นักศึกษาพยาบาลจำเป็นต้องมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เนื่องจากปัญหาผู้ป่วยมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งผู้ป่วยฝ่ายกายและรวมถึงผู้ป่วยฝ่ายจิต ดังนั้นการสอนทางการพยาบาลจำเป็นต้องใช้กลวิธีการสอนเชิงรุก (Active learning) แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย

การจัดการเรียนการสอนโดยวิธีการสะท้อนคิด (Reflective thinking)

โดย...กลุ่มวิชาสุขภาพจิตและการพยาบาลจิตเวช

กระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคแห่งความเป็นโลกาภิวัตน์ การสร้างความพร้อมของอาจารย์พยาบาลที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ท้าทายศักยภาพและความสามารถของอาจารย์พยาบาล ที่จะสร้างนวัตกรรมทางการเรียนรู้ในลักษณะต่างๆ ให้เกิดขึ้นซึ่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ. ศ. 2545 ได้ปฏิรูปการศึกษาทุกระดับ เน้นการปรับปรุงหลักสูตรและปรับเปลี่ยนวิธีการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น และเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมไทย โดยกำหนดแนวการจัดการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษาไว้ในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้ 1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล 2) ฝึกทักษะกระบวนการคิดการจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา และการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง การคิดและการสอนคิด เป็นเรื่องที่สำคัญในการจัดการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนได้มีคุณภาพการคิดขั้นสูง (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2556) กอปรกับการปฏิบัติงานในวิชาชีพพยาบาล พยาบาลจำเป็นต้องมีทักษะในการคิดแก้ปัญหาและตอบสนองความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ความต้องการที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการดูแลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางและปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยใช้การปฏิบัติการพยาบาลตามหลักฐานเชิงประจักษ์ (Chan, 2013) การจัดการศึกษาพยาบาลมีเป้าหมายสำคัญคือ การพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเองและมีการคิดอย่างมีวิจารณญาณ โดยการคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นหนึ่งในการคิดขั้นสูงเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา (Problem solving) และการตัดสินใจทางคลินิก (Clinical decision making) (ลัดดาวัลย์ ไวยสุระสิงห์และสุภาวดี นพรุจจินดา, 2554) อาจารย์พยาบาลจึงควรตระหนักถึงการนำการคิดอย่างมีวิจารณญาณมาใช้เป็นฐานคิด ในการออกแบบจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาทักษะดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ผู้เขียนมีความประสงค์ที่จะพัฒนาการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมกระบวนคิดอย่างมีวิจารณญาณ เนื่องจากกระบวนการคิดนั้นไม่ได้เป็นเนื้อหาที่ครูผู้สอนจะสามารถเห็น และนำไปเป็นแนวทางในการสอนให้ประสบผลสำเร็จได้ง่าย จากสภาพความเป็นจริงของการจัดการศึกษานักศึกษาพยาบาลมีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณตํ่ากว่าเป้าหมายที่กำหนด กล่าวคือนักศึกษาพยาบาลมีความสามารถการคิดอย่างมีวิจารณญาณในระดับปานกลาง (ธัญพร ชื่นกลิ่น และวัชรา เล่าเรียนดี, 2555;ทองสุข คำชนะและคณะ, 2548) ดังนั้น หากอาจารย์พยาบาลยังคงใช้วิธีสอนแบบบรรยายหรือแบบดั้งเดิม สอนให้นักศึกษาพยาบาลเรียนรู้โดยการท่องจำให้ขึ้นใจ อาจส่งผลให้ นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่ ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดไม่เป็น และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ขาดการใฝ่รู้ และการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต จากผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า อาจารย์พยาบาลจำเป็นต้องพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาพยาบาลให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้น นักศึกษาพยาบาล จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถในการตัดสินใจทางคลินิก (Gerdeman, Lux, &Jacko, 2012) ซึ่งประกอบด้วยการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการเข้าใจภาพรวมโดยผสมผสานประสบการณ์และความรู้ที่ได้เรียนมาสู่การปฏิบัติ ตลอดจนความสามารถในการใช้เหตุผลทางคลินิกและการพยาบาลที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ สำหรับสังคมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี และการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา จากเหตุการณ์หลายอย่างรอบๆ ด้านที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีกระบวนการพิจารณ์เหตุการณ์เหล่านั้น โดยใช้ทักษะทางปัญญาในการไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ด้วยการพินิจพิเคราะห์สรุปและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นการคิดที่ดีและมีคุณภาพ เพราะเป็นการคิดอย่างมีทิศทางและมีเป้าหมาย โดยคำนึงเหตุและผลมาประกอบการตัดสินใจและลงข้อสรุปได้อย่างน่าเชื่อถือ การฝึกการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ควรจะเริ่มแต่เนิ่นๆ เพราะเป็นการคิดที่พัฒนาได้ โดยผ่านประสบการณ์และการปฏิบัติ (Castledine, 2010 cited in Chan, 2013)

สำหรับการปฏิบัติการพยาบาลในคลินิกนั้น นักศึกษาพยาบาลจำเป็นต้องมีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เนื่องจากปัญหาผู้ป่วยมีความซับซ้อนขึ้น ทั้งผู้ป่วยฝ่ายกายและรวมถึงผู้ป่วยฝ่ายจิต ผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องการการดูแลระยะยาว และการดูแลที่บ้าน ดังนั้นการสอนทางการพยาบาลจำเป็นต้องใช้กลวิธีการสอนเชิงรุกแบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ซึ่งผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ไม่ต้องการเรียนแบบท่องจำที่เป็นการจำจากความรู้เชิงทฤษฎีมาสู่การปฏิบัติ วิธีการเรียนการสอนที่สามารถพัฒนากระบวนการคิดของ ผู้เรียนและช่วยลดช่องว่างระหว่างความรู้ทางทฤษฎี และการปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ทางทฤษฎีที่เรียนมา ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ได้แก่ การเรียนโดยใช้แผนที่แนวคิด (concept mapping) การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการสะท้อนคิดด้วยตนเอง (self reflection) เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาและการปฏิบัติงานของตน การใช้กรณีศึกษา (case study) และอื่นๆ ทั้งนี้วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ผู้เขียน จะนำเสนอเพื่อที่จะช่วยห้นักศึกษาพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ดีก็คือการสะท้อนคิด (Reflective thinking)

การสะท้อนคิด (Reflective thinking)

การสะท้อนคิด เป็นกระบวนการตรวจสอบภายในและค้นหาสิ่งที่ตนเองสนใจซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยจะมีการสร้างและแยกแยะความหมายของสิ่งต่างๆ ออกมาให้ชัดเจน เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมุมมองใหม่ และแนวคิดใหม่ (Boyd,&Fales, 1983) ซึ่งการสะท้อนคิดมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับจุดเน้น เช่น การสะท้อนคิดที่เน้นเวลาเป็นหลัก และการสะท้อนคิดที่เน้นเนื้อหาเป็นหลัก มีการนำเทคนิคการสะท้อนคิดมาใช้เป็นกลวิธีในการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทางคลินิกในหลายสาขาวิชาชีพ รวมทั้งวิชาชีพพยาบาล และวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยส่วนใหญ่อ้างอิงแนวคิดและผลงานของ Schon (1983; 1987) ซึ่งได้แบ่งกระบวนการสะท้อนคิดออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การสะท้อนคิดเกิดขึ้นเมื่อนักศึกษากำลังทำกิจกรรมนั้น ๆ (reflection inaction) 2) เกิดขึ้นหลังจากที่นักศึกษาทำกิจกรรมนั้นๆ เรียบร้อยแล้ว หรือกิจกรรมนั้นได้ผ่านไปแล้ว (reflection on action) 3) เกิดขึ้นเมื่อนักศึกษาเริ่มต้นคาดการณ์หรือวางแผนงานเพื่อเผชิญเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อปรับปรุงหรือทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น (reflection for action)

ทำไมนักศึกษาพยาบาลต้องฝึกการสะท้อนคิด

กระบวนการฝึกฝนการสะท้อนคิด ทำให้นักศึกษาคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) ซึ่งเป็นผลลัพธ์โดยตรงของกระบวนการสะท้อนคิด จะดึงประสบการณ์ในเชิงลึก นักศึกษาจะใช้เวลาในการคิดพิจารณา ไตร่ตรอง อย่างรอบคอบในสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญ การฝึกสะท้อนคิดสามารถฝึกได้โดยวิธีการเขียน (writing) และใช้วิธีการพูด (verbally) หรือการสนทนา (Interaction) และทำเป็นรายบุคคลหรือทำเป็นรายกลุ่มการสะท้อนคิดด้วยการเขียน ช่วยให้นักศึกษาพัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การเข้าใจตนเอง และการสะท้อนคิด (Billings, 2006; Craft, 2005; Daroszewski, Kinser,&Lloyd, 2004) Pedro (2006) กล่าวว่าการเขียนเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการเรียนการสะท้อนคิดที่ช่วยให้นักศึกษาแก้ปัญหาและเรียนรู้เกี่ยวกับว่าเขาจะทำอะไร การเขียนหมายรวมถึงการเขียนสิ่งที่เรียนรู้ เป็นการบันทึกเกี่ยวกับความคิดของเขา เมื่อทำบ่อยๆ จะกลายเป็นสิ่งที่เรียนรู้อย่างถาวร เมื่อผู้เรียนเขียนความคิดลงไป ความคิดเหล่านั้นจะถูกจัดรูปแบบ ให้เป็นระบบดีขึ้น การเขียนช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจและวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างลึกซึ้ง

***โปรดติดตามการจัดการเรียนการสอนโดยวิธีการสะท้อนคิด (Reflective thinking) ในตอนที่ 2