อาจารย์ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล : การสอนแบบเน้นกระบวนการ (Active Learning) (๑) BAR ตั้งเป้าหมาย

อ.ต๋อย
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ สำนักศึกษาทั่วไป จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง "การจัดการเรียนรู้แบบเน้นกระบวนการ (Active Learning) และการจัดการเรียนรู้โดยบริการสังคม (Service-based Learning) ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมมีจำนวนเฉลี่ยนตลอดวันประมาณ ๖๐ คน (มาร่วทั้งหมด ๙๗ ท่าน ปัญหาคือติดภาระการสอนช่วงบ่าย) เป็นอาจารยผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไปที่สนใจเข้าร่วมโดยสมัครใจ โดยให้ยืนยันที่จะเข้าร่วมด้วยตนเอง วิทยากรคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้ ผู้มีประสบการณ์ตรงในการลงสนามจริง ในการจัดการเรียนรู้รายวิชาความเป็นพลเมือง (TU100) (สอนเอง บุกเบิกแนวทางการสอนโดยการบริการประชาชนในมหาวิทยาลัย) และประสบการณ์การขับเคลื่อน "ธรรมศาสตร์วิชาการเพื่อประชาชน" ในฐานะผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัย

ผลตอบรับคือความประทับใจอย่างยิ่งของอาจารย์ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรม อาจารย์บางท่านถึงกับจัดการงดเรียนกระทันหัน เพื่อจะได้เข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวัน เกือบทุกท่านสะท้อนตรงกันว่า วิทยากร "เอาอยู่" ... ผมเองผู้สนใจด้านนี้และในฐานะที่ผู้ร่วมขับเคลื่อนฯ รู้สึกมีความสุขและมีความมั่นใจมากขึ้นกับการขับเคลื่อนเครือข่ายอาจารย์เพื่อร่วมกันพัฒนาการจัดการเรียนการสอนต่อไป

ผมคิดว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กระบวนการของวิทยากรบรรลุผลสำเร็จยิ่ง เพราะ ๑) ท่านไม่ได้บรรยาย แต่ถ่ายทอด Active learning ด้วยวิธีการทำ Active Learning ๒) ผู้เข้าร่วมได้ความรู้ใหม่ๆ จากประสบการณ์ทั้งทางตรงและองค์ความรู้ที่ท่านสังเคราะห์จากการศึกษาดูงาน ซึ่งผ่านการนำกลับมาปฏิบัติจริงด้วยตัวท่านเอง และ ๓) ตัวอย่างที่ท่านใช้เป็น "เหตุการณ์จริง" และนำเสนอข้อมูลเชิงตัวเลขที่ผ่านกระบวนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จนมีข้อยุติที่น่าเชื่อถือ... ผมจะเขียนบันทึกนี้ด้วยวิธี "กึ่งถอดเทป" ก่อนที่จะนำเสนอผลการ "ถอดบทเรียน" ในบันทึกถัดๆ ไป


BAR ให้เรารู้ว่า Outcome ของเราคืออะไร

วิทยากรเริ่มกระบวนการของท่านด้วยการแจกกระดาษโพสท์อิทให้ผู้ร่วมประชุมคนละแผ่น ให้เขียน ๑ คำตอบของคำถามว่า "สิ่งใดที่นักศึกษาของเราเมื่อเขาเรียนจบแล้ว จะต้องมีอยู่ในตัว? ..ภารกิจของมหาวิทยาลัยอาจมีหลายเป้าหมาย แต่เรื่องหลักคือการผลิตบัณฑิต หรือสร้างบัณฑิตในระดับอุดมศึกษา .... แล้วอะไรครับที่สำคัญที่สุด ที่บัณฑิตของเราต้องมี....ความรู้ ความคิด เป็นคนดี หรืออะไรครับ..." ต่อไปนี้คือสิ่งที่อาจารย์ผู้เข้าร่วมประชุมเขียนลงในกระดาษแล้วนำมาแปะติดไว้บนกระดานด้านหน้าห้อง

...มีความรู้ มีความรับผิดชอบ เป็นคนดี ไม่โกง ซื่อสัตย์ สุจริต รวย เก่ง สนุกสนานกับการใช้ชีวิต สนุกกับชีวิต เป็นคนเรียนรู้ เรียนรู้เป็น คิดเป็น ทำเป็น มีจิตสาธารณะ คิดถึงส่วนรวม มีความรับผิดชอบ มีปัญญา มีความรู้ความสามารถ ใฝ่รู้ สำนึกรับผิดชอบต่อตนเอง สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุข มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้ มีวินัย มีความรู้ตามหลักสูตร มีความคิดสร้างสรรค์ มีศีล ๕ ที่บริสุทธิ์ ...

ท่านบอกว่า "...แท้ที่จริงแล้ว นี่คือ เป้าหมายของเรา.." แล้วสรุปเป็นข้อๆ ด้วยวิธีการ "ตั้งคำถาม ตามคำตอบ มอบความรู้"... ผมตีความว่านี่คือปัจจัยที่อาจารย์ผู้เข้าร่วมท่านหนึ่งบอกว่า ท่าน "เอาอยู่"... ลองอ่านบทถอดเทปต่อไปนี้ครับ...

  • เรื่องแรกคือ ต้องมีความรู้ไช่ไหมครับ ...หลายท่านตั้งเป้าว่ามีความรู้ตามหลักสูตร... แต่ท่านคิดว่า นิสิตควรจะมีความรู้มากกว่าความรู้ในสาขาวิชาหรือเปล่าครับ...
  • แล้วนอกจากความรู้แล้ว จำเป็นต้องมีอะไรอีกครับ... ใครที่จะนำความรู้ไปใช้ได้ จะต้องเป็นยังไงครับ... ใช่ครับ ... ต้องคิดเป็น ถ้าคิดเป็น คือเก่งนั่นเอง ใช่ไหมครับ คนเก่งก็คือคิดเก่งนั่นเอง... เมื่อคิดเป็นแล้วพวกเขาจะสามารถหาความรู้เองได้...
  • นอกจากนี้แล้ว ท่านคงอยากให้นักศึกษาของเราเป็นคนดี ซื่อสัตย์ ไม่โกง มีศีล ๕ ด้วย... บันฑิตของเราจำเป็นต้องมีศีล ๕ ไหมครับ... แล้วถ้านักศึกษานับถือศาสนาอื่นล่ะครับ .. แก่งของศีล ๕ คืออะไรครับ ... ไม่ฆ่าสัตย์คืออะไรครับ ไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ข้อ ๒ คืออะไรครับ ไม่ลักทรัยพ์ คือเอาของคนอื่นมาใช่ไหมครับ ๓ คือไม่ประพฤติผลกับลูกเมียสามีคนอื่นใช่ไหมครับ ก็ของคนอื่นอยู่ดี ๔ คือโกหก ทั้ง ๔ ข้อนี้คืออะไรครับ..... คือ การเบียดเบียนคนอื่นใช่ไหมครับ ... แล้วข้อ ๕ ล่ะครับ ... ไปดื่มแล้วเบียดเบียนใครด้วยเหรอครับ.... ใช่ครับ... สติ ถ้าขาดสติแล้วจะทำผิดทั้ง ๔ ข้อ.... คนที่นับถือศาสนาอื่นๆ เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเชื่อแบบอื่นใช่ไหมครับ เพียงแต่ว่าต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น...
  • ...ท่านมีพูดถึงเรื่องรวยด้วยนะครับ มันเป็นเป้าหมายของท่านจริงๆ หรือเปล่าครับ นักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยนี้ต้องรวย ชวนให้คิดนะครับ .... เอาง่ายๆ นะครับ คนรวยเนี่ย เงินในกระเป๋าเขามาจากใคร.....(เอามาจากคนอื่นครับ อ.ท่านหนึ่งตอบ)... เอ้อ ใช่ครับ... ต้องระวังนะครับ ถ้าไปตั้งเป้าว่ารวย.... เงินซื้อไม่ได้ทุกสิ่งนะครับ บางอย่างเงินซื้อไม่ได้นะครับ... ถ้าเราไปบอกนักศึกษาว่า ใครรวยกว่าย่อมพิเศษน่ะ สังคมก็เละแน่ะครับ... การมีเงินมากหรือมีเงินน้อยนั้นเป็นทางเลือกของชีวิตครับ... บางครั้งเรายอมทำในเรื่องที่ไม่ได้เงินนะครับ และบางครั้งเราไม่ทำในสิ่งที่ได้เงินนะครับ....เช่น ถ้าอาจารย์มีเพื่อนกำลังจะตัดต้นไม้ และทาสีบ้านใหม่ แล้วบอกกับอาจารย์ว่า...อาจารย์..ผมุให้อาจารย์ ๕ ร้อย หรือ พันหนึ่งก็ได้ มาช่วยตัดไม้ได้ไหม... อาจารย์จะแลกวันอาทิตย์กับเงินไหมครับ.... แต่ถ้าเพื่อนบอกว่า มาช่วยหน่อย...อาจจะไปนะครับ... เห็นไหมครับ... เงินทำให้สังคมเราคลาดเคลื่อนมากนะครับ
  • ... สังคมของคนเรามี ๒ ระบบนะครับ ระบบหนึ่งคือเราพึงพอใจเมื่อเราได้ตามที่ต้องการ เช่น เงิน อำนาจ ที่ดิน ฯลฯ ที่คือคำตอบว่า ทำไมนักธุรกิจมีเงินเป็นหมื่นล้านแล้วยังอยากได้มากขึ้น ทำไมนักการเมืองถึงอยากมีอำนาจต่อ...เพราะมันมีความสุขที่มันได้ พอได้ของมาแล้วมันดีใจ..นะครับ.... แต่สมองมนุษย์มีอีกระบบหนึ่งนะครับ คือ มนุษย์มีความสุขที่เกิดจากการทำเพื่อผู้อื่น...นี่เป็นทางชีววิทยานะครับ..มนุษย์เป็นสัตว์สังคมครับ ถ้าไม่มีสังคมเละแน่.... ทำไมพ่อถึงช่วยแม่เลี้ยงลูกครับ.....(เงียบ)... ไม่เคยช่วยนะครับ..(ฮา).. สิ่งมีชีวิตจำนวนมากนะครับ พอสืบพันธุ์เสร็จแล้วก็หนีนะครับ มนุษย์เป็นสัตว์ในไม่กี่ชนิดนะครับที่ไม่ทิ้ง...เพราะเรามีความสุขในการทำเพื่อคนอื่น นะครับ....

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ แทบจะไม่มีการ "บอกความรู้ก่อน"เลยครับ วิธีการพูดจะเป็นการ "ตั้งคำถาม ตาม(ด้วย)คำตอบ มอบความรู้" ผมตีความว่า การตั้งคำถามตลอด ทำให้ผู้ฟังได้คิดตลอด คำถามส่วนใหญ่แม้ไม่มีใครตอบ ท่านก็จะมอบเฉลยไปเองแทบจะทันที ตรงนี้ผมตีความว่า ท่านพยายามรักษาไม่ใช่บรรยากาศยากไป ต้องการให้ไหลไป เพียงแค่ตั้งคำถาม คนก็ตื่น (Active) ขึ้นมาคิด ซึ่งเป็นคำตอบในจิตของแต่ละคนอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดออกมาท่านก็บรรลุเป้าที่ให้เราได้คิดแล้ว แต่ถ้ามีคนตอบ ท่านจะหยิบตามคำตอบนั้นทันที ก่อนที่ท่่านจะปรับให้เข้าทางที่ท่านจะมอบความรู้ให้ ตรงนี้แสดงว่าท่านเองก็ต้อง Active คือสังเกตผู้ฟังทั้งห้องตลอดเวลา และมองหาโอกาสที่จะใส่สาระความรู้เพิ่มเติมให้...ผมชอบวิธีนี้ แต่คงไม่มีปัญญาทำได้เหมือนท่าน คงเป็นบุคลิกและความสามารถส่วนตัว สไตล์ใครคงต้องปล่อยให้เป็นไปตามลักษณะของใจและประสบการณเดิมกระมัง....


ท่านใช้กิจกรรมนำประเมินผลสัมฤทธิ์ของการสร้างบัณฑิตให้มีคุณลักษณะตามเป้าหมายข้างต้น โดยใช้การลงความเห็นของอาจารย์ผู้เข้าร่วมประชุมด้วยการมีส่วนร่วมโดยการยกมือ...ฮา ได้ผลดังตารางครับ


ผลชี้ว่า รู้กว้างขวางและเป็นคนดีนั้นอยู่ระดับปานกลาง แต่ด้านการคิด คิดเป็น แก้ไขปัญหาได้ เอาความรู้ไปใช้ได้ และความสุขในการเรียนนั้นค่อนไปทางน้อย ท่านสำรวจสาเหตุด้วยการตั้งคำแล้วให้ผู้ฟังเสนอตอบ พบว่า ปัญหามีมากมาย แต่ปัญหาเดียวที่แก้ไขได้ คือ ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งหากจะสอนให้บัณฑิตคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ต้องจัดการเรียนการสอนแบบเน้นกระบวนการ หรือที่ท่านใช้คำว่า Active Learning นั่นเองครับ

ผมขอจบบันทึกแรกเท่านี้ บันทึกต่อไปน่าสนใจกว่านี้ เพราะ อ.ปริญญา ท่านมีเทคนิคมากมาย การตีความอภิปราย ทำให้ผมได้ความรู้มากขึ้น ท่านผู้อ่านก็คงด้วย ไม่มากก็คงไม่น้อย.....


(ขอบคุณภาพจากคุณปู สำนักศึกษาทั่วไปครับ)

(รูปการอบรมทั้งหมดยังไม่มา จะหามาแชร์เร็วๆ นี้ครับ )

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มุมมองเชิงชื่นชมสำหรับ Best Practices



ความเห็น (1)

ขอบคุณความรู้ดี ๆ คะ

หมายเลขบันทึก

586513

เขียน

20 Feb 2015 @ 00:55
()

แก้ไข

20 Feb 2015 @ 02:03
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 4, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก