หักลำจากชีวิตเสเพล

ผมเพิ่งกลับจากชุมพรเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีเรื่องอยากบันทึกไว้เป็นวิทยาทานและการบันทึกไว้เพื่อทบทวนความคิดที่ผ่านๆของชีวิต การไปชุมพรรอบนี้ ได้พบเพื่อน ๓ คน คนแรกไม่ได้พบกันประมาณ ๒๕ ปีเห็นจะได้ คนที่สองประมาณ ๑๕ ปี ส่วนคนที่ ๓ พบบ้างประปราย ปีละหน สองปีหน แล้วแต่ความสะดวก แต่ไม่ค่อยได้คุยอะไรมากมายเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว แต่รอบนี้มีเรื่องส่วนตัวเข้ามาด้วย ผมเป็นตัวเชื่อมให้ ๓ คนมาพบกัน โดยคนที่สามเป็นเพื่อนกับคนที่หนึ่ง คนที่สองและผม ส่วนคนที่หนึ่งกับสองนั้นไม่ได้เป็นเพื่อนกัน ผมนัดให้มาพบกันที่บ้านพี่สาว (ลูกพี่ลูกน้อง) อยู่ตำบลท่ายาง โดยพี่สาวทำขนมจีนเลี้ยง ผมหาซื้อข้าวเหนียว น้ำตก ส้มตำ ฯลฯ เลี้ยง เดิมทีเราจะนัดกันไปที่หาดทรายรี แต่เวลาและโอกาสของแต่ละคนไม่ตรงกัน ในเมื่อเพื่อนคนที่หนึ่งต้องการมาบ้านพี่สาวของผม ก็เลยโทรนัดรอบเดียว

เพื่อนคนที่หนึ่งนั้น เป็นตำรวจ อายุน้อยกว่าผมประมาณ ๓-๕ ปี เมื่อคราวสอบได้นั้น ต้องไปประจำอยู่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ ขณะนี้กลับมาประจำที่ชุมพรแล้ว ๕ ปี ทำธุรกิจสานต่องานของแม่ยายไปด้วยนั้นคือ เลี้ยงไก่เนื้อ เพื่อนคนที่สองทำงานบริษัท ส่วนเพื่อนคนที่สามรับเหมางานไฟฟ้า ช่างประจวบเหมาะ รถเราขับมาต่างทิศแต่มาบรรจบพร้อมกันที่วัดท่ายางกลาง จึงตามกันไปหลังวัดใกล้คลอง บ้านหลังนี้ผมชอบมาก มีศาลาริมยื่นจากตัวบ้านออกสู่ริมคลอง ทั้งหลังเป็นผลงานของลุงก่อนท่านจะเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็ง

ระหว่างอยู่บ้านพี่สาว เราคุยกันสนุกทีเดียว เสียงดังอีกต่างหาก แต่แปลกตรงที่ เรื่องราวการคุยเฮฮานั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแอลกอฮอล์เลย หลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว เราชวนกันไปดูฟาร์มเลี้ยงไก่ของเพื่อน แต่เพื่อนคนที่สองขอตัวไปทำธุระ ผมอาศัยรถของเพื่อนคนที่สามไป ระหว่างทางก็คุยไปเรื่อย ขากลับมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับชีวิตของเพื่อนคนนี้

เพื่อนคนนี้บรรพชาเป็นสามเณรภาคฤดูร้อนตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี เมื่อบวชแล้วจึงไปเรียนหนังสือปริยัติธรรมแผนกบาลีที่สำนักเรียนปริยัติธรรมวัดศาลาลอย (วัดเจ้าฟ้าศาลาลอย/วัดหลวงปู่สงฆ์) ปัจจุบันสำนักเรียนดังกล่าวปิดตัวแล้ว เพราะไม่มีการสานต่อ เหตุหนึ่งคือ อาจารย์ใหญ่สึกหาลาเพศไป สำนักเรียนแห่งนี้เคยเป็นที่กล่าวขานในวงการคณะสงฆ์ว่า เณรเล็กเณรน้อยมีความประพฤติค่อนข้างเรียบร้อย ขยันเรียนหนังสือฯลฯ เรียกว่าเป็นการดังชั่วข้ามคืน (๗ ปี) การเรียนปริยัติธรรมสายบาลีนั้น นอกจากจะต้องพยายามอยู่ในกฎระเบียบของสมณะเพศแล้ว ต้องเตรียมความพร้อมก่อนเข้าห้องเรียนทุกวันล่วงหน้าและทุกคน แต่เพื่อนคนที่ผมกล่าวถึงนี้เล่าให้ฟังว่า เขาไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่ก็ไปอยู่งั้นๆ เขามีโลกส่วนตัวสูง ประพฤติไม่ค่อยเรียบร้อย เขาเป็นคนรั้น ใครว่าอะไรเขาจะไม่สนใจ มีความเป็นตัวเองสูง เขาบวชเป็นสามเณรอยู่หลายปี สอบได้แค่ประโยค ๑-๒ จึงไม่ได้เป็นมหาเปรียญตามคติของสังคมคณะสงฆ์ เขาอยากจะสึกจึงไปขอลาสึกจากอุปัชฌาย์ แต่อุปัชฌาย์ไม่ให้สึก จึงประท้วงด้วยการไว้ผมยาวเลยบ่าแต่ยังนุ่งเหลืองห่มเหลือง ชาวบ้านเห็นก็นึกว่าเป็นเณรบ้า แต่แล้วเขาก็ได้สึกเมื่อมีเณรคนหนึ่งที่เจ้าอาวาสน่าจะเชื่อถือขอให้เขาสึก เขาจึงได้สึก เมื่อสึกแล้วทำอะไรไม่เป็น ไม่รู้จะทำอย่างไรกับสังคมนอกผ้าเหลือง ดีหน่อยตรงที่แม่มีที่ ๔๐ ไร่แถวกิโล (ทางไประนอง) พ่อไปทำเกษตรอยู่ จึงไปอยู่กับพ่อ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไร มีปืนก็ยิงนก ยิงกระรอกไป ที่ไม่ได้ทำอะไรเพราะทำอะไรไม่เป็น อยู่ในป่าแสนจะกันดาร น้ำก็ไม่มี ไฟก็ไม่มี อาหารก็หายาก ปัญหาสำคัญคือทำอะไรไม่เป็น ที่ผ่านมามีแต่คนเอาของมาให้กิน เขาเครียดกับชีวิตอยู่นาน จากนั้นก็เริ่มปรับตัวได้ ของที่พ่อปลูกไว้เริ่มได้ผล เขามีจักรยานยนต์หนึ่งคัน เมื่อชีวิตเริ่มดีขึ้น จึงเหลิงกับชีวิต เที่ยวเตร่ทุกอย่างที่วัยรุ่นใช้ชีวิต มั่วเรื่องเพศ เปลี่ยนคุู่นอนกับกลุ่มเพื่อน ยาเสพติดทุกอย่าง แหล่งบันเทิง ฯลฯ เรียกได้ว่า เป็นชีวิตที่สุดกู่จริงๆ (เขาเป็นลูกคนสุดท้อง) แต่แล้ววันหนึ่ง หลังจากใช้ชีวิตเสเพลในช่วงกลางคืน ตื่นตอนเช้าเห็นกลุ่มเพื่อนหญิงชายนอนก่ายกันไปก่ายกันมา เนื้อตัวล่อนจ้อน เสื้อผ้าอยู่คนละทิศละทาง กับแกล้ม อาหาร ฯลฯ เศษขยะเลอะเทอะ หน้าตาของแต่ละคนที่กำลังหลับไหล ดูไม่ได้เอาเสียเลย ขณะนั้นเอง มีข้อความนี้เกิดขึ้นในความคิดของเขา "สูเจ้า จงมาดูโลกอันตระการตา ดุจราชรถ ที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ (ไม่ติดข้อง/ไม่ข้องเกี่ยวในสิ่งนั้น)" เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ข้อความนี้มันผุดขึ้นมาเอง เขาไม่เคยท่องจำข้อความนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะเขาไม่เคยใส่ใจเรื่องการเรียน (ข้อความนี้เป็นภาษิตในศาสนาพุทธ อ่านที่มาจากนี้ได้) เขารู้สึกว่า ทำไมชีวิตมันเป็นอย่างนี้ ความคิดหลายอย่างก็ผุดขึ้น จากนั้นจึงเริ่มเปลี่ยนชีวิต หันมาทำงาน ทุกวันนี้เพื่อนๆกลุ่มนั้นเสียชีวิตกันไปหมดแล้ว เหลือแต่เขาคนเดียวที่ปลีกตัวออกมาก่อน

เวลานี้ เขาเป็นตัวหลักของครอบครัว มีลูก ๒ คน ภรรยาเลี้ยงลูก เขาเป็นตัวจักรสำคัญ มีทรัพย์สินพอสมควร ที่ผมสังเกตคือเขาจะให้ความสำคัญกับครอบครัวมากๆ เวลาคืองานกับครอบครัว ทำงานเร็ว อีกอย่างหนึ่งที่เขาพูดให้ฟังคือ เขามีลูกน้องหลายคน แต่ละคนนั้นเกเรพอควร ทำให้นึกถึงชีวิตของเขาที่ไม่ค่อยเชื่อฟังครูบาอาจารย์ในอดีต (ครูบาอาจารย์ที่กล่าวถึงนี้แตกต่างจากครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษา) เพิ่งรู้ว่าท่านเหนื่อยหนักกับเราแค่ไหน กับการไม่เอาใจใส่กับการศึกษา ข้อมูลดังกล่าวนี้เป็นข้อมูลที่เพื่อนเล่าให้ฟังระหว่างเดินทางจากนากระตาม มาบางหมาก สุดท้ายเพื่อนพามาดูที่พร้อมบ้านเก่าที่ซื้อไว้ เนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่ ติดคลองท่านางสังข์เขตเทศบาล ปรึกษาผมว่าจะทำอะไรดี ผมได้แต่บอกว่า ผมไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจ ทำอะไรไม่เป็นเหมือนกัน

ขอบคุณเพื่อนสำหรับประสบการณ์ที่ผ่านมา อย่างน้อยผมก็คิดว่า หนึ่งในหลายอย่างที่มีผลต่อการหักลำจากชีวิตเสเพลของเพื่อนนั้นคือศาสนาที่มีผลต่อจิตใจของอดีตสามเณรผู้เป็นตัวของตัวเองคนนั้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่า ประสบการณ์และความคิด



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เป็นบันทึกที่ทำให้ตระหนักคิด ถึงเรื่องราว อดีต ปัจจุบัน และอนาคตได้ดีทีเดียวครับ

ขอบคุณบันทึกดีๆครับ