R2R หรือ Routine to Research ที่มีนิยามความหมายที่เข้าใจง่าย คือ "การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย" ได้กลายเป็นกระแสที่โหมกระเพื่อมของกลุ่มคนทำงานทางด้านสาธารณสุข ในห้วง 6 – 7 ปีมานี้ จนกลายเป็นที่ยอมรับและแตกขยายเครือข่ายออกอย่างกว้างขวางในทุกภูมิภาค ครอบคลุมกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ
"คุณค่าและคุณประโยชน์" ของ R2R ได้ถูกจารึกรูปธรรมความสำเร็จไว้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมิติของระบบบริการ แนวทางการบริหาร หรือนวัตกรรมใหม่ที่ใช้ได้จริงในแวดวงวิชาชีพ
กระนั้น...กระแส R2R ได้ถูกปลุกอีกครั้ง บนคำถามที่ว่า "R2R ปรับเปลี่ยนชีวิตใคร" ซึ่งเป็นหัวข้อหนึ่งในเวทีวิชาการวิจัยระบบสุขภาพ ประจำปี 2557 "วิจัย...เปลี่ยนชีวิต" จัดโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) โดยมีผู้มากประสบการณ์จากสนามจริงมาร่วมแบ่งปันมุมมอง
เริ่มจากการเกริ่นนำโดย ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สวรส. ที่เล่าว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา สวรส. ได้ขับเคลื่อน R2R ในระดับประเทศ ให้เป็นที่รู้จักและเกิดการยอมรับ ด้วยการสร้างกระแสให้คนในวงการสาธารณสุขไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เภสัชกร ทันตแพทย์ นักวิชาการสาธารณสุข หมออนามัย ฯลฯ ได้รู้จัก R2R ผ่านกลยุทธ์การจัดการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประกวดผลงานวิจัย R2R ดีเด่นประเภทต่างๆ การทำเว็บไซต์เพื่อเป็นช่องทางสื่อสาร เป็นต้น
"แรกๆ หลายๆ คนเข้าใจว่า R2R คือ การวิจัยชั้นสอง มองว่าเป็นการวิจัยที่ไม่มีคุณภาพมากนัก ทว่า 6 ปีที่ผ่านมา คนเริ่มรู้จัก R2R มากขึ้น และจากผลงานเชิงประจักษ์ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริงกับการทำงานประจำ R2R จึงไม่ใช่งานวิจัยที่ทำแล้วขึ้นหิ้งอย่างที่เคยเข้าใจ"รอง ผอ.สวรส. กล่าว ทั้งยังได้บอกถึงหัวใจสำคัญของ R2R ด้วยว่า...
"อย่างน้อยงานวิจัย R2R ควรมีองค์ประกอบ 4 อย่าง คือ 1.คำถามของการวิจัย ที่จะต้องมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากหน้างาน 2.คนทำ R2R ก็จะต้องเป็นคนทำงานนั่นๆ ไม่ได้ไปจ้างอาจารย์จากมหาวิทยาลัยหรือใครมาทำ 3.มีผลลัพธ์ที่วัดผลได้ น่าเชื่อถือ และ 4.สามารถนำผลกลับไปใช้หน้างานหรือใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนางานได้ ซึ่งถือเป็นกรอบหลักๆ ของงานวิจัย R2R"
จากเวทีในการประชุมวิชาการครั้งนี้ สวรส. จึงได้เชิญคนที่ทำงานจริง มาร่วมแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดให้เห็นว่า R2R มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการ "เปลี่ยนชีวิต พลิกระบบ" ได้จริง...
"R2R เปลี่ยนชีวิต : บทเรียนบริบท บริการปฐมภูมิ" เป็นหัวข้อนำเสนอของ อ.บุญเรือง ขาวนวล ประธานเครือข่ายหมออนามัย ที่ได้นำมาแชร์และฉายในเห็นภาพว่า R2R ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญของการเปลี่ยนวิถีชีวิตและวิธีคิดของกลุ่มหมออนามัย ที่ทำงานในระบบบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ
"หมออนามัย เป็นชื่อที่ชาวบ้านใช้เรียกพวกเรา ซึ่งเป็นทีมสุขภาพจากหลากหลายแขนงที่ทำงานในพื้นที่ อาทิ เจ้าพนักงานสาธารณสุข นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาล ทันตาภิบาล เป็นต้น หน้าที่ของเราเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ทำงานสุขภาพเชิงรุก ใกล้ชิดชุมชนชุมชน การให้บริการแบบองค์รวม ทั้งด้านการส่งเสริม ป้องกัน รักษาพยาบาล และการฟื้นฟูดูแลสุขสุขภาพทั้งในสถานบริการ และในชุมชน"
ฉะนั้น เมื่อ "หมออนามัย" ได้เห็นหน้างานที่ลงลึก ทราบถึงปัญหาจากการเข้าถึงชุมชน จึงเริ่มมีการนำ R2R มาเป็นเครื่องมือในการช่วยปรับวิธีคิด วิเคราะห์ให้เป็นระบบ เพื่อการนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาที่พบในหน้างาน
อ.บุญเรือง ยกตัวอย่าง ผลงานวิจัย R2R "งานศพปลอดเหล้า หมู่เฮาบ้านปะโค รพ.สต.ปะโค อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี" ที่พบว่าปัญหาการดื่มสุราในงานศพทุกๆ งานที่มีพิธี และจากการเก็บข้อมูลพบว่าหลายๆครั้งจะมีการทะเลาะวิวาท สุดท้ายก็ต้องมาเรียกหมออนามัยที่ รพ.สต. ในเวลากลางคืนเพื่อให้ช่วยทำแผลหรือปฐมพยาบาล
"จึงตั้งคำถามขึ้นมาว่า ทำไมงานศพทุกครั้งจึงต้องดื่มเหล้า ประเด็นนี้หากทาง รพ.สต. ไปบอกเลยว่าห้ามดื่มเหล้าในงาน ชาวบ้านคงไม่พอใจ"
อ.บุญเรือง ตั้งข้อสังเกตและเล่าถึงกระบวนการทำงาน R2R ว่า จากนั้นจึงเริ่มเก็บข้อมูลว่าการจัดงานที่มีเหล้าเจ้าภาพจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไร การบาดเจ็บจากการทะเลาะวิวาทมีกี่ครั้ง ข้อมูลเหล่านี้จะให้น้ำหนักเพิ่มความน่าเชื่อถือที่จะนำไปบอกและทำการรณรงค์กับประชาชนในพื้นที่ โดยได้รับความร่วมมือจากเจ้าภาพมากขึ้น โดยทาง รพ.สต. ได้จัดตั้งคณะทำงาน 1 ชุด พร้อมทำป้ายรณรงค์ "ให้เกียรติผู้เสียชีวิต : ขออภัยงานนี้เจ้าภาพไม่มีเหล้าเบียร์" ผลลัพธ์ทำให้ลดการบาดเจ็บและลดภาระการทำงานนอกเวลาของ รพ.สต. ได้เป็นอย่างน้อย
ถามว่า R2R เปลี่ยนชีวิตของใคร อ.บุญเรือง ย้ำว่า อย่างแรกคือเปลี่ยนวิธีคิดของหมออนามัยที่ทำงานในระบบปฐมภูมิ ที่เห็นความสำคัญของ R2R ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา ทำให้รู้จักคิดวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ มีคุณภาพ เกิดการทำงานเป็นทีม และผลลัพธ์สุดท้ายคือประชาชนในพื้นที่เองที่มีสุขภาวะที่ดีขึ้น
ทางด้านโรงพยาบาลชุมชน อย่าง "โรงพยาบาลสิชล จ.นครศรีธรรมราช" เป็นสถานพยาบาลอีกแห่งหนึ่งได้ "ยกคุณค่า" และ "ความหมาย" ของ R2R ต่อการบริหารงานโรงพยาบาลให้เป็น "วัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ขององค์กร หรือ Learning Organization" ที่มีการขับเคลื่อนมากว่า 6 ปีแล้ว หรือพร้อมๆ กับช่วงที่ สวรส. ได้จุดประกาย...กระแส R2R
นพ.เอกรัฐ จันทร์วันเพ็ญ ยกตัวอย่างที่แต่เดิมโรงพยาบาล มีกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ (Continuous Quality Improvement หรือ CQI) ของโรงพยาบาลอยู่แล้ว จากนั้นมีแนวคิดที่จะยกระดับ CQI สู่งานวิจัย R2R
"ตัวอย่าง CQI เรื่องการป้องกันและดูแลแผลกดทับในผู้ป่วยที่นอนติดเตียงนานใน รพ.สิชล เมื่อนำแนวทางในการทำ R2R มาใช้ จำเป็นกำหนดเป้าหมายให้สูงขึ้น พร้อมเหลาคำถามของงานวิจัยให้คมและมีผลลัพธ์ที่ชัดเพื่อใช้งานได้จริง จึงมีการออกแบบกระบวนการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูล บันทึกสถิติ มองผลลัพธ์ของผลงานให้เป็นนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ จึงพัฒนามาเป็นเตียงนอนช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับ ที่มีอุปกรณ์รองปุ่มกระดูก และเป็นเตียงลมลูกโป่งเพื่อใช้กับคนป่วย...
...นอกจากนี้ ยังต้องมีการทบทวนว่ามีโรงพยาบาลไหนทำแล้วหรือยัง จากนั้นทดลองใช้เพื่อวัดประเมินผลก่อนหลัง จนกระทั่งนวัตกรรมนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลชุมชน" นพ.เอกรัฐ เล่าถึงการคิดอย่างเป็นระบบเมื่อนำแนวทาง R2R มาปฏิบัติ
นพ.เอกรัฐ บอกว่าโดยส่วนตัวจะเห็นได้ว่า R2R ได้เปลี่ยนบทบาทของตนเองจากนักวิจัยมาเป็น Facilitator หรือคุณอำนวย เชื่อมประสานงานบุคลาการภายในและภายนอก จัดกระบวนการให้เกิดการวิจัย R2R ในโรงพยาบาล และผลงาน R2R ที่เกิดขึ้นได้ปรับเปลี่ยนชีวิต...ของผู้ให้บริการ (โรงพยาบาล) สะท้อนถึงการพยาบาลที่มีคุณภาพ เกิดผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดี ความคุ้มทุนคุ้มค่า และเกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนในองค์กร สร้างคนให้ช่างคิดและใฝ่เรียนรู้ รู้จักกระบวนการวิจัยในการทำงาน เพื่อพัฒนาผลงานให้มีคุณค่าเกิดประโยชน์ และสุดท้าย คือ ผู้รับบริการหรือผู้ป่วยหรือญาติ เกิดความพึงพอใจจากบริการทางด้านสุขภาพที่ดีขึ้น
|
หลัก 3 ใจ กับ การทำงานวิจัยจากงานประจำ 1. ใส่ใจ คือการทำงานวิจัยด้วยหัวใจ มุ่งหวังเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วย และเกิดคุณภาพในงานวิชาชีพ 2. ตั้งใจ คือการพยายามศึกษาค้นคว้า สอบถามข้อมูลจากโรงพยาบาลต่างๆเพื่อใช้เติมเต็มงานวิจัยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเพื่อนำไปสู่การค้นหาคำตอบจากงานวิจัย 3. ใจสู่ใจ คือการนำใจของผู้วิจัย ไปใส่ใจผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับความสบายใจ และปลอดภัยจากกระบวนการดูแลรักษา นพ.เอกรัฐ จันทร์วันเพ็ญ รพ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช |
ทางด้าน ดร.มาศโมฬี จิตวิริยธรรม ศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า ช่วงหนึ่งศูนย์ฯ ได้ถูกกำหนดให้เปลี่ยนหน้างาน จากงานด้านการศึกษาสู่งานวิจัยและบริการวิชาการ จึงมองว่าเป็นการดี เพราะการจะทำงานอะไรควรอยู่บนฐานของงานวิจัย
"จากนั้นศูนย์เริ่มต้นตั้งไข่งาน R2R ด้วยจากเข้าร่วมเครือข่าย การเข้าอบรม R2R Facilitator Advanced course และเริ่มพัฒนางานคุณภาพสู่ R2R รวมถึงร่วมเวทีประชุมแลกเปลี่ยน R2R ระดับชาติของ สวรส. ตั้งแต่ปี 2551"
งาน R2R ชิ้นแรก คือ เรื่องการพัฒนาระบบการรับ-ส่งผ้าด้วยระบบ LEAN เริ่มจากปัญหาในการทำงานพบว่าการส่งผ้าใช้เวลานาน เจ้าหน้าที่ลาออกบ่อย จึงใช้วิธีให้ผู้ปฏิบัติงานมาเล่าถึงปัญหา ทำให้ทราบกระบวนการและปัญหา เริ่มจดบันทึกการส่งรับ – ผ้า เพื่อเก็บข้อมูล และพัฒนา/ปรับแนวทางปฏิบัติ จนสามารถ ลดระยะทางการเดินได้วันละประมาณ 768.90 เมตร ลดเวลาได้ประมาณ 31 นาที/วัน ซึ่งผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัล R2R ดีเด่นประเภทสนับสนุนบริการและการบริหาร จาก สวรส. ในปี 2554
ดร.มาศโมฬี เปรียบเปรย ว่า "R2R ช่วยทำให้เราเปลี่ยนวิธีคิดให้มีระบบมากขึ้น คือ ต้องคิดที่จะถมภูเขาเพื่อให้ภูเขาสูงขึ้น ไม่ใช่คิดที่จะถมทะเล..."
ดังนั้น วิจัยในมุมของ ดร.มาศโมฬี คือ การทบทวนสิ่งที่เราทำและสะท้อนปัญหา เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ความจริงเราอยู่กับปัญหาทุกวัน เพียงแต่เราไม่ได้เรียกมันว่า วิจัย ทั้งนี้เมื่อเราต้องการแก้ไขปัญหาเราต้องคิดเพื่อหาข้อมูลสนับสนุนว่าวิธีการแก้ไขที่มีความน่าเชื่อถือ นี่คือการวิจัยเต็มรูปแบบ
บอกได้เลยว่า "R2R คือ เครื่องมือในการพัฒนาคน ซึ่งท้ายที่สุดของการทำ R2R คนที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงคือ คนทำงานเอง ที่แฮปปี้จากผลงานที่ท้าทาย"
นี่คือมุมมองจากประสบการณ์ของคนทำงาน จากการสัมผัสงานวิจัย R2R ที่ช่วย “เปลี่ยนชีวิต” ในมิติต่างๆของห่วงโซ่ระบบสุขภาพ ตั้งแต่ระดับบริหาร นักวิชาการ แพทย์พยาบาล สหวิชาชีพ รวมไปถึงประชาชนผู้รับบริการ ที่ต้องอาศัยเกื้อกูลกัน