น จึงกลายเป็นปัญหาในบ้านเมืองขึ้น เป็นเหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ จนกลายเป็นปัญหา (Multi-culturalism) ของเชื้อชาติขึ้น


อย่างไรก็ตาม เราก็แก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่บ่อย ที่พยายามสร้างความเป็นเอกภาพ เสมอภาคขึ้นมา โดยรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล ซึ่งเป็นได้แค่ตัวหนังสือ คนในเมือง คนชั้นกลาง คนชั้นสูง พ่อค้า นักธุรกรรมทั้งหลาย ล้วนได้อานิสงส์จากกฎหมายนี้ทั้งสิ้น แต่คนรากหญ้า คนเดินดิน คนกินข้าวแกง จะเรียกร้องอย่างไร ก็ไม่ได้ยิน เสรีภาพ ยุติธรรม เสมอภาค ที่เขียนรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น มีค่าแค่กระดาษกับหมึก


หลายร้อยปีที่คนไท ประเทศสยาม และกลายเป็นประเทศไทย ได้ถูกหล่อหลอมมาจากชนชั้นสูง จนกลายเป็นคนเชื่องที่เชื่อผู้นำ เนื่องจากว่าอยู่ในภาวะไร้ขื่อไร้แป หากขาดผู้นำย่อมหาเสรีภาพยาก คนไทซึ่งอยู่ช่วงสร้างบ้านแปลงประเทศให้มั่นคงและอยู่ในช่วงภาวะสงครามอยู่ตลอด จะอยู่แบบอิสระไม่ได้ จะต้องหาผู้นำ เพื่อปกป้องคุ้มครองเขตแดน ที่อยู่อาศัยไว้ คำว่า "คนไท" ที่แปลว่า อิสระ นั้นคือ หลุดพ้นจากการข่มเหงจากประเทศใหญ่คือ อินเดีย และจีน ซึ่งถูกขับไล่ จนหนีร่นตายมาอยู่ในปัจจุบัน อิสระแบบนี้ ไม่มีเสถียรภาพหรอก


ดังนั้น เราจึงต้องการผู้นำ เพื่อสร้างชาติไทขึ้นมาปกป้องตัวเอง เราจึงยกย่องผู้นำ ในการต่อสู้เพื่อเผ่าพันธุ์ตน เพื่อถิ่นเขตตน ในที่สุดก็กลายเป็นพระราชา เพราะพระราชานี้เอง ที่สำนึกในฐานะผู้นำที่ต้องป้องกันประชาราษฎร์ให้รอดพ้นจากการข่มเหง จึงอาสาออกรบ ต่อสู้ภัยประเทศให้ปลอดภัย พระราชาจึงได้รับการสนับสนุนในฐานะผู้นำประชาชน ในขณะเดียวกัน พระราชาก็อาศัยศาสนาเป็นเครื่องมือในการบริหารราษฎรด้วยเช่น พ่อขุนรามคำแหง พระเจ้าไตรโลกนาถ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๘ ของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งต่อมาคือ กลายเป็นแม่แบบในการปกครองของรัชกาลที่ ๕ ของกรุงรัตนโกสินทร์


รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๖ และรัชกาลปัจจุบัน ล้วนอาศัยศาสนา(พุทธ)เป็นเครื่องในการบริหารประเทศไว้ทั้งสิ้น จึงทำให้คำว่า "คนไทย" กลายเป็นสัญลักษณ์ของคำว่า "ศาสนาพุทธ" ที่เป็นเบ้าหลอมจิตใจให้กลายเป็นคนมีจิตอ่อนโยน มีเมตตา เอื้ออาทรต่อกัน ยิ้มง่าย เป็นมิตรกับผู้มาเยือน ไทยจึงถูกขนานนามว่าแดนของรอยยิ้ม ที่คนต่างชาติประทับใจ แต่คนไทยกลับเฉยๆ ชาชิน


มองในแง่ภูมิศาสตร์ ไทยตั้งอยู่แถบเขตร้อน ที่มีแสงแดดอยู่ตลอด มีฝนตกชุก ทำให้ธรรมชาติ ป่าไม้ ดิน น้ำ อุดมสมบูรณ์ เหมาะสมแก่การเพาะปลูก คนไทยจึงเพาะปลูกพืช ผัก ผลไม้ มากมาย มีอาหารการกินตลอดปี โดยเฉพาะสินค้าที่คนไทยผลิตได้คือ ข้าว เพราะแผ่นดินไทยคือ แผ่นดินทองของข้าวเรียกว่า ในนามีข้าว ในรอยเท้าที่ย่ำนามีแต่ปลามากมาย คนไทยจึงกลายเป็นเกษตรกร ที่ทำไร่ ทำนา ทำสวนตลอดทั้งปี แต่ทำไมคนไทยจึงอดอยาก ยากจน ตกงาน เป็นหนี้ ฯ


ในสมัยก่อนสังคมชนบทอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ อาศัยกันเป็นกลุ่ม ชุมชน หมู่บ้าน เราจึงมีชื่อเรียกชุมชน หมู่บ้านต่างๆ มากมายทั่วประเทศ นั่นสะท้อนให้เห็นว่า คนไทยสมัยก่อนอยู่กันแบบชุมชน กลุ่มก้อน ไม่แยกกัน ในครอบครัวจึงประกอบด้วย ปู่ย่า ตายาย พ่อแม ลูก และหลาน ซึ่งแตกต่างจากชาวตะวันตก ที่เป็นครอบครัวแบบปัจเจก ตัวใครตัวมัน ครอบครัวใคร ครอบครัวมัน บ้านอยู่ใกล้ๆ กันยังไม่รู้จักกัน


กระนั้น สังคมไทยอยู่กับไร่นา เรือกสวน ป่า เขา มานาน จึงอาจอิดเอียนหรือเบื่อภาพเก่าได้ อาจอยากจะเห็นบ้านเมืองพัฒนาหรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนต่างประเทศเขามั่ง เพราะเป็นประเทศที่ ๓ มานานแล้ว ด้วยอิทธิพลของสายตาชนชั้นสูง ในรั้ว ในวัง ในรัชกาลที่ ๔ ที่สมาคมกับชาวต่างชาติอย่างลึกซึ้ง จึงเห็นความสวยงาม ความหรูหรา ความท้าทาย ความแปลกใหม่ในสายเลือดเอเชีย จึงส่งลูกเจ้าขุนมูลนายไปศึกษาต่างประเทศ จนกลายเป็นค่านิยมในเวลาต่อมา


ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงหลงไหลวัฒนธรรมตะวันตก และนำเอาวิถีต่างชาติมาปฏิบัติเป็นวัฒนธรรม สังคมไทย อะไรๆ จึงออกไปในแนวต่างชาติ เห่อของนอก จนทำตัวหลอมไปกับชาวต่างชาติ เหยีบบไร่ไม่เป็น เดินดินไม่คล่อง รองเท้าต้องใส่ รถราจึงเกิดขึ้น ฟังเพลงร็อก เพลงแร๊พ เพลงบลู ใช้ภาษาต่างชาติ ศาสนาต่างชาติ วัฒนธรรมตะวันตก จัดวันเกิด วันวาเลนไทน์ วันคริสมาส วันฮาละวีน วันปีใหม่ จนลืมวิถีเดิมของบรรพบุรุษไทย ความสำนึกบ้านเกิดจึงพร่องไปด้วย ที่สุดก็ไม่รู้คุณค่าคำว่า น้ำ ฟ้า ป่า ไม้ ภูเขา ดิน ไร่ พืช ผัก ข้าวนา ปลาหนอง คลอง บึง จึงคิดหาทางถม ขุด ลอก สร้างเป็นธุรกิจบ้านจัดสรร สนามก๊อล์ฟ คอนโคฯ ห้าง ฯ


ในขณะเดียวกัน ก็ยกย่องฝรั่งเป็นเจ้า เป็นนาย เป็นบอส์ส เป็นผู้มีพระคุณ เป็นผู้ให้ฐานะ เงินทอง เป็นตัวเงิน ตัวทองของประเทศ เป็นราชินีของพลังงาน ที่ต้องเอาอก เอาใจ ประเคนให้ทุกอย่าง เชื่อฝรั่ง วิ่งตามฝรั่ง รับใช้ฝรั่ง ฝรั่งต่างชาติจึงได้รับอภิสิทธิ เวชชาชี เอ๊ย ได้อภิสิทธิ์ในการเดินทาง เที่ยวไปทุกที่ที่เขาต้องการ เราจึงเห็นฝรั่งเป็นตัวแทนเศรษฐกิจดี นำเงินตราเข้าประเทศ สร้างรายได้อย่างงดงาม คนไทยจึงรณรงค์ให้ประเทศเป็นเมืองท่องเที่ยว แดน ออฟ สไมล์ไป นัยว่า อยากให้เขามาสัมผัสกับวัฒนธรรมที่ดีงาม น่าอดสู! ฝรั่งรู้จักแต่ พัทยา ภูเก็ต กระบี่ พัฒน์พงษ์ ถนนข้าวสาร ตอนนี้ ฝรั่งรู้ลึกเข้าไปในจิตวิญญาณคนไทยแล้ว


ในมุมดังกล่าว ทำให้คนไทย ไม่ค่อยเชื่อ ไม่ศรัทธากันเอง แต่กลับมักจะจ้องทำลาย ล้างผลาญ จ้องโค่นล้มกัน อิจฉากัน อยู่เสมอ ไม่ว่า ในสำนักงาน ข้าราชการ บริษัท ธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน หมู่บ้าน แม้แต่พระสงฆ์ด้วย นิสัยเหล่านี้ ของคนไทยได้กลายเป็นเอกลักษณ์ ที่ถักทอให้จิตใจคนไทยไหลออกจากตัวตนหรือจิตวิญญาณแท้ๆ ของตน จนไม่อาจวิเคราะห์ตนเองได้ว่า เรากำลังเดินไปหรือกำลังเดินตามคนอื่น


จึงพอสรุปเอกลักษณ์คนได้ดังนี้คือ


๑) "ชอบอิสระ" ที่เกินไป จนติดนิสัย ไม่เคารพกฎ กติกา มารยาม สังคม วัฒนธรรม ผู้คนจึงดื้อรั้นต่อกฎหมาย ศีลธรรม เพราะยกเอาสิทธิคำว่า "อิสรัตตา" (อิสระ+อัตตา) มาเป็นใหญ่นำพา จึงไม่อาจได้ลิ้มชิมรสคำว่า อิสระจริงๆ ในจิตใน (จิตติสระ)


๒) "ต้องการผู้นำ" แม้ต้องการข้อหนึ่ง แต่ลึกๆ ก็ขาดผู้นำไม่ได้ โดยเฉพาะผู้นำที่รุ่งรวย มีอำนาจ มีชื่อเสียง หรือผู้นำมาจากต่างชาติยิ่งดี แต่ผู้นำอย่างพระราชาในหลวงที่เสนอแนะโครงการดีๆ ต่อชาติบ้านเมืองกลับมองว่า เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา จึงกลายเป็นคนตาบอด ไม่อาจได้เห็นผู้นำด้านจิตใจจริง


๓) "จิตใจอ่อนโยน" ความหมายนี้ น่าคิดว่า อ่อนโยนเพราะธรรมหรืออ่อนโยนเพราะเงินทอง เวลาคนอยากได้เงินทอง มักจะแสดงความอ่อนน้อม ยอมทุกอย่างแม้กระทั่งขายตัว ขายใจ เรามีศาสนาพุทธที่สอนเรื่อง การพัฒนาจิตใจ ให้เข้มแข็ง เข้าใจหลักแท้จริงของธรรมชาติ มิใช่เข้าใจคนที่มีเงินมาก แล้วซูฮก ยกท่าน เพื่อขอเงิน


๔) "เกษตรกรรม" ประเทศไทยคือ แดนเกษตรกรรม เพราะเป็นชัยภูมิที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุคือ ดิน น้ำ อากาศ แสง ซึ่งเอื้อต่อการเจริญงอกงามของพืช ผัก ผลไม้ ข้าว แต่คนไทยส่วนใหญ่ ไม่ชอบทำนา นอกจากตระกูลเก่าที่เป็นชาวนา รัฐบาลก็ไม่ส่งเสริมอย่างทุ่มเท แต่กลับอาศัยการส่งออกข้าวเป็นหลัก ไม่ส่งเสริมการทำไร่ นา สวน แบบครบวงจร จึงไม่น่าสงสัยว่า ทำไมชาวนาจึงขายที่หรือประท้วงรัฐในการรับรองราคาขายไม่ได้ ทั้งๆ ที่คนทั้งโลก ทั้งไทย กินข้าว ส่วนข้าวดี (หอมมะลิ) คนไทยกลับส่งออกไปให้ประเทศที่รุ่งรวยกิน


๕) "สังคมกลุ่มก้อน" คนไทยส่วนมาก มาจากครอบครัวใหญ่ที่มีญาติ ๗ ชั้นโครต อยู่ด้วยกัน หรือเป็นสังคมกลุ่มชน ในหมู่บ้านที่รู้จักกันดี เพราะคอยช่วยเหลือ เกื้อกูลกันประจำ ไม่เหมือนต่างชาติที่เป็นสังคมเชิงเดี่ยว ทั้งๆ ที่เห็นว่า สังคมแบบนี้เข้มแข็ง แต่เวลาเพาะปลูกพืช กลับใช้ระบบเชิงเดี่ยวเหมือนครอบครัวต่างชาติ จึงทำให้ได้ผลเกินคาด และขายไม่ออก เพราะล้นตลาด


๖) "ชอบของนอก" นี่คือ นิสัยคนไทยที่กำลังหลงไหล ไปตามฝรั่ง เรากำลังเดินเคียงคู่หรือเดินตามตูดฝรั่ง เราเคยศึกษาประวัติศาสตร์และวิเคราะห์ปรัชญาการคิดของฝรั่งลึกซึ้งหรือไม่ ฝรั่งนั้นว่าไปแล้วคือ หมุดหมาย ปลายทางของคนเอเชีย ส่วนคนเอเชียคือ หมุดหมายปลายทางของฝรั่ง ซึ่งมันสวนทางกัน เราเห่อฝรั่ง ฝรั่งเห่อไทย ยกย่องเอาใจไทย เดี๋ยวนี้อะไรก็นอก ลูกครึ่ง ผัวฝรั่ง พูดฝรั่ง กินแบบฝรั่ง แต่งตัวแบบฝรั่ง ขับรถแบบฝรั่ง แต่เราเคยคิดแบบฝรั่งไหม คือ วิเคราะห์ แยกแยะ วิจารณ์


ทั้งหมดนี้คือ นิสัยคนไทยเรา (รวมทั้งเราด้วยอิๆๆ) เราจึงไม่ได้สัมผัสรากเหง้าเค้าวิญญาณคำว่า "ไทย" เพราะเราหลงวัฒนธรรมที่ผสมผสานจึงแยกไม่ออกว่า ไทยหรือฝรั่ง แม้ว่าสังคมโลกจะก้าวไปสู่สากลเชิงเดี่ยวก็ตาม อย่างไรเสีย ประเทศต่างๆ ก็ไม่อาจรวมยุบเป็นประเทศใหญ่ๆ เช่น อเมริกาได้ นอกจาก วัฒนธรรมที่ไหลบ่าถาถมจิตวิญญาณคนรุ่นใหม่จนล้น


ในขณะเดียวกัน คนฝรั่งที่รู้ซึ้งวิญญาณไทย กลับมาศึกษา ปฏิบัติ แสวงหาหลักธรรมคำสอนของศาสนาพุทธ จนนำไปสร้างวิจัย ศูนย์การสอนวิปัสสนา จิตวิวัฒน์ ให้เจริญก้าวไกล แต่คนไทยกลับมืดมัวในวัฒนธรรม การอยู่ การกิน การเสวยสุข จนเพลินประมาท แล้วฝรั่งก็มาเปิดคอร์สพิเศษ สอนคนไทย พอเห็นอาจารย์ฝรั่งมาสอนแล้ว ตอบได้คำเดียวว่า "ดี เข้าใจง่ายกว่าพระไทยสอนซะอีก"


นอกจากนี้ ผู้เขียนยังมองเห็นประเด็นอื่นๆ ที่คนไทยไม่ได้ชิมลิ้มรสชาติคำว่า "ของไทยจริง" ซึ่งพอประมวลไว้คร่าวๆ ดังนี้

๑) พระราชา เรารู้จักท่านแค่หน้าตา แต่ไม่รู้ปัญญา และเจตนาที่ลึกซึ้งของท่าน จึงไม่ได้ปัญญาของท่าน ยกเว้นคนรากหญ้า ที่ถูกมองว่า "บ้า" จนกลายเป็นปราชญ์คนจน


๒) ศาสนา เรานับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่รู้จักหลักธรรม ที่จะนำมาพยุง จิตใจ และอาชีพ ในชีวิตของตน พอถึงคราวิกฤติหรือวิบัติ เรากลับนำเอาศาสนาที่คุ้นเคยมาบริหาร จัดการตนเองไม่ได้


๓) ธรรมชาติ ประเทศไทยล้วนอุดมไปด้วยธรรมชาติ เราก็ฟังกันมานาน ชื่นชมประเทศของตน แต่เราไม่รู้ว่า ธรรมชาตินั้น จะเป็นประโยชน์ต่อวิถีการเป็นอยู่อย่างไร และเข้าใจระบบเชิงนิเวศหรือไม่ จึงเห็นผู้คนตัดไม้ ทำลายป่า ทำร้ายน้ำ ดิน อากาศ จนเป็นมลพิาต่อตนเอง


๔) ภาษา ก็เช่นกัน เรามีภาษาเป็นของตน แต่เรากลับไม่หวงแหน เราข่มขืนภาษาตนเอง เราเหยียบย่ำภาษาของตน ไม่เคารพภาษาตน เราจึงไม่แตกในภาษา จึงกลับไปเห่อภาษาต่างชาติ ภาษาธุรกิจไปหมด เราจึงพบว่า คนรุ่นใหม่ เขียนผิด พูดผิด เต็มไปหมด


๕) อาหาร เรามีอาหารไทยมากมาย ที่เป็นมรดกของไทย แต่เรากลับไม่ส่งเสริม กลับไปเห่ออาหารฟาสต์ฟูด พิซซ่า เคเอฟซี ฮอดด๊อก อาหารญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฝรั่งเขาเองก็พยายามหันมานิยมไทย เพราะเขารู้ว่า อาหารไทยคือ สมุนไพรบำรุงร่างกาย มิใช่อาหารบำรุงไขมัน ที่อ้วนเอาๆ อาหารอุดมโรคของฝรั่ง คนไทยกลับนิยมว่า เท่ เก๋โก้ โชว์พาว ซะงั้น


๖) ยา ยาปัจจุบันล้วนอิงจากฝรั่งทั้งสิ้น เรานำเข้าเกือบร้อยเปอร์เซนต์ ฝรั่งมีเทคโนโลยี ในการสกัดสารพืช ไม้ ผัก ออกมาเป็นยารักษาโรคได้ คนไทยมีอาหารที่มีสมุนไพร ซึ่งไม่ใช่รักษา แต่ป้องกันอย่างดีก่อนจะเป็นโรคอีก เรากลับอยากได้ยาฝรั่ง เพราะแรง แพงเว่อร์ สังเกตุไหมว่า ยาส่วนมากมีชื่อฝรั่งทั้งสิ้น นอกจากสมุนไทยเท่านั้น ที่เป็นชื่อไทยเฮิบ


๗) น้ำ ประเทศไทยก็เป็นแหล่งน้ำ น้ำมาก น้ำอุดม แต่คนไทยกลับไม่รู้ซึ้งถึงน้ำอย่างลึกซึ้ง ถ้ากทม.หรือเมืองใหญ่ถูกตัดน้ำแค่วันเดียว เมืองทั้งเมืองคงวุ่นวาย ตายโหง เรามีน้ำสะอาดดื่ม แต่เรากลับดื่มน้ำดำ น้ำบริษัท ซึ่งมีแต่น้ำตาล ที่ถูกล้างสมองจากภาพ ภาษา โฆษณาว่าดื่มแล้วสดชื่น ซาบซ่า เย็นสบาย นั่นคือ มายาหน้าเลือด


๘) วิทยาการ เคยวิเคราะห์ไหมว่า คนไทยเรียนตำรามามากๆ แล้วนำเอาความรู้ที่ได้มาไปใช้ประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เกือบ ๓๐ ปี ที่เราเรียนหนังสือ เพื่อเป้าหมายคือ ได้งานทำ ได้เงินเดือนสูง จึงสรุปได้ว่า วิทยามีเป้าหมายคือ เงินทอง มิใช่พัฒนาสมอง จิตวิญญาณ ให้มีวิสัยทัศน์ มีหลักธรรม นำคนโง่ นำชุมชน นำสังคม แต่เรากลับยิ่งรู้ ยิ่งโง่ ยิ่งหลงทาง ยิ่งคดโกงมาก


๙) สังคมจิตอาสา เป็นกลุ่มสังคมไทย ที่บริการสังคมโดยไม่มีค่าจ้าง การสร้างจิตสำนึกต่อส่วนรวม คนไทยก็มีหลายกลุ่ม แต่คนไทยกลับไม่นิยมหรือไม่นำมาเป็นแบบอย่าง เวลาส่วนตัวเจ็บไข้ ได้ป่วย ไม่สบาย เดือดร้อนมา กลับหาคนช่วยได้ยาก ปากก็ร้องป่าวๆ ว่า สังคมขาดน้ำใจ ขาดการดูแล รัฐไม่ดูแล อบต.ไม่สนใจ เราเคยคิดจะช่วยใครหรือไม่


๑๐) อาชีพ ในเมืองไทยมีอาชีพที่ลอยเคว้งคว้างกลางอากาศมากมาย รอคนตาดี รอคนมือ เท้าดี สอยไปเป็นอาชีพของตนเอง แต่คนไทยส่วนใหญ่กลับมองไม่เห็น น่าสงสารที่จบป.ตรี โท เอก แต่หมดทางทำมาหากิน มีสมองก็มีอาชีพ ไม่อดตาย ที่อดตาย เพราะไม่ทำงาน เกิดเป็นคนไทยไม่ต้องรอโอกาส เพราะโอกาสคืออากาศ เพราะมันอยู่ทุกที่


นี่คือ ส่วนที่คนไทยคุ้นเคย แต่ไม่ได้สัมผัสรสชาติของดี เหมือนไก่ได้พลอยหรือใกล้เกลือกินด่าง ฉันนั้น


------------------๘/๓/๕๘-------------------

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (10)

เขียนเมื่อ 

ยังจำได้ไหม.....เกลียดตัวกินไข่....เกลียดปลาไหล..กินน้ำแกง....(อิอิ...)

เขียนเมื่อ 

I don't know if complaints and nagging would get us anywhere.

We need 'good examples' for others to follow. Leaders have the burden of leading 'all' (good and bad; rich and poor; easy and difficult; savvy and uncluey; ...) people -- even those who don't follow a leader!

[Sorry to upset you by writing in English instead of Thai. You have all Thais for your audience. I will write to some odd ones that can understand other world languages ;-) ]

เขียนเมื่อ 

จริงครับคุณยาย...มันเป็นอย่างนั้น

ขอบคุณคุณsr นะครับ ผมต้องการให้ผู้คนในไทยมีจิตสำนึกในรากไทย คือ หัวใจใฝ่ไทย หวงแหนไทย ส่วนคุณ sr นั้น ผมเห็นแนวคิดว่าอยู่ในกระแสนิยมไทยอยู่ เพราะมีแนวคิดเรื่องหลักธรรม ธรรมชาติ ใฝ่รู้ ใฝ่วิเคราะห์ เข้าใจว่าท่านคงได้แนวคิดดีๆ ของฝรั่งมา ฝรั่งดีๆ ก็มีเยอะ แต่คนไทยมักเหมารวมว่า ฝรั่งดี รวยไปหมด ผมไม่ได้หัวเสียกับภาษาที่คุณเขียนนะ แต่คุณคือ ผู้สะท้อนไทยในเมืองฝรั่ง นี่คือ สิ่งที่คนไทยคิดไม่ทันตนเองและฝรั่งครับ ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

ละเอียดมากเลยครับ

เราเรียนรู้ภาษาต่างประเทศให้เท่าทันฝรั่งครับ

เรียนรู้สมุนไพร เรียนรู้การปลูกผักให้นักเรียนในที่ห่างไกล

มีคนไทยดีๆอีกมากมาย เรามาช่วยกันดีกว่าครับ

https://www.gotoknow.org/posts/563850

https://www.gotoknow.org/posts/564952

เอามาฝากด้วยครับ

ขอบคุณครับ

เขียนเมื่อ 

สอนเด็กๆในชนบทแบบนี้ครับ

มีความสุข

https://www.gotoknow.org/posts/560114


https://www.gotoknow.org/posts/558515

https://www.gotoknow.org/posts/559993



เขียนเมื่อ 

ผมเพิ่งทราบว่าเป็นอาจารย์เงาะ 555

โลกกลมๆๆๆ

เป็นเช่นนั้น...จริงๆ...ขอบคุณมาก

โอ้ว สุดยอดบทความสะท้อนสังคมแห่งปี
ปรัชญาแห่งชาติไทยที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยคิดถึง
ยิ่งอ่านผมก็ยิ่งกลับมามองชีวิตตนเอง พอกลับมามองชีวิตตนเองก็รับรู้ได้ว่าปัญหานั้นเกิดจากค่านิยมที่ปลูกฝังกันมานั้นมันทำให้หลายๆอย่างแย่ลง

ทั้งพ่อแม่ที่สอนลูกให้ตั้งใจเรียน เกรดดีๆ จบมาจะได้มีงานที่มั่นคงทำ พอจบมาก็บอกให้ซื้อบ้านซื้อรถ เพื่อให้ ดู มั่นคง แล้วก็ก้มหน้าก้มตาใช้หนี้กันต่อไป ตามค่านิยม ยุคอุตสาหกรรม

ทั้งโรงเรียนเร่งสอนให้เรียนรู้วิชาการเรียนรู้โลกภายนอกจนเด็กไม่มีเวลาเรียนรู้ตนเอง ทั้งเรียนรู้รากเหง้า ทั้งเรียนรู้จิตใจของตนเอง ( โรงเรียนอนุบาลของเอกชนส่วนใหญ่ บังคับให้ครูเน้นปลูกฝังวิชาการ อีกทั้งเรียนพิเศษแก่เด็ก ไม่เน้นพัฒนาการ เด็กจะดูเหมือนเก่ง จบอนุบาลแต่เก่งกว่าเด็กประฐมต้น แต่พัฒนาการด้านร่างกาย สังคม วัฒนธรรมต่ำมาก โตมาก็จะมีวิจารณยานการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ น้อยกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงดูแบบดูกต้อง ควบคุมอารมณ์ยากกว่าเด็กปกติ เป็นปัญหาของสังคมต่อไป ) จะเห็นได้ว่า เด็กจบ ม.๖ มากกว่าร้อยละ ๙๐ ไม่รู้ว่าชอบอะไร อยากใช้ชีวิตอย่างไร และจะเห็นได้อีกว่าคนที่ประสบความสำเร็จอันดับต้นๆของประเทศ ร้อยละ ๙๐ รู้ว่าตนเองต้องการอะไรใจชีวิต ตั้งแต่ยังเด็ก
เด็กที่ยังไม่รู้จักตนเองจึงถูกปลูกฝังให้เข้าไปเป็นเครื่องมือของระบอบ อุตสาหกรรม ต่อไป

เราควบคุมอารมณ์ของตนเองยาก เหมือนดั่งเรายังเด็ก ตอนเด็กๆเราอยากได้ของเล่นแทบเป็นแทบตาย พอได้มาแล้วสามวัน เราก็เบื่อแล้วก็อยากได้ชิ้นใหม่ พอโตขึ้นของเล่นเราก็ชิ้นใหญ่ขึ้น เป็นกล้องรุ่นใหม่ มือถือใหม่ รถใหม่ บ้านใหม่ จนทำให้เราหลงระเริงอยู่กับวัตถุภายนอกไม่จบสิ้น ก้มหน้าก้มตาแสวงหาวัตุถ คิดว่าจะได้รับความสุขจากมัน แต่ก็ไม่เคยได้รับความสุขที่แท้จริง ซื้อรถใหม่มีความสุข รถสวยมีความสุข แต่หลังจากนั้นสามเดือนก็เริ่มทุกข์ กับการผ่อนรถ ทุกข์กับการอยากได้ของแต่งรถ ทุกข์กับค่าบำรุงรถ ทุกข์กับการขับรถ และสุดท้ายก็ทุกข์กับการอยากได้รถใหม่

สุดท้ายการเรียนรู้รากเหง้าของตนเอง เรียนรู้จิตใจและความต้องการส่วนลึกของตนเอง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่ง ถูกชักจูงโดยวัตถุ โฆษณา สังคม ได้ยากขึ้น ทำอะไรที่ตนเองอยากทำ ทำให้ประสบความสำเร็จง่ายขึึ้น และที่สำคัญ ได้รับอิสระ จากโลกวัตถุนิยม

เขียนเมื่อ 

ชอบอ่านมากๆๆ ค่ะ

เขียนเมื่อ 

ได้เรียนรู้อะไรต่างๆ มากมายจากบันทึกนี้...ทั้งภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ทัศนคติ ครรลองของชีวิต อ่านแล้วก็สะท้อนเข้ามาหาตนเองว่าเรากำลังเดินหลงทางอยู่หรือเปล่านะ?...

คงไม่น่า...เพราะเราเองก็ยึดหลักพุทธธรรมอยู่เช่นกัน อาจจะออกจากศีลธรรมไปบ้าง...

ขอบคุณบันทึกอันทรงคุณค่านี้มากมายเลยครับอาจารย์