The Year My Parents Went on Vacation : วิจารณ์

หนังเรื่อง The year my parents went on vacation ซึ่งผมดูแล้วก็ชอบขึ้นมาทันที โครงเรื่องนี้เกิดขึ้นในต้นของปี 1970 ในเมืองเซา เปาโล ประเทศบราซิล เมาโร เด็กชายวัย 12 ปี มีเหตุจำเป็นต้องจากพ่อและแม่ไป เพราะรัฐบาลในช่วงนั้นเป็นรัฐบาลทหาร ซึ่งรัฐบาลทหารตั้งใจจะกำจัดพวกฝ่ายซ้ายให้หมด โดยนัยยะนี้พ่อและแม่ของเมาโรเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง (political activists) สภาวะการเมืองในช่วงนั้นมีอยู่ 2 แบบ ซึ่งขัดกันอย่างถึงที่สุด กล่าวคือ 1. ความรู้สึกกลัว และการไล่ล่า หรือการทำร้ายกันในทางการเมือง 2. การที่ประเทศกำลังตื่นตัวเรื่องการที่ทีมฟุตบอลบราซิล กำลังจะได้แชมป์ฟุตบอลโลก ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก (เป็นการถ่ายทอดทางดาวเทียมครั้งแรกด้วย)

พ่อของเขาไม่สามารถจะดูแลลูกชายได้ จึงนำลูกชายไปให้ปู่ จึงขับรถจาก เบโล ฮอริซอนเต้ ไปที่เมืองเซาเปาโล และบอกกับลูกชายว่าพวกเขาจะไปพักร้อน และจะกลับมารับในวันแข่งขันฟุตบอลโลก แต่โชคร้ายเป็นอย่างยิ่ง ปู่ที่เป็นช่างตัดผม ได้เสียชีวิตในวันที่พ่อแม่มาส่งเมาโรพอดี สุดท้ายแล้วเมาโรต้องไปอยู่กับเซอร์โม ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านขี้เหงา ที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาเป็นชาวยิว ที่เคร่งศาสนา เวลาพูดออกไปก็พูดด้วยภาษาของชาวยิว (Yiddish) ซึ่งไม่คุ้นหูกับเมาโรเลย

เมาโรเป็นพวกคลั่งฟุตบอล และต้องการจะเป็นผู้รักษาประตู เขาค่อยๆปรับตัวกับเด็กๆที่อยู่แถวนั้น และเจอบุคคลหลายเชื้อชาติ เช่น ฮานนาเด็กผุ้หญิงอายุรุ่นเดียวกับเขา, Italo นักเรียนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองจากมหาวิทยาลัย Pontifical Catholic จากเมืองเซาเปาโล, Iree เป็นนักผสมเหล้าที่หน้าตาสวย และแฟนของ Iree ก็เป็นผู้รักษาประตูเช่นเดียวกัน (ที่เมาโรอยากเป็นผู้รักษาประตู ก็เพราะยึดแฟนของ Iree เป็นต้นแบบ)

ในที่สุดเมาโรก็ผิดหวัง เพราะพ่อแม่ของเขาไม่ได้กลับมาในวันที่บราซิลได้แชมป์ฟุตบอลโลก และไม่ได้ส่งข่าวอะไรมาให้เขาเลย ต่อมาเขาได้พบแม่ ที่กำลังป่วยเพราะถูกขังคุก เมาโรและแม่มีความสุข ในตอนสุดท้ายเขาและแม่ได้เนรเทศตนเองไปอยู่ที่อื่น

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้จะเห็นว่าฟุตบอล คือ สิ่งที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน เช่น กลุ่มนักศึกษาที่ต่อต้านรัฐบาลและมีแนวคิดสังคมนิยม เมื่อบราซิลลงเตะกับเชคโกสโลวาเกีย ประเทศหนึ่งที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม ก่อนเตะพวกเขาก็เชียร์ประเทศสังคมนิยมและยกย่องเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดสังคมนิยมแต่เมื่อบราซิลเริ่มทำประตูได้พวกนักศึกษาเหล่านั้นก็ลืมตัวพร้อมกับแหกปากตะโกนเชียร์ทีมชาติของเขาอย่างสนุกสนานเหมือนเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาลืมการแบ่งแยกทางความคิดและกาต่อต้านไปชั่วขณะ หรือกลุ่มคนชราชาวยิวที่เคร่งศาสนาแต่เมื่อบราซิลลงเตะพวกเขาก็พร้อมที่จะอ้าปากตะโกนดีใจและลืมตัวไป

การเชื่อมฟุตบอลกับมิตรภาพยังปรากฏให้เห็นในเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่เป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ ลักษณะเช่นนี้ก็คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ เมาโรกับเชอร์โมชายชราชาวยิวที่เขาเริ่มความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างแย่ แต่เมื่อชายชรานำสิ่งของที่เขาลืมไว้ที่บ้านเป็นชิ้นส่วนชองเล่นเกมฟุตบอลที่เขาลืมไว้ที่บ้านที่เบโล ฮอริซอนเต้ มาให้เขา มุมมองของเขากับชายชราเริ่มเปลี่ยนไปและกลายเป็นการเริ่มมิตรภาพต่างวัยที่เขาลืมไม่ลง ในขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของเมาโรกับฮานนาเด็กหญิงรุ่นเดียวกันก็สานสัมพันธ์ผ่านส่วนหนึ่งของฟุตบอล เมาโรสะสมสติ๊กเกอร์นักฟุตบอลและเป็นเรื่องปกติที่เขาขาดบางภาพและวันหนึ่งฮานนาก็ยื่นสิ่งหนึ่งมาให้เขาแล้วบอกว่าเป็นของขวัญวันเกิด เมาโรเปิดดูเห็นเป็นภาพสติ๊กเกอร์นักฟุตบอลที่เขาขาดอยู่รูปหนึ่งพอดี แต่เขาก็หันไปหาฮานนาและบอกว่าแต่วันเกิดของเขาไม่ใช่วันนี้ยังอีกนาน ฮานนาหันมาแล้วยักไหล่พร้อมกับเอ่ยปากบอกพร้อมรอยยิ้มว่า "แล้วไง" บางทีสัมพันธภาพที่หนังเจตนาบอกถึงการเติมเต็มแทนส่วนที่เมาโรหายไปจากการที่พ่อแม่เขาไม่อยู่และใช้ฟุตบอลเป็นตัวเชื่อมเข้าไว้ด้วยกันไม่ต่างกับชีวิตของชาวบราซิลส่วนใหญ่

จากหนังบางทีมันอาจบอกว่าประเทศบราซิลในช่วงเวลาที่ความสุขมาตรงเวลาก็คือการเป็นแชมป์บอลโลกภายใต้การนำของเปเล่ แต่สภาพของประเทศกลับอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม รัฐบาลรึก็เป็นเผด็จการ การปราบปรามนักศึกษาและพวกที่ไม่เห็นด้วยโดยกำลังเจ้าหน้าที่จับกุม บางทีถ้าทุกอย่างมาในเวลาพอดีกันความสุขที่ได้รับก็คงมากกว่านี้ เรียกได้ว่าเป็นสุขล้นใจ อย่างน้อยต้องขอชมผู้กำกับที่รู้จักทำให้เรื่องนี้ไม่เป็นสุขจนล้นใจ แม้ว่าหลายคนจะบอกว่าการคลั่งฟุตบอลเป็นสิ่งที่รัฐบาลเผด็จการชุดนั้นทำเพื่อปกปิดความเลวร้ายของพวกเขา ระหว่างความทรงจำที่ดีของการเป็นแชมป์โลกในครั้งนั้นออกจากความเป็นเผด็จการอย่างสิ้นเชิง

หากมองในแง่จิตวิทยา ผมอาจตีความว่า ฟุตบอลในหนังเรื่องนี้บางทีอาจเป็นเครื่องหมายของความเป็นพ่อในทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ก็ได้ ความรู้สึกที่เด็กๆทุกคนได้พบในช่วง 3-5 ปี ล้วนเกี่ยวข้องกับองคชาติ นั่นคือความรู้สึกรัก หวงแหน ต้องการความใกล้ชิดกับแม่ เด็กๆจะรู้สึกเกลียดชังทุกสิ่งที่จะมาเอาสิ่งที่ตนรักจากไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "พ่อ" ที่เป็นคู่รักจากแม่ นอกจากนี้ "พ่อ" ในทุกสังคมยังเป็นตัวแทนของระเบียบ หรืออำนาจ และการควบคุมสังคม พ่อจึงกลายมาเป็นตัวแทนการลงโทษที่เด็กทั้ง "เกลียด" และ "กลัว" พ่อจึงกลายมาเป็นตัวแทนของซูเปอร์อีโก้ (superego) ที่ทำให้เด็กต้องเหินห่างจากเป้าหมายแห่งรัก (love object) ในชีวิตของตนไป

ฟุตบอลจึงเป็นเครื่องหมายของความเป็นพ่อ ก็เพราะคุณพ่อรู้เรื่องนี้อย่างดีที่สุด (ในสังคมชายเป็นใหญ่) จัดการเชื่อมเมาโรกับคนรอบข้างได้อย่างแนบเนียน เป็นทั้งความหลากหลายทางแนวความคิด เป็นทั้งมิตรภาพที่ดำรงอยู่ เป็นทั้งการเมืองแบบเผด็จการ และเป็นทั้งการไล่ล่าบุคคลที่ต้องการเสรีภาพด้วย

หนังสืออ้างอิง

รักพงศ์. (2553). The Year My Parents went on Vacation: การเมือง ศาสนา ฟุตบอล และมิตรภาพ. http://www.oknation.net/blog/rukpong/2010/01/07/entry-1

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

พี่ชอบดูนะคะหนังที่เล่าเรื่อง "การเติบโต" ของเด็กผ่านเหตุการณ์สำคัญส่วนตัว และเหตุการณ์ใหญ่ (ฟุตบอล) ที่เชื่อมร้อยผู้คนเข้าด้วยกัน

ขอบคุณนะคะที่เขียนมาให้อ่าน พี่ได้เจอคอหนังใน G2K แล้ว

พี่ดูหนังเรื่อง The Book Thief หลายวันแล้ว กำลังหาหนังสือมาอ่าน อยากเขียนบันทึกเมื่อเรื่องนี้ค่ะ

เขียนเมื่อ 

เป็นหนังที่น่าดูมากเลยครับอาจารย์

ขอบคุณมากๆครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณนะคะ .... สอน ให้ข้อคิดและ เชื่อมโยงสิ่งต่างๆๆ เข้าด้วยกันนะคะ