​ความหมายและความสำคัญคำว่า กลุ่มตัวอย่าง( อาจารย์สุภัชชา พันเลิศพาณิย์)

ความหมายและความสำคัญคำว่า กลุ่มตัวอย่าง

อาจารย์สุภัชชา พันเลิศพาณิย์

๑.ความหมายคำว่า กลุ่มตัวอย่าง

กลุ่มตัวอย่าง(Sample) หมายถึง สมาชิกกลุ่มย่อย ๆ ของประชากรที่ต้องการศึกษา ที่นามา

  • เป็นตัวแทนเพื่อศึกษาคุณลักษณะของประชากรแล้วนาผลจากการศึกษาคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง(Statistic)ไปใช้อ้างอิงคุณลักษณะของประชากรได้(Parameter)(ปาริชาต สถาปิตานนท์.๒๕๔๖:๑๓o)
  • กลุ่มตัวอย่าง( Sample)หมายถึง กลุ่มคน สัตว์ สิ่งของหรือลักษณะทางจิตวิทยาที่เป็นตัวแทนของประชากรที่ทำวิจัยเพราะว่าบางครั้งผู้วิจัยไม่สามารถทำการศึกษาจากประชากรทั้งหมดได้เพราะมีสภาพยากแก่การเก็บการวิจัยและมีจำนวนมากเกินไปเช่นจะศึกษาเด็กป.๑ทุกคนในประเทศไทย ย่อมทำได้ยาก จึงจำเป็นต้องทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างแล้วใช้สถิติอ้างอิงถึงประชากร(รองศาสตราจารย์ดร.ชมบุญ ศรีสะอาด การวิจัยเบื้องต้น ฉบับพิมพ์ครั้งที่๙ แก้ไขเพิ่มเติม สุวีริยาสาส์น,๒๕๕๔,หน้า๓๖)
  • กลุ่มตัวอย่าง( Sample)หมายถึงกลุ่มที่ถูกเลือกขึ้นมาจากประชากรเพื่อใช้เป็นตัวแทนการศึกษาเช่นถ้าประชากรคือพระนิสิตคณะพุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กลุ่มตัวอย่างคือพระนิสิตคณะพุทธศาสตร์ชั้นปีที่๔(ฤทธิชัยแกมนาค;๕๘)
  • กลุ่มตัวอย่าง( Sample)หมายถึง หน่วยที่ผู้วิจัยเลือกมาจากประชากรเป็นตัวแทนของประชากรในการวิจัยตัวอย่าง เช่น

๑.ประชากร ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม๒.กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๕๕ จำนวน นักเรียน ๗๕ คน

สรุปได้ว่าการสุ่มตัวอย่าง หมายถึง วิธีการได้มาของกลุ่มตัวอย่างจากประชากรที่มีความเป็นตัวแทนที่ดี โดยในการดาเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างจะมีวิธีการสุ่มที่หลากหลายที่นำมาใช้ สอดคล้องกับคุณลักษณะของประชากร(นคร เสรีรักษ์และภรณี ดีราษฎร์วิเศษ. วิจัยไม่ใช่เรื่องยาก. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ๒๕๕๕ )

๒.ขั้นตอนการเลือกกลุ่มตัวอย่าง

ในการเลือกกลุ่มตัวอย่างควรดำเนินตามขั้นตอน ตั้งแต่

๒.๑ให้คำยามประชากรที่จะเลือกกลุ่มตัวอย่างว่าประชากรที่ศึกษาคืออะไร มีขอบเขตแค่ไหน สมาชิกเท่าไรเพราะว่างานวิจัยบางเรื่องอาจมีลักษณะสมาชิกไม่จำกัด เช่นประชากรดวงดาวในท้องฟ้า ประชากรนกในโลกซึ่งมักจะมีน้อยเรื่องหรือประชากรที่มีจำนวนสมาชิกจำกัด เช่น ประชากรนิสิต มหาวิทยาลัยนเรศวร พิษณุโลก ปีการศึกษา ๒๕๕oและในวิจัยบางเรื่องอาจมีลักษณะเฉพาะเจาะจง เช่นพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงรายซึ่งจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับผู้วิจัยเป็นผู้กำหนด เช่นอาจจะกำหนดว่าพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงรายระดับเจ้าอาวาสหรือรองเจ้าอาวาส เป็นต้น

๒.๒.ต้องกำหนดลักษณะของข้อมูลที่ต้องการรวบรวมโดยผู้วิจัยต้องกำหนดไว้ก่อนว่าต้องการทราบเรื่องใดบ้างและเรียงลำดับความสำคัญในเรื่องที่ต้องการทราบที่สัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับการวิจัยตามจุดมุ่งหมายในการวิจัยเรื่องนั้น

๒.๓.กำหนดวิธีการวัด หลังจากกำหนดวิธีการที่รวบรวมข้อมูลได้แล้วขั้นตอนต่อมาคือต้องพิจารณาเรื่องวิธีการวัด เครื่องมือที่จะใช้รวบรวมข้อมูลตามเทคนิคที่เหมาะสมกับเรื่องที่ทำการวิจัย

๒.๔.กำหนดหน่วยของการสุ่มตัวอย่าง โดยก่อนที่เลือกกลุ่มตัวอย่างต้องมีการกำหนดหน่วยของการสุ่มตัวอย่างให้ชัดเจน โดยต้องสุ่มจากหน่วยตัวอย่างนั้นและใช้หลักการวิเคราะห์จากข้อมูลของหน่วยกลุ่มตัวอย่างที่ได้มาหาค่าสถิติในการทดสอบสมมุติฐาน ตัวอย่างเช่น

-ถ้าประชากรที่ต้องการศึกษาคือนักเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่๖ในเขตการศึกษา๑o หน่วยการสุ่มตัวอย่างจึงเป็นนักเรียน การสุ่มต้องสุ่มจากรายชื่อนักเรียนจำนวนทั้งหมดตามจำนวนที่ต้องการในการวิเคราะห์หาค่าสถิติก็ใช้คะแนนนักเรียนแต่ละคน

-ถ้าประชากรที่ต้องการศึกษาเป็นโรงเรียน หน่วยการสุ่มตัวอย่างก็คือโรงเรียน จะต้องสุ่มตัวอย่างจากรายชื่อโรงเรียนทั้งหมดและวิเคราะห์ค่าสถิติใช้คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่๖แต่ในบางกรณีผู้วิจัยบางคนอาจใช้วิธีการสุ่มโดยใช้โรงเรียนหรือห้องเรียนหรือจังหวัดเป็นการสุ่มขั้นแรกเพื่อต้องการความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลหลักจากนั้นใช้นักเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม ใช้คะแนนของนักเรียนแต่ละคนในการวิเคราะห์ข้อมูล การสุ่มลักษณะนี้เป็นการสุ่มที่ไม่สมบูรณ์แต่สะดวกกับผู้วิจัย

๒.๕.วางแผนเลือกกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยต้องทราบว่าจะเลือกใช้วิธีการใดในการสุ่มตัวอย่าง ใช้ประชากรเท่าใดในการสุ่มเพื่อหาตัวแทนที่ดีของประชากรและต้องพิจารณาค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการเก็บข้อมูลควบคู่ไปด้วย

๒.๖.ทำการเลือกกลุ่มตัวอย่าง เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะเลือกกลุ่มตัวอย่างจริงในรายงานการวิจัยต้องระบุประชากรและกลุ่มตัวอย่างให้ชัดเจน (รองศาสตราจารย์ดร.ชมบุญ ศรีสะอาด.๒๕๕๔;๓๗-๓๘)ตัวอย่างเช่น

- วิจัยเชิงคุณภาพเรื่อง พระสงฆ์กับการเมืองท้องถิ่นกรณีศึกษาเทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย ประชากรคือพระสงฆ์ที่เป็นเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาสที่อยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงรายจำนวน๓๔วัดและประธานชุมชนในเขตเทศบาลนครเชียงรายจำนวน๖๒ ชุมชน กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น ๒ กลุ่มคือ

กลุ่มที่๑ พระสงฆ์ที่เป็นเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาสที่อยู่ในเขตเทศบาลนครเชียงรายจำนวน ๑๗ รูปใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจงโดยแบ่งตามประเภทวัดคือ พระอารามหลวง วัดราษฎร์และสำนักสงฆ์

กลุ่มที่๒ประธานชุมชนในเขตเทศบาลนครเชียงรายจำนวน ๑๗ คนโดยแบ่งตามขนาดชุมชน ที่มีขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขาดเล็ก(สุภัชชา พันเลิศพาณิย์,๒๕๕๖;๔๓-๔๔)

๓.การกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ต้องพิจารณาถึง

๓.๑ธรรมชาติของประชากร ถ้าประชากรมีความเป็นเอกพันธ์(Homogeneity) มากคือประชากรในทุก ๆ หน่วยมีคุณลักษณะ/โครงสร้างที่คล้ายคลึงกัน ความแตกต่างจะมีน้อย ค่าความแปรปวนจะน้อยตาม สามารถใช้กลุ่มตัวอย่างน้อยได้แต่ถ้าประชากรมีลักษณะเป็นวิวิธพันธ์ (Heterogeneity)คือประชากรในแต่ละหน่วยมีคุณลักษณะและโครงสร้างที่แตกต่างกัน ทำให้สมาชิกมีความแตกต่างกันมาก ความแปรปวนก็มากตามจึงต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากเพื่อให้งานวิจัยที่ผู้วิจัยศึกษาอยู่มีความเที่ยงตรงและน่าเชื่อถือที่สุด

๓.๑ ลักษณะของเรื่องที่ทำการวิจัย งานวิจัยบางประเภทไม่ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างมากเพราะจะทำให้เกิดผลดีมากกว่าผลดี เช่น งานวิจัยเชิงทดลอง เพราะว่ายากต่อการควบคุมสภาพการทดลองหรือการวิจัยที่ใช้วิธีการสัมภาษณ์รายบุคคลจะใช้กลุ่มตัวอย่างแบบถามตอบ เป็นต้น

ในการกำหนดกลุ่มตัวอย่างทำได้หลายวิธี เช่น การกำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ การใช้สูตรคำนวณหรือการใช้สุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของkrejcie และ Morgan

๔.วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่าง

อาจจำแนกได้เป็น๒ประเภทใหญ่ๆคือก.การสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ความน่าจะเป็น (Probability Sampling)และข.แบบที่ไม่ใช้ความน่าจะเป็น(Non-probability Sampling)

ก.ประเภทการสุ่มตัวอย่างที่ใช้ความน่าจะเป็น(Probability Sampling) เป็นการสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่สมาชิกทุก ๆ หน่วยของประชากรมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันที่จะเป็นตัวแทนที่ดีที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย โดยข้อมูลที่รวบรวมแล้วนามาทดสอบนัยสาคัญทางสถิติที่ใช้สถิติเชิงอ้างอิงแล้วผลการวิจัยสามารถอ้างอิงไปสู่ประชากรของการวิจัยได้ มีวิธีการสุ่ม ดังนี้(Nachmias and, Nachmias ,๑๙๙๓ :๑๗๗-๑๘๕ )

๔.๑.การสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย(Simple Random Sampling) เป็นการสุ่มที่สมาชิก

ทุกหน่วยของประชากรที่มีจำนวนไม่มากนักแต่มีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นอิสระจากกันที่จะได้เป็นกลุ่มตัวอย่าง เหมาะสมสาหรับใช้กับประชากรที่มีสภาพคล้ายคลึงกัน จำแนกเป็น ดังนี้

๔.๑.๑. การสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีจับสลาก(Lottery) เป็นการสุ่มตัวอย่างจากประชากรที่มีจำนวนน้อย ๆ และต้องการจำนวนตัวอย่างน้อย ๆ(Koul,๑๙๘๔ : ๑o๘) มีขั้นตอน ดังนี้

๑) กำหนดหมายเลขประจาตัวให้แก่สมาชิกทุกหน่วยในประชากร

๒) นำหมายเลขประจำตัวของสมาชิกมาจัดทำเป็นฉลาก

๓) จับฉลากขึ้นมาทีละหมายเลขจนกระทั่งครบจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการ โดยฉลากที่จับมาแล้วจะต้องนำใส่คืนเพื่อให้จำนวนประชากรที่สุ่มมีจำนวนเท่าเดิม ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมกันในการได้รับการสุ่มเป็นกลุ่มตัวอย่าง แต่ในกรณีที่ไม่ใส่คืนจะทำให้กลุ่มตัวอย่างมีโอกาสมากขึ้นในการสุ่ม

๔.๑.๒การสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีใช้ตารางเลขสุ่ม(Table of Random Numbers)

เป็นการสุ่มตัวอย่างที่มีขนาดใหญ่โดยใช้ตารางเลขสุ่มที่กำหนดขึ้นจากคอมพิวเตอร์ที่ไม่ต้องจัดทำสลาก มีขั้นตอน ดังนี้

๑.) กำหนดหมายเลขประจำตัวให้แก่สมาชิกทุกหน่วยในประชากรที่ต้องการศึกษาใส่หมายเลขกับรายชื่อเรียงตามลับจากหมายเลขน้อยไปหาหมายเลขมาก

๒) สุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเลขสุ่มที่สอดคล้องกับจำนวนประชากรโดยกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการศึกษา(ประชากรมีจานวนเต็มสิบใช้เลข๒ หลัก,เต็มร้อยใช้เลข ๒หลักเป็นต้น)

๓) อ่านตารางสุ่ม( ดร.ฤทธิชัย แกมนาค ศึกษาอิสระ ๒๕๕๕ หน้า๖๑)

ข้อดีของการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย(นงลักษณ์ วิรัชชัย,๒๕๔๓ : ๑๓๙)

๑) เป็นวิธีการที่นามาใช้ค่อนข้างมาก เนื่องจากมีวิธีการที่ไม่ซับซ้อน และ

๒)การประมาณค่าความคลาดเคลื่อนทำได้ง่าย ไม่ต้องใช้สูตรปรับแก้เมื่อใช้การสุ่มด้วยวิธีการอื่น

ข้อเสียของการใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย

(๑) ถ้าประชากรมีจำนวนสมาชิกมาทำให้การเตรียมรายละเอียดที่ถูกต้องค่อนข้างยาก จะต้องใช้เวลามาก แรงงานและงบประมาณสูง หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงสมาชิกระหว่างการเตรียมการทำให้ได้รายชื่อสมาชิกที่ไม่ถูกต้อง

(๒) ลักษณะของประชากรมีลักษณะเป็นวิวิธพันธ์คือประชากรในแต่ละหน่วยมีคุณลักษณะและโครงสร้างที่แตกต่างกัน ทำให้สมาชิกมีความแตกต่างกันมาก เพราะจะทำให้ไม่ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีความครอบคลุม หรือเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร

๔.๒ การสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ(Systematic Random Sampling) เป็นการเลือกสุ่มตัวอย่างที่ใช้กับประชากรที่มีจำนวนมาก และรายชื่อของสมาชิกได้เรียงลาดับตามตัวอักษรหรือจัดเรียงไว้เป็นระบบอยู่แล้ว เช่น รายชื่อนักศึกษาแต่ละห้อง บ้านเลขที่ เป็นต้น(ฤทธิชัย แกมนาค,๒๕๕๕;๖๕)

ข้อดีของการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ(นงลักษณ์ วิรัชชัย,๒๕๔๓ : ๑๔๘)

๑) เป็นวิธีการสุ่มที่ใช้ได้ง่าย เพียงแต่มีรายชื่อของประชากรที่เรียงลาดับแบบสุ่ม จะทาให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะใกล้เคียงกับการสุ่มอย่างง่าย

๒) การเรียงลำดับรายชื่อของประชากรเป็นการเรียงอย่างเป็นระบบ

ข้อเสียของการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ

เพราะว่าใช้วิธีการแบบเรียงลำดับตามรายชื่อของประชากรที่เป็นระบบมากกว่าการสุ่ม และถ้ากลุ่มย่อยของประชากรมีการเรียงลำดับในลักษณะเดียวกันทำให้การสุ่มสมาชิกที่เป็นตัวแทนของกลุ่มย่อยเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างจะมีความซ้ำซ้อนไม่เป็นกลุ่มตัวอย่างสุ่มที่มีความครบถ้วนตามคุณลักษณะของประชากร ทำให้การประมาณค่าพารามิเตอร์หรือการทดสอบสมมุติฐานไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๔.๓ การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ(Stratified Random Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างจากประชากรที่มีจำนวนมากและมีความแตกต่างกันระหว่างหน่วยสุ่มที่สามารถจำแนกออกเป็นชั้นภูมิ(Stratum) เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มีความครบถ้วนและครอบคลุม จะต้องดำเนินการสุ่มกลุ่มตัวอย่างจากชั้นภูมิ มีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้

๔.๓.๑ ศึกษาลักษณะของประชากรที่จะศึกษาอย่างละเอียดว่าคุณลักษณะใดที่จะส่งผลต่อตัวแปรที่จะศึกษาตัวแปรใดบ้าง และคุณลักษณะนั้น ๆ สามารถที่จำแนกออกเป็นกลุ่มย่อยได้หรือไม่ อาทิ เพศ ระดับการศึกษา อาชีพ เป็นต้น

๔.๓.๒ จำแนกประชากรออกเป็นชั้นภูมิตามคุณลักษณะของกลุ่มย่อยโดยกำหนดให้สมาชิกในแต่ละกลุ่มย่อยมีความคล้ายคลึงกันให้มากที่สุด และให้มีความแตกต่างระหว่างกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มให้มากที่สุดเช่นเดียวกัน(ไม่ควรมีจานวนชั้นมากเกินไปเพราะจะต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก มิฉะนั้นจะทำให้ลักษณะที่ศึกษามีความถูกต้อง เชื่อถือได้น้อย)

๔.๓.๓ สุ่มตัวอย่างจากกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่ม เพื่อเป็นสมาชิกของกลุ่มตัวอย่างที่จะศึกษาตามสัดส่วน(Proportional Allocation) กล่าวคือ ชั้นใดมีประชากรมากควรได้รับการสุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนที่มากกว่า แต่ถ้ากลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มมีจำนวนที่แตกต่างกันมากควรคำนึงถึงเหตุผลเพื่อให้ได้จำนวนที่เหมาะสมและมีความครอบคลุมลักษณะประชากรที่ไม่จำเป็นต้องใช้สัดส่วนก็ได้(Disproportional Allocation)

(อาธง สุทธาศาสน์, ๒๕๒๗: ๑๒o-๑๒๑)

ข้อดีของการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ(นงลักษณ์ วิรัชชัย,๒๕๔๓ : ๑๓๙)

๑) ได้กลุ่มตัวอย่างที่มีคุณลักษณะที่ครอบคลุมทุกลักษณะของประชากรอย่างเป็นระบบ และช่วยลดความคลาดเคลื่อนแต่ไม่ต้องลดขนาดของกลุ่มตัวอย่างเหมือนวิธีการสุ่มอย่างง่ายทำให้การทดสอบทางสถิติมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ข้อเสียของการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ

๑) ถ้าจำนวนตัวแปรที่ใช้มีมากเกินไปจะทาให้มีจำนวนชั้นที่มากและยุ่งยากในการแบ่งชั้น หรือทาให้สมาชิกของแต่ละชั้นอาจมีจานวนน้อยไม่เพียงพอ และจะต้องเสียเวลาและใช้ค่าใช้จ่ายสูง

๒) ในการประมาณค่าความคลาดเคลื่อนจะต้องใช้สูตรการปรับแก้สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่ค่อนข้างซับซ้อน

๔.๔ การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม(Cluster Random Sampling) เป็นการสุ่มกลุ่มตัวอย่างจากประชากรที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความยุ่งยากในการจัดทำกรอบของประชากร หรือเป็นประชากรที่มีการรวมกลุ่มอยู่แล้วตามธรรมชาติ(ตามสภาพภูมิศาสตร์/ชั้นเรียน)(Gall,Brog and Gall,๑๙๙๖ : ๒๒๗)โดยมีลักษณะในภาพรวมของแต่ละกลุ่มที่คล้ายคลึงกัน แต่ภายในกลุ่มจะมีความแตกต่างหรือความหลากหลายอย่างครบถ้วน เพื่อให้ความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่าพารามิเตอร์ของประชากรลดลง มีขั้นตอนการดาเนินการ ดังนี้

๔.๔.๑ ศึกษาลักษณะเบื้องต้นของประชากรแล้วจำแนกประชากรออกเป็นกลุ่มย่อยโดยที่เน้นความแตกต่างภายในกลุ่มที่แตกต่างกันคล้ายประชากร แต่จะมีความคล้ายคลึงกันระหว่างกลุ่มตัวอย่างสุ่มและกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มโดยการจับฉลากที่ระบุชื่อกลุ่มตัวอย่างแล้วระบุจำนวนกลุ่มตัวอย่าง

ข้อดีของการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม มีดังนี้(นงลักษณ์ วิรัชชัย,๒๕๔๓ : ๑๔๖-๑๔๗)

  • -ประหยัดเวลา แรงงานและงบประมาณในการเตรียมการและดำเนิน

การข้อเสียของการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม

- ประสิทธิภาพของกลุ่มตัวอย่างมีประสิทธิภาพต่ำ เนื่องจากภายในกลุ่มแต่ละกลุ่มที่แบ่งกลุ่มยังมีความเป็นเอกพันธ์ค่อนข้างสูงจะทาให้ความคลาดเคลื่อนมาตรฐานมีค่าสูงมากขึ้น และจะต้องใช้สูตรการปรับแก้ที่จะทำให้ได้ค่าประมาณพารามิเตอร์ที่สูงขึ้นและการทดสอบสมมุติฐานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

๔.๕.การสุ่มแบบหลายขั้นตอน(Multi-stage Sampling) เป็นการสุ่มตัวอย่างที่มีหลายขั้นตอน มีลักษณะคล้าย ๆ กับการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มที่มีหลายขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้นกลุ่มใหญ่ที่สุดจนกระทั่งสิ้นสุดที่กลุ่มตัวอย่างที่ต้องการตามความเหมาะสม ดังนั้นการสุ่มแบบหลายขั้นตอนในบางครั้งนักวิชาการจึงเรียกว่าการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มหลายชั้น(Multi-stage Cluster Sampling)(May,๑๙๙๗ :๑๘) หรือเป็นการสุ่มตัวอย่างที่ใช้หลากหลายวิธีการในการสุ่มเพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชากรที่ซับซ้อนและมีความสอดคล้องกับความต้องการภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด ซึ่งมีการดำเนินการตั้งแต่ ๓ ขั้นขึ้นไปตัวอย่าง เช่นประชากรที่ศึกษาคือพระสงฆ์ในเขตเทศบาล ขั้นแรกสุ่มจังหวัด ขั้นที่สองสุ่มวัด และขั้นที่สามสุ่มเฉพาะพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ในวัดที่สุ่มได้ เป็นต้น แต่ก็มีข้อเสียก็คือจะมีความคลาดเคลื่อนมากกว่าการสุ่มแบบธรรมดา

ข. การสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช้ความน่าจะเป็น(Non-probability Sampling) เป็นการเลือกโดยไม่ใช้วิธีการสุ่มแต่อาจจะเกิดเนื่องจากเป็นการวิจัยที่ศึกษาจากกลุ่มที่เฉพาะเจาะจงหรือมีคุณลักษณะที่สอดคล้องกับประเด็นหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ หรือเนื่องจากสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องมีการสุ่มด้วยวิธีการนี้ ในบางครั้งเรียกการสุ่มประเภทนี้ว่า "การคัดเลือก(Selection)" จำแนกได้ ดังนี้เลือกกลุ่มตัวอย่างที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงตามหลักการของเหตุผลโดยให้มีความสอดคล้องกับปัญหาการวิจัย/จุดประสงค์นั้น ๆ แต่จะต้องมีการวางแผน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง และการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ดี/เป็นตัวแทนปราศจากความลำเอียง แต่ผลการวิจัยจะไม่สามารถสรุปอ้างอิงไปสู่ประชากรโดยทั่วไปได้ อาทิ การศึกษาวิธีการเรียนร่วมของเด็กพิเศษกับเด็กปกติในสถานศึกษา ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างที่นามาศึกษาจะศึกษาเฉพาะเจาะจงในสถานศึกษาที่มีการเรียนร่วมของเด็กพิเศษกับเด็กปกติเท่านั้น เป็นต้น หรือการคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญในการใช้เทคนิคเดลฟายที่จะต้องมีเกณฑ์พิจารณาอย่างชัดเจน มิฉะนั้นผลสรุปที่ได้อาจจะไม่น่าเชื่อถือ ฯลฯ

การสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ใช้ความน่าจะเป็น(Non-probability Sampling)แบ่งได้เป็น ๕วิธี

๔.๒.๑.วิธีการคัดเลือกแบบบังเอิญ(Accidental Selection) เป็นการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยบังเอิญพบหรือไม่เฉพาะเจาะจง แต่กลุ่มตัวอย่างมีลักษณะเบื้องต้นบางประการที่สอดคล้องกับลักษณะของกลุ่มตัวอย่างที่กาหนดไว้ หรือเลือกบุคคลที่อยู่ใกล้ชิด หาได้ง่ายที่สุดเป็นตัวอย่างเพื่อให้ประหยัดเวลา แรงงาน และงบประมาณ(Bailey.๑๙๘๗ : ๙๓)อาทิ การสำรวจเหตุผลการมาโรงเรียนแต่เช้าของนักศึกษาที่มาโรงเรียน ๒oคนแรก เป็นต้น ที่จะเป็นเพียงข้อค้นพบเบื้องต้นที่จะใช้เป็นแนวทางในการศึกษา/วิจัย ต่อไป โดยที่เคอริงเจอร์(Kerlinger๑๙๗๓:๑๒๙) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า "ถ้าสามารถเลือกใช้วิธีการสุ่มแบบอื่นได้ก็ไม่ควรใช้การสุ่มแบบนี้เนื่องจากไม่ทราบจานวนประชากรที่แท้จริง"

๔.๒.๒ วิธีการคัดเลือกแบบกำหนดโควต้า(Quota Selection) เป็นการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยการกำหนดสัดส่วนของจำนวนกลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มตามคุณลักษณะที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างชัดเจน แล้วเลือกตัวอย่างที่มีลักษณะดังกล่าวให้ครบตามจำนวนที่กำหนดให้เท่านั้นเช่นเดียวกับการเลือกแบบบังเอิญ อาทิ กำหนดสัดส่วนของนักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่างให้ข้อมูลจำแนกตามชั้นปี เป็นปีที่ ๑: ปีที่ ๒ : ปีที่ ๓ : ปีที่ ๔ ดังนี้ ๓๕ : ๓o : ๒o :๑๕ เป็นต้น

๔.๒.๓.วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง(Purposive Sampling) ผู้วิจัยต้องใช้ดุลยพินิจว่าสมาชิกกลุ่มใดน่าจะเป็นตัวแทนที่ดีแล้วเลือกเอาสมาชิกกลุ่มนั้นแต่ก็มีข้อเสียที่ดุลยพินิจนั้นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่ทำการวิจัย

๔.๒.๔ วิธีการคัดเลือกแบบตามสะดวก(Convenience Selection) เป็นการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่หาหรือพบได้ง่าย อาทิ กลุ่มตัวอย่างจากการตอบแบบสอบถามที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์/นิตยสาร หรือประชากรคือพนักงานในองค์กรตน นักเรียนในโรงเรียนที่ตนทำงานอยู่ เป็นต้น(รองศาสตราจารย์ดร.บูญชม ศรีสะอาด,๒๕๕๔;๔๕)

๔.๒.๕.วิธีการคัดเลือกแบบอาสาสมัคร(Voluntary Selection) เป็นการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างจากสมาชิกที่อาสาเข้ามามีส่วนร่วมเป็นหน่วยตัวอย่างด้วยความเต็มใจที่มีเหตุผลแตกต่างกัน อาทิ ต้องการได้รับสิ่งตอบแทน/ความเต็มใจ เป็นต้น

ข้อเสียการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็น มีดังนี้(บุญเรียง ขจรศิลป์๒๕๓๙ ; นงลักษณ์ วิรัชชัย,๒๕๔๓ : ๑๕๑: ๔๙ )

๑) ในการสรุปผลการวิจัยจะทำได้เฉพาะกลุ่มตัวอย่างแต่จะอ้างอิงผลการวิจัยจากกลุ่มตัวอย่างไปสู่ประชากรทำได้ยาก นอกจากกลุ่มตัวอย่างจะมีลักษณะที่สอดคล้องกับประชากรเป็นย่างมาก โดยการเปรียบเทียบลักษณะของกลุ่มตัวอย่างที่คล้ายคลึงกับประชากร แต่ปัญหาที่สำคัญในการเปรียบเทียบ คือ ขาดข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของประชากร และต้องใช้ข้อมูลจากการวิจัยของผู้อื่นที่ทาให้ไม่สามารถยืนยันความเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรได้

๒) การได้มาของกลุ่มตัวอย่างจะขึ้นกับการพิจารณาของผู้วิจัยและองค์ประกอบที่ไม่สามารถควบคุมได้ และไม่มีวิธีการที่จะทราบความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการสุ่มนี้ได้

หลักการในการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร

เพื่อให้การวิจัยมีความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น มีหลักการในการปฏิบัติดังนี้

-หน่วยกลุ่มตัวอย่างจะต้องได้รับการสุ่ม/เลือกอย่างมีระเบียบแบบแผนและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน

- หน่วยกลุ่มตัวอย่างจะได้รับการระบุและกำหนดความหมายได้อย่างถูกต้อง และชัดเจน

- หน่วยกลุ่มตัวอย่างแต่ละหน่วยจะต้องเป็นอิสระซึ่งกันและกัน และหนึ่งหน่วยตัวอย่างจะมีโอกาสได้รับการสุ่มเข้าสู่กระบวนการวิจัยเพียงครั้งเดียว

- หน่วยกลุ่มตัวอย่างใดที่ได้รับการสุ่ม/เลือกแล้วจะไม่สามารถสับเปลี่ยนกับผู้อื่นให้แทนตนเองได้ และใช้หน่วยกลุ่มตัวอย่างเดียวตลอดงานวิจัยเสร็จสิ้น

  • - ใช้เทคนิควิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่ถูกต้องและเหมาะสมกับการได้ข้อมูลในงานวิจัยอย่างถูกต้อง ครอบคลุมและครบถ้วน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องสั้นกระต่ายใต้เงาจันทร์



ความเห็น (0)