​มมส... สืบฮอยตา วาฮอยปู่ : ๑๕๐ ปีเมืองมหาสารคาม

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระนำฮอย ๑๕๐ ปีอย่างเด่นชัด เป็นส่วนหนึ่งในการระดมสรรพกำลังให้ผู้คนทั่วสารทิศได้ร่วมเขียนเรื่องราวความรักและความผูกพันอันดีที่มีต่อเมืองมหาสารคา

ห้วงระยะเวลาเพียง ๓ ปี (๒๕๕๕-๒๕๕๗) การขับเคลื่อนภารกิจ "เรียนรู้คู่บริการ" ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ ดูเหมือนจะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมด้านการบริการวิชาการแก่สังคม (๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน) และด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (๑ คณะ ๑ ศิลปวัฒนธรรม) หรือกระทั่งต่อยอดสู่ภารกิจด้านการวิจัย (วิจัยเพื่อท้องถิ่น)

ยิ่งปัจจุบันภาคประชาสังคมชาวมหาสารคาม กำลังตื่นตัวร่วมกันโหมโรงปลุกกระแสสำนึกในวาระ "นำฮอย ๑๕๐ ปีเมืองมหาสารคาม" ยิ่งควรค่าต่อการนำกลับมาผลิตซ้ำเป็นกรณีศึกษาอีกวาระอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงภาพบทบาทและสถานะของสถานศึกษาที่มีต่อการรับใช้สังคมบนผืนแผ่นดินของ "มหาสารคาม" หรือ "ตักสิลานคร : มหานครแห่งการศึกษา"




๒๕๕๕
: ว่าด้วยการค้นหาอัตลักษณ์เมืองมหาสารคาม

อาจารย์เมธี พิริยการนนท์ พร้อมด้วยคณาจารย์และนิสิตจากหลักสูตรสถาปัตยกรรมผังเมืองและชุมชน ได้ดำเนินงานโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชนในชื่อ "โครงการส่งเสริมอัตลักษณ์ของเมืองด้วยอุปกรณ์ประกอบถนนเทศบาลเมืองมหาสารคาม" โดยศึกษาทุนทางสังคมในมิติต่างๆ ของชุมชนในเขตเมืองมหาสารคาม จำนวน ๓๐ ชุมชน เพื่อนำมาวิเคราะห์หาอัตลักษณ์สิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมเมืองมหาสารคาม โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ และออกแบบอุปกรณ์ตกแต่งถนน (Street Furniture) ในเขตเทศบาลเมืองให้มีอัตลักษณ์บ่งบอกความเป็นตัวตนของ "เมืองมหาสารคาม"





การทำงานของอาจารย์และนิสิต เน้นการมีส่วนร่วมกับชุมชน ผ่านการสังเกต สัมภาษณ์ สำรวจ ภาพถ่าย ภาพวาด เวทีระดมความคิดเห็น ฯลฯ ซึ่งพบประเด็นที่ชุมชนเห็นว่าเป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัว ส่วนใหญ่จะยึดโยงอยู่กับเรื่องราว อันเป็น "ประวัติศาสตร์เมืองมหาสารคาม" แทบทั้งสิ้น

อีกทั้งเมื่อนำประเด็นดังกล่าวมาระบุ "ตำแหน่งเชิงพื้นที่" ในแผนที่เมืองมหาสารคาม ยิ่งพบว่ามีความสอดคล้องกับพื้นที่อันเป็น "จุดกำเนิดเมืองมหาสารคาม" ที่เริ่มตั้งแต่ "กุดนางใย" มาสู่ "ถนนนครสวรรค์" จนถึงย่าน"ส่วนราชการ" (ที่ว่าการจังหวัดเดิม) กล่าวคือ สถานที่สำคัญๆ ที่ชุมชนเห็นว่าสะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างที่ชัดเจน ๓ ลำดับแรก คือ หอนาฬิกา ตึกดิน บ้านไม้เก่า ส่วนอัตลักษณ์ด้านศาสนาพบว่า "วัดมหาชัย" และ"วัดโพธิ์ศรี" ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดตามลำดับ



กรณีด้านหัตถกรรมที่มีความชัดเจน ๓ ลำดับคือ จิตรกรรม (วัดมหาชัย) พระพุทธกันทรวิชัย ศิลปะนาคูณของครูธีระวัฒน์ ส่วนแหล่งน้ำที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงมากที่สุดคือ "กุดนางใย" เช่นเดียวกับ "ต้นยาง" บริเวณกุดนางใยก็เป็นพันธุ์ไม้ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด เพราะพื้นที่ดังกล่าวผูกยึดอยู่กับประวัติศาสตร์การตั้งบ้านเมือง ขณะที่ "บุญเบิกฟ้า" และงานแห่มังกรในช่วง "เทศกาลงานงิ้ว" นับเป็นประเพณีและวัฒนธรรมที่ชุมชนเห็นพ้องกันมากที่สุดว่าเป็นอัตลักษณ์เมืองมหาสารคาม




๒๕๕๕
: ชมรมกาแฟถึกผนึกพลังนอกชั้นเรียนร่วมเรียนรู้

ถึงแม้การขับเคลื่อนในปี ๒๕๕๕ จะดำเนินการไปอย่างมีพลัง แต่ในความเป็นจริงก็ยังไม่สามารถสรุปความเป็นอัตลักษณ์เมืองมหาสารคามได้ตามเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก เพราะกระบวนการต่างๆ ได้ข้อมูลเฉพาะกลุ่มชุมชน "คนเมือง" (ชุมชนเมือง) ยังไม่ครอบคลุมหน่วยงานและภาคประชาชนส่วนอื่นๆ อย่างที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้จึงต้องขยายผลไปสู่ปี ๒๕๕๖ เพื่อบูรณาการศาสตร์ ร่วมกับภาคีอื่นๆ ให้มากกว่าที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำให้เข้าใจตรงกันว่าความเป็นอัตลักษณ์เมืองมหาสารคาม มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะคนในชุมชนเมืองเท่านั้น หากแต่หมายถึงเป็นเรื่องของทุกคนทุกภาคส่วน

กระนั้นก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ปี ๒๕๕๕ ทีมทำงาน "๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน" ที่นำโดยอาจารย์เมธีฯ มิได้ขับเคลื่อนบนฐานนักวิชาการและภาคีที่ประกอบด้วยเทศบาลเมืองมหาสารคามและชุมชนในเขตเทศบาลเมืองมหาสารคามทั้ง ๓๐ ชุมชนเท่านั้น ทว่ายังขับเคลื่อนในระดับ "องค์กรนิสิต" ด้วยเช่นกัน เนื่องเพราะในปีเดียวกัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ส่งเสริมให้องค์กรนิสิตได้จัดกิจกรรม "นอกหลักสูตร" ในชื่อโครงการ "๑ ชมรม ๑ ชุมชน" ซึ่ง "ชมรมกาแฟถึก" ในสังกัดสโมสรนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ คือกลุ่มคนที่เคลื่อนตัวเข้ามาจัดกิจกรรม "จิตอาสา" อันเป็นอัตลักษณ์ (นิสิตกับการช่วยเหลือสังคมและชุมชน) คู่ขนานไปกับวิถี ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชนอย่างน่าสนใจ




กิจกรรมของชมรมกาแฟถึกถือเป็นต้นแบบการบูรณาการการเรียนรู้ระหว่างกิจกรรมในหลักสูตรและกิจกรรมนอกหลักสูตรที่ลงตัว นิสิตสามารถจัดทำ "แผนที่อาหาร" ในย่านเทศบาลเมืองมหาสารคามควบคู่ไปกับการสะท้อนข้อมูลอันเป็น "พื้นที่อาคารเก่า" ที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ได้ดีอย่างเหลือเชื่อ มีกิจกรรมหลากรูปแบบและมีเวทีอย่างเป็นทางการในชื่อ "เส้นทางสายวัฒนธรรมกับสถาปัตยกรรมที่ถูกลืม" ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเทศกาลงานงิ้วของเทศบาลเมืองมหาสารคาม เพื่อปลุกกระแสการรับรู้ว่าด้วยตัวตนเมืองมหาสารคาม




๒๕๕๖ : บูรณาการศาสตร์ค้นหาอัตลักษณ์เมืองมหาสารคาม

ผลการดำเนินงานกิจกรรม ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน (โครงการส่งเสริมอัตลักษณ์ของเมืองด้วยอุปกรณ์ประกอบถนนเทศบาลเมืองมหาสารคาม) เมื่อปี ๒๕๕๕ ได้จุดประกายหลักสูตรในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ ให้บูรณาการศาสตร์ร่วมกันอย่างโดดเด่นอย่างน้อย ๔ หลักสูตร/สาขา ๖ โครงการ กล่าวคือ จากโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน จำนวน ๓ โครงการ ดังนี้

โครงการแนวทางการอนุรักษ์สถาปัตยกรรม เพื่อส่งเสริม การรับรู้อัตลักษณ์ เทศบาลเมืองมหาสารคาม (สาขาสถาปัตยกรรมเมืองและชุมชน) โดยอาจารย์เมธี พิริยการนนท์

  • โครงการออกแบบและพัฒนาเรขศิลป์เพื่ออัตลักษณ์เมือง กรณีศึกษาเทศบาลเมืองมหาสารคาม (สาขานฤมิตศิลป์) โดยอาจารย์ธัญญรัตน์ อัศวนนท์
  • โครงการแนวทางการจัดภูมิสถาปัตยกรรมในชุมชนเมือง และพื้นที่กิจกรรม ลานบ้านลานเมือง เพื่อส่งเสริมการรับรู้อัตลักษณ์เทศบาลเมืองมหาสารคาม (สาขาภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์) โดยอาจารย์เมทนี โคตรดี



นอกจากนั้นก็เป็นโครงการจากโครงการ ๑ หลักสูตร ๑ วัฒนธรรม จำนวน ๓ โครงการ ดังนี้

  • โครงการเผยแพร่ภูมิทัศน์และสถาปัตยกรรมชุมชนเมือง ด้วยภาพถ่ายจากอากาศยาน เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ชุมชนเมืองมหาสารคาม (สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์) โดยอาจารย์จารุณีย์ นิมิตศิริวัฒน์
  • โครงการแนวทางการศึกษาภูมิทัศน์วัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์เทศบาลเมืองมหาสารคาม (สาขาภูมิสถาปัตยกรรมศาสตร์) โดยอาจารย์เมทนี โคตรดี
  • โครงการการศึกษาภูมิปัญญางานหัตถกรรมท้องถิ่นเพื่อออกแบบและพัฒนาของที่ระลึกส่งเสริมอัตลักษณ์จังหวัดมหาสารคาม (สาขานฤมิตศิลป์) โดยอาจารย์ปาริชาติ ศรีสนาม

ทั้ง ๖ โครงการถือเป็นการ "ต่อยอด" ไปในทิศทางเดียวกัน เสมือนการบูรณาการศาสตร์ภายในคณะ เพื่อรณรงค์และปลุกกระแสให้เกิดความตระหนักรู้ การรับรู้และร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับการสร้างจิตสำนึกร่วมในมิติการรักษ์ท้องถิ่น โดยใช้วาทกรรม "อัตลักษณ์เมืองมหาสารคาม" เป็นหมุดหมายของการ "เรียนรู้แบบมีส่วนร่วม" ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะต้นทุนของชุมชนที่มองผ่านมิติกายภาพเท่านั้น หากแต่ลงรากลึกสู่รายละเอียดในมิติวิถีวัฒนธรรมหลากหลายกว่าเดิม รวมถึงเริ่มขยับขยายพื้นที่สู่ชุมชนรายรอบเทศบาลฯ อย่างค่อยเป็นค่อยไป



เหนือสิ่งอื่นใดจะเห็นได้ว่าภาพรวมกิจกรรมที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๖ จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เน้นการผนึกกำลังสู่การสืบค้นความเป็นอัตลักษณ์เมืองมหาสารคามร่วมกับภาครัฐและประชาชน เช่น โครงการออกแบบและพัฒนาเรขศิลป์เพื่ออัตลักษณ์เมืองฯ ริเริ่มการออกแบบโลโก้ส่วนราชการ หรือสถานที่ต่างๆ เพื่อปลุกกระแสการรับรู้ตัวตนของตนเอง เช่นเดียวกับโครงการแนวทางการจัดภูมิสถาปัตยกรรมในชุมชนเมืองฯ มุ่งสำรวจและสร้างเวทีการเรียนรู้ จนตกผลึกเป็นประเด็นสำคัญๆ ที่เชื่อมโยงกับผลการศึกษาในปี ๒๕๕๕ เช่น

  • การรับรู้พื้นที่เชิงอัตลักษณ์ในระดับจังหวัด คือความเป็นตักสิลานคร พระธาตุนาดูน ปูทูลกระหม่อม ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง
  • การรับรู้พื้นที่เชิงอัตลักษณ์ในระดับเทศบาล คือ หอนาฬิกา พระพุทธกันทรวิชัย กุดนางใย คลองสมถวิล สวนสุขภาพเฉลิมพระเกียรติ แก่งเลิงจาน
  • การรับรู้พื้นที่เชิงอัตลักษณ์ในชุมชนตลาดเก่า/เมืองเก่า เช่น บ้านดิน บ้านไม้ งานงิ้ว




๒๕๕๖ : ยกระดับงานบริการสู่งานวิจัยและตกผลึกวาทกรรม ๑๕๐ ปีเมืองมหาสารคาม

ปี ๒๕๕๖ มิได้เด่นชัดแค่การบูรณาการศาสตร์หลักสูตรภายในคณะสถาปัตย์กรรมฯ เท่านั้น แต่ยังยกระดับงานบริการวิชาการ "๑ หลักสูตร ๑ ชุมชน" ขึ้นเป็น "งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น" อันเป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยมหาสารคามกับ สกว.(ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น) ในชื่อโครงการ "สร้างอัตลักษณ์ด้านประวัติศาสตร์ย่านเมืองเก่าของเทศบาลเมืองมหาสารคามโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม" ครอบคลุมพื้นที่ย่านเมืองเก่าเทศบาลเมืองมหาสารคาม จำนวน๑๐ ชุมชน




เป็นที่น่าชื่นชมว่างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นดังกล่าว มีจุดที่น่าสนใจหลายประเด็น เช่น การทำงานร่วมกับ "ภาคประชาชน" อย่างกว้างขวางและมีพลังมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขับเคลื่อนร่วมกับเรือข่ายกลุ่ม "ฮักแพงเบิ่งแญงคนสารคาม" พร้อมๆ กับการนำนิสิตเข้ามาทำงานร่วมมากขึ้น สามารถสร้างเครือข่ายการเรียนรู้กับเด็กและเยาวชนในชุมชนผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งวงเสวนา (โสเหล่) กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เวทีฟังเรื่องเล่าจากปราชญ์ชาวบ้าน การวาดภาพจากเรื่องเล่าและความทรงจำ การจัดเวทีแสดงนิทรรศการ การทำแผนที่วัฒนธรรมจากชุมชน และเยาวชน ฯลฯ ซึ่งประกอบด้วยแกนหลักจากโรงเรียนผดุงนารี โรงเรียนสารคามพิทยาคม และโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จนในที่สุดก็เกิดการรวมกลุ่มในชื่อ "New Generation ฮักแพงเบิ่งแยงเมืองมหาสารคาม"

การขับเคลื่อนอย่างมีพลังบนฐานการมีส่วนร่วมของภาคส่วน-ภาคีต่างๆ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญของประชาชนในเมืองมหาสารคาม หน่วยงานท้องถิ่นเทศบาลเมืองมหาสารคาม สถาบันการศึกษาต่างๆ และภาคเครือข่ายประชาชนที่นำโดยกลุ่ม "ฮักแพงเบิ่งแญงคนมหาสารคาม" ในที่สุดก็ตกผลึกเป็นกระบวนทัศน์ร่วมและผลักดันเป็นแผนพัฒนา ทั้งในระดับเทศบาลเมืองและจังหวัดในชื่อ "นำฮอย ๑๕๐ ปีเมืองมหาสารคาม"





๒๕๕๗ : "นำฮอย ๑๕๐ ปีเมืองมหาสารคาม"

ถึงแม้ปี ๒๕๕๗ โครงการ ๑ หลักสูตร ๑ ชุมชนในสังกัดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ จะผ่อนเบาเรื่องอัตลักษณ์เมืองมหาสารคามลง แต่ก็มิได้ทำให้กระแสหลักเรื่องความเป็นอัตลักษณ์ฯ เลือนหายไปจากวิถีของชาวเมืองมหาสารคามเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามวาทกรรม "นำฮอย ๑๕๐ ปีเมืองมหาสารคาม" กลับถูกขานรับอย่างแพร่หลาย โดยที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ ได้เปลี่ยนบทบาทของการบูรณาการความรู้สู่ชุมชน เป็นการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนและร่วมเป็นเครือข่ายทำงานการพัฒนาและเดินกระแส "นำฮอย" ย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากเวทีกิจกรรมของหลายๆ ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชนและชุมชน ต่างล้วนชูประเด็นเรื่องเหล่านี้อย่างคึกคักร่วมกันทั่วทั้งจังหวัด

มหาวิทยาลัยมหาสารคามเองก็เช่นกัน ทั้งอาจารย์ นักวิชาการและนิสิต ต่างขานรับทิศทางการสร้างสรรค์เมืองมหาสารคามในวาระ ๑๕๐ ปีอย่างต่อเนื่องผ่านการเรียนการสอนและภารกิจอื่นๆ หรือกระทั่งกิจกรรมนอกชั้นเรียนของนิสิตก็ชูประเด็นดังกล่าวไม่แพ้กัน



ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวาระนำฮอย ๑๕๐ ปีอย่างเด่นชัด เป็นส่วนหนึ่งในการระดมสรรพกำลังให้ผู้คนทั่วสารทิศได้ร่วมเขียนเรื่องราวความรักและความผูกพันอันดีที่มีต่อเมืองมหาสารคาม (๓๖๕ วัน ๓๖๕ เรื่องเมืองมหาสารคาม : เรียงร้อยเรื่องราว เพื่อความรู้และความรัก) เป็นแกนหลักจัดนิทรรศการและเวทีเสวนา(ประวัติศาสตร์ ความทรงจำ เมืองมหาสารคาม) ในงานกาชาด หรืองานบุญเบิกฟ้าอันเป็นหนึ่งในลมหายใจหนึ่งของชาวเมืองมหาสารคาม

หรือกระทั่งวาทกรรมอื่นๆ ก็ถูกเอ่ยถึงอย่างอบอุ่น อาทิ ๑๕๐ ปีเมืองมหาสารคาม : วันเวลาเมืองนี้ยังช้าอยู่



ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ จึงนับเป็นความสำเร็จเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่สามารถขับเคลื่อนงานวิชาการรับใช้สังคมได้อย่างสง่างาม เพราะสามารถบูรณาการภารกิจสำคัญๆ (บริการวิชาการ วิจัย ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม การสอน กิจกรรมนอกหลักสูตร) เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างมีพลัง ทั้งยังสามารถตอบโจทย์ "สถานศึกษากับการรับใช้เมืองมหาสารคาม" (ตักสิลานครมหานครแห่งการศึกษา) ได้อย่างไม่ต้องกังขา

ผลลัพธ์การขับเคลื่อนอย่างจริงจังและจริงใจของมหาวิทยาลัยมหาสารคามบนฐานคิดแห่งการบูรณาการศาสตร์และการผนึกพลังภาคีมาเป็นระยะๆ ได้ก่อเกิดเป็นปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่สามารถกระตุกเตือนให้ผู้คนได้หันกลับมาถามทักถึงตัวตนความเป็นเมืองมหาสารคาม หรือความเป็นอัตลักษณ์ของเมืองมหาสารคามร่วมกันในอีกวาระหนึ่ง

รวมถึงการสร้างปรากฏการณ์แห่งคำถามอย่างสุภาพและลึกเร้นว่า "วันนี้คุณบอกรักเมืองมหาสารคาม...แล้วหรือยัง"



หมายเหตุ :

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (4)

-สวัสดีครับ

-ตามมาให้กำลังใจทีมงานน้องๆ จาก มมส.ครับ

-กิจกรรมแต่ละอย่างล้วนแล้วแต่สืบสานสิ่งดีงามของเมืองสารคาม

-บทสรุปเรื่องราว...."ฮักนะสารคาม"

-ขอบคุณครับ


เขียนเมื่อ 

มาร่วมฮักแพงเมืองสารคามค่ะ

เขียนเมื่อ 

ครับ คุณเพชรน้ำหนึ่ง

ไม่มีที่ใดร้างไร้ซึ่งตำนาน...
ที่หลงรัก ก็เพราะหัวใจรักนั่นแหละครับ

รัก เมืองๆ นี้...รักมานาน...
หลงรักเหมือนชายหนุ่มหลงรักหญิงสาว นั่นแหละครับ



เขียนเมื่อ 

ครับพี่หมอ ธิรัมภา

สารคาม...
เมืองแห่งการศึกษา
เรื่องราวที่ผมนำมาเขียน ก็เป็นกระจกอีกบานที่สะท้อนให้เห็นถึง
ความเป็นสถานศึกษาในเมืองแห่งการศึกษา ครับ