บันทึกการเสด็จทรงงาน ณ สงขลานครินทร์

สิ่งดีๆได้บังเกิดขึ้น ณ คณะแพทยศาสตร์ สงขลานครินทร์

ทีมสารศิษย์เก่าฯ ขอให้ผมเขียนเล่าเรื่อง "อาคารรัตนชีวรักษ์" ซึ่งเป็นอาคารหลังใหม่ของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ตอนแรกก็คิดอยู่นานว่าจะเขียนเล่าเรื่องอะไรดี เพราะเขียนเรื่องตึกนี้มาก็หลายครั้ง เขียนลงสารศิษย์เก่าเป็นครั้งแรก และเขียนลงข่าวคณะแพทย์อีก ๒ ครั้ง ตอนนี้ก็ถึงคราวจน หมดสิ้นหนทางหาเรื่องเขียนมาเล่า แต่มานึกดูอีกที ก็มีบางมุมที่ผมมองเห็น คนอื่นอาจจะมองไม่เห็น หรืออาจจะเห็นเป็นปาฏิหารย์ด้วยกันก็จะลองหยิบยกขึ้นมาเล่าดู

เริ่มจากเรื่องดีๆเรื่องแรก
คณะแพทยศาสตร์ได้ทำเรื่องไปยังมหาวิทยาลัย เพื่อกราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่ออาคารหลังใหม่นี้ ซึ่งเป็นอาคารศูนย์อุบัติเหตุและฉุกเฉิน จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี และพระองค์ได้พระราชทานชื่อ "รัตนชีวรักษ์" อันมีความหมายว่า อาคารซึ่งเป็นสถานที่ดูแลรักษาชีวิตอันยอดเยี่ยม มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า "Ratanachewaraksa" และพระราชทานพระราชานุญาตให้เชิญอักษร "ส.ธ." ประดับที่ป้ายอาคารนี้ด้วย ดังนั้น เราจึงถือโอกาสนี้ กราบบังคมทูลเชิญพระองค์เพื่อเสด็จมาเปิดอาคารรัตนชีวรักษ์แห่งนี้ พร้อมๆกับทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์การศึกษาและบริการวิชาการ ซึ่งเป็นอาคารหลังใหม่อีกแห่งที่กำลังถูกสร้างขึ้นมาด้านหลังหอผู้ป่วยกระดูกและข้อ ในคราวเดียวกันเลย


สิ่งดีๆเรื่องแรกยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะทางมหาวิทยาลัยแจ้งมาว่า พระองค์จะเสด็จมาพักผ่อนพระอิริยาบถและเสวยพระกระยาหารเที่ยงภายในโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ก่อนจะเสด็จไปพระราชทานปริญญาบัตรต่อ ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติในช่วงบ่าย เรื่องนี้เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายอย่างมาก เป็นข่าวที่ทำให้พวกเราตื่นเต้นและตื้นตันเป็นที่สุด แต่ขณะเดียวกันพวกเราก็เริ่มเครียดมากขึ้นเป็นเท่าทวี


ยังครับ เรื่องดีๆที่คาดไม่ถึงยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพียงแต่ผมจะขออนุญาตย้อนกลับไปอีกเรื่องหนึ่งก่อนนะครับ

เรื่องมีอยู่ว่า เนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ด้านการแพทย์และสาธารณสุขมากมายนานัปการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยฯ ในการพิจารณาเพื่อขอพระราชทานทูลเกล้าฯถวายปริญญา "แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์" เพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติคุณและเป็นเกียรติอันสูงสุดต่อคณะแพทยศาสตร์ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สืบไป (ส่วนนี้ผมคัดลอกมาจากหนังสือที่ระลึก รัตนชีวรักษ์ นะครับ เขียนเองไม่เป็น กลัวผิดพลาด) ซึ่งทางสำนักพระราชวังแจ้งกลับมาว่า พระองค์ทรงรับ และขอให้เราจัดพิธีถวายปริญญาภายในวันเดียวกับที่เสด็จมาทรงเปิดอาคารในคราวเดียวกัน

เพียงทราบข่าว ผมเชื่อว่าหลายคนในคณะแพทย์ของเราล้วนตื้นตัน สำหรับผมเองนั้น ขนลุกซู่ไปทั้งตัวเชียวครับ ช่างเป็นบุญของพวกเราชาวคณะแพทยศาสตร์ แห่งสงขลานครินทร์จริงๆ ใช่ไหมครับ

ได้ดีใจไปเพียงครู่หนึ่ง สติก็เริ่มเข้ามาแทนที่ แผนงานก็เริ่มถูกนำมาประชุมหารือกันในทันที

เราแบ่งงานที่ต้องทำออกเป็น ๕ ส่วน คือ งานเปิดอาคาร งานวางศิลาฤกษ์ งานถวายปริญญา งานเสวย และงานที่ต้องจัดการห้องประทับพักผ่อนพระอิริยาบถ

มาถึงการเตรียมจัดงาน เราทุกคนต่างก็ร้อนใจ ที่ว่าร้อนใจเพราะนี่เป็นงานพระราชพิธี งานที่พวกเรา (ผมหมายถึงคนโรงพยาบาล) ไม่มีความถนัดเอาเสียเลย แต่เทวดาก็มาช่วยเหลือเราครับ เพราะเราได้รับความเกื้อกูลจากทีมสำนักงานอธิการบดีมาช่วยในการจัดการ การวางแผนเตรียมงาน การออกหนังสือไปยังสำนักพระราชวังตั้งแต่ต้น รวมถึงการติดต่อกับผู้คนฝ่ายต่างๆ ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เรื่องนี้เขาถนัดเพราะต้องจัดงานพระราชทานปริญญาบัตรอยู่ทุกปี ได้ทีมนี้ช่วย ทำให้เราหายใจคล่องขึ้นมากครับ
อีกทีมก็คือ ทีมจากกองราชพิธี สำนักพระราชวัง ซึ่งเป็นกำลังหลักในการแนะนำเรื่องของพิธีการในงานพระราชพิธี ลำดับก่อนหลังของกิจกรรมต่างๆ เรียกว่าทุกอย่างมีระเบียบแบบแผนลำดับก่อนหลัง การมาช่วยซ้อมเวลาเข้าเฝ้ารับเสด็จ และการเข้าร่วมในการฉายพระรูป
นอกจากนี้ เรายังได้รับความช่วยเหลือจากกองโยธาฯ ซึ่งจะมาประจำอยู่กับทีมโรงพยาบาลในการกำหนดและติดตั้งปะรำพิธี อันนี้เป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องที่ทีมโรงพยาบาลมีความกังวลใจมากเช่นเดียวกันว่าจะทำอย่างไรดี ไม่น่าเชื่อครับ ว่าจะมีหน่วยงานราชการที่จะจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว ทีมงานจากกองโยธาฯนี้นี่เองที่จะต้องไปติดตั้งปะรำพิธียังสถานที่ต่างๆที่พระองค์ท่านจะเสด็จไป อุปกรณ์ทุกอย่างเขาก็ขนกันมาเองเป็นคันรถเลย ที่สำคัญคือ นี่เป็นบริการที่ไม่คิดเงิน จัดให้อย่างดีและสมพระเกียรติ

งานต่อไป คือการจัดเรื่อง "ห้องและเครื่องเสวย"

เราตัดสินใจเลือกใช้ห้องประชุมชั้น ๑๒C ซึ่งเพิ่งได้รับการตกแต่งเสร็จใหม่สดๆร้อนๆ ชั้นนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะถูกใช้เป็นห้องเสวย เพราะอยู่ชั้นบนสุดของอาคารเฉลิมพระบารมี มีผนังกระจกที่มองเห็นวิวภูเขาคอหงส์และมองออกไปทางด้านทิศเหนือก็จะเห็นมัสยิดใหญ่และทะเลสาบสงขลา สวยงามมาก เราได้จัดโต๊ะเสวยเป็นแนวยาวในทิศตะวันออกและตะวันตก หากพระองค์ประทับที่หัวโต๊ะทางด้านทิศตะวันตก ก็จะสามารถทอดพระเนตรเห็นทั้งเขาและทะเล มันช่างเป็นความลงตัวอย่างแท้จริง

จากชั้น ๑๒C เราเดินลงมาอีก ๒ ชั้น ก็คือชั้น ๑๑ ซึ่งจะมีห้องพักของราชวงศ์อยู่ในส่วนหน้าของอาคารเฉลิมพระบารมี พื้นที่ส่วนนี้ถูกจัดเป็นห้องพิเศษสำหรับพระราชวงศ์โดยเฉพาะ ทั้งนี้เพราะหากมีการเสด็จลงมาภาคใต้ของพระองค์ใด และมีความจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล สงขลานครินทร์ก็คงต้องเป็นโรงพยาบาลนั้น ห้องพิเศษนี้จะแปรสภาพเป็นหออภิบาลหรือ ICU ได้ในทันที แต่ในวาระนี้ ห้องนี้ถูกเลือกใช้เป็นห้องพักผ่อนพระอิริยาบถ และโถงด้านหน้าถูกเลือกใช้เป็นสถานที่ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญา

เราแบ่งงานกันอย่างนี้ครับ

พื้นที่ส่วนห้องประทับและห้องเสวย เราจัดการเอง ส่วนพื้นที่ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญา ทางกองโยธาฯ รับผิดชอบไป

ภายในห้องประทับ เตียงผู้ป่วยถูกเคลื่อนย้ายออกไปชั่วคราว เราย้ายโซฟาเข้ามาแทนที่ เชื่อไหมว่า โซฟาที่เรานำมาวางไว้นั้น มันถูกบุหนังใหม่ด้วยฝีมือของแม่บ้านงานเคหะบริการของเราเอง ฝีมืองดงามและประณีตเป็นที่สุด

การจัดดอกไม้ประดับก็อาศัยคนในคณะแพทย์นี่เองที่มาช่วยกัน

เรื่องดอกไม้นี้มีเรื่องสนุกเล่าให้ฟังครับ

เนื่องจากบ้านเราไกลเมืองหลวง ดอกไม้ที่มีในท้องตลาดก็สวยสู้ในเมืองกรุงไม่ได้ แถมดอกไม้หลายชนิดก็เป็นดอกไม้ที่นำเข้ามาจากมาเลเซีย งานนี้คุณน้อยผู้บรรจงและทีมงานของเธอ จึงซื้อตั๋วเรือบินขึ้นกรุงเทพในช่วงค่ำของวันหนึ่ง ลงจากเรือบินก็วิ่งตรงไปปากคลองตลาด เดินช๊อปดอกไม้สดมาราธอน ตั้งแต่หัวค่ำยันเกือบรุ่งสาง (นี่ถ้าจัดการแข่งขันช๊อปปิ้ง เธอคงได้เหรียญทองไปสบายๆ) จากนั้นเรียกรถแท็กซี่มารับไปส่งที่ cargo ดอนเมือง สนนราคาถูกกว่าซื้อที่หาดใหญ่ไปกว่าครึ่ง นี่รวมราคาค่าโดยสารเรือบินแล้วด้วยนะครับ เด็ดดวงจริงๆ และเมื่อดอกไม้มาถึงโรงพยาบาล บรรดาสาวงามคณะแพทย์ทั้งรุ่นเปิดโรงพยาบาลและรุ่นหลังๆ ก็มาช่วยกันจัดตกแต่งออกมาอย่างสวยงาม มันถูกนำไปจัดวางในทุกที่ที่พระองค์เสด็จ รวมถึงห้องสรงด้วย

ห้องสรง

ห้องน้ำก็ถูกจัดอย่างสะอาดและสวยงาม จัดวางพรม เครื่องใช้ เครื่องหอม ดอกไม้ ไว้อย่างลงตัว ทีมงานได้จัดหาโคโลญจน์ชนิดซอง ยาอม สบู่ ยางสีฟัน วางเอาไว้ด้วย เผื่อพระองค์จะได้หยิบใช้ตามพระราชอัธยาศัย

มาถึงวันงานพระราชพิธี ผมได้บันทึกความทรงจำไว้ในข่าวคณะแพทย์ เดือนธันวาคม ๒๕๕๗ ไว้ว่า

"เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา พวกเราชาวคณะแพทย์แห่งสงขลานครินทร์ต่างล้วนปลื้มปิติ จากการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมาเปิดอาคาร "รัตนชีวรักษ์" รวมถึงทรงวางศิลาฤกษ์อาคารบริการวิชาการหลังใหม่ในคราวเดียวกัน
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงวันนั้น ผมยังจำได้ พวกเราคนจัดงานต่างก็มีความหวาดหวั่น เพราะท้องฟ้ายามนั้นครึ้มเสียจนเกินครึ้ม ขณะที่กำลังประกอบพิธีพราหมณ์อยู่นั้น บนท้องฟ้าก็ปรากฏฝูงนกนักร้อยนับพันบินร่อนวนเวียนอยู่เหนืออาคารโรงพยาบาลเป็นที่น่าอัศจรรย์ สายฝนเริ่มปรอยเม็ดลงมาจางๆพอให้จมูกชื้นแต่ไม่ถึงกับแฉะ นึกในใจ ฤกษ์นี้คงจะดีนัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ใกล้เวลาเสด็จ ท้องฟ้าที่อุ้มน้ำไว้จนท้องแอ่นก็ปล่อยสายน้ำให้ร่วงพรูลงมาไม่ขาดเม็ด สายน้ำจากหลังคาเต้นท์ที่ประทับไหลลงมาจนเก้าอี้ของผู้ร่วมงานต้องร่นเข้ามาด้านในจนเสียรูปแถว
ผมเชื่อว่า ความร้อนใจของผู้จัดงานคงถึงระดับสูงสุด เพราะการกดปุ่มเปิดแพรป้ายอาคารก็อยู่ด้านนอก ฐานวางศิลาฤกษ์ก็อยู่ด้านนอก แล้วจะทำอย่างไรดี และเร็วเท่าที่ใจนึก ด้วยประสบการณ์และการตัดสินใจของคนทำงาน เขาได้เปลี่ยนแผนเป็นการกดปุ่มเปิดแพรภายในที่ประทับ การเจิมแผ่นศิลาฤกษ์ก็ถูกนำขึ้นไปไว้ในตัวอาคารรัตนชีวรักษ์ เล่นเอาคนร่วมงานงงไปพักหนึ่ง เพราะมันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก
แต่ฝนที่ตกลงมาราวกับเป็นตัวอุปสรรคที่เราคิดว่ามันเป็นตัวทำให้งานไม่ได้เป็นไปตามแผน กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในทางตรงกันข้าม เพราะในช่วงเวลาที่สมเด็จพระเทพฯเสด็จลงมาจากอาคารรัตนชีวรักษ์นั้น พระองค์ทรงเอื้อมมือไปหยิบร่มมาจากองครักษ์ท่านหนึ่ง แล้วทรงถือร่มเดินลงมาเองอย่างไม่ถือพระองค์ ภาพที่ถูกถ่ายทอดออกไปทำให้ผู้ที่มาร่วมงานตะลึงและส่งเสียงฮาออกมาแทบจะพร้อมๆกัน ผมเชื่อว่า ทุกคนปลาบปลื้มใจกับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้ามากๆ
นั่นคงประทับอยู่ในใจพสกนิกรของพระองค์ท่าน ที่มาเฝ้ารอรับเสด็จไปอีกนานแสนนาน"

ยังมีอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพิธีก็คือ การจัดวางตำแหน่งผู้เข้ารับเสด็จภายในปะรำพิธี เนื่องจากงานนี้มีความเกี่ยวข้องกับคนหลายฝ่าย พระเก้าอี้ถูกจัดวางไว้บริเวณกลางสุดในปะรำ ด้านขวาพระหัตถ์เป็นที่นั่งของผู้มีอุปการคุณของคณะแพทย์และคณะทันตแพทย์ ที่จะมาเข้าเฝ้ารับของที่ระลึกจากพระองค์ ส่วนทางด้านซ้ายพระหัตถ์ก็เป็นบุคคลสำคัญจากที่ต่างๆ รวมถึงคนในคณะแพทย์บางส่วน

ถ้ามองจากภายนอกอาจจะงง ว่าทำไมบรรดาผู้บริหารคณะแพทย์จึงนั่งอยู่แถวหลังสุด ทั้งผอ.โรงพยาบาล หัวหน้าภาควิชาศัลย์ ภาคออร์โธฯ และอีกหลายๆท่านที่มีความข้องเกี่ยวกับอาคารรัตนชีวรักษ์

คำเฉลยก็คือ ผู้ที่นั่งเก้าอี้แถวหลังสุดนั้น จะกลายเป็นยืนหน้าสุดทันทีที่กลับหลังหัน ท่านเหล่านั้นจะยืนหลังสมเด็จพระเทพฯ ขณะทำพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารศูนย์การศึกษาและบริการวิชาการ แต่นั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ปรารถนาจะให้เกิด ซึ่งมันเกิดไม่ได้ก็เพราะฝนตกหนักนั่นเอง ฤกษ์เย็นจริงๆ

เสร็จจากพิธีสำคัญแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปเปิด "หอประวัติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์" ซึ่งเดิมสถานที่แห่งนั้นคือหอสมุดคุณหญิงหลงฯ ภายหลังจากการย้ายหอสมุดแห่งใหม่ไปอยู่บริเวณเยื้องๆกับตึกฟิสิกส์แล้ว ที่แห่งนี้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นหอประวัติแทน

เรามีเวลาเหลือเพียงราวชั่วโมงเศษ ทุกคนต้องย้ายไปเตรียมรับเสด็จที่ชั้น ๑๑ เนื่องจากสมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาพักผ่อนพระอิริยาบถและรับการทูลเกล้าฯถวายปริญญาที่นั่น แขกผู้มีเกียรติประกอบด้วยท่านนายกสภามหาวิทยาลัย ท่านอธิการบดี คณบดีและหัวหน้าภาควิชา ท่านทั้งหลายเหล่านี้ต่างก็สวมครุยเฝ้ารอรับเสด็จพระองค์ท่าน ครั้นเมื่อพระองค์ได้รับการทูลเกล้าฯถวายปริญญาเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เข้าไปเปลี่ยนฉลองพระองค์ครุยออกมาฉายพระรูปเป็นที่ระลึก ยังความปลื้มปีติแก่พวกเราทุกคน

ถึงเวลาเสวยพระกระยาหารเที่ยง สมเด็จพระเทพฯ จึงได้เสด็จขึ้นชั้น ๑๒C ณ ที่นั้น มีเหล่าบรรดาแขกผู้มีเกียรติเฝ้ารอรับเสด็จและร่วมโต๊ะเสวยอยู่จำนวนหนึ่ง รายการอาหารที่เตรียมไว้มี ๔ ชุด

ชุดแรกประกอบด้วย ยำสาหร่าย ข่าวห่อสาหร่ายไส้ปลาไหลไข่กุ้ง

ชุดที่ ๒ เป็นข้าว ข้าวสวยผสมข้าวสังข์หยด ข้าวมันไก่สีนิล

ชุดที่ ๓ มีห่อหมกปลาอินทรีย์ กระดูกหมูอ่อนต้มใบชะมวง หมูค้อง ไก่ต้มนึ่งเกลือ หลนปูและผักสด

ชุดที่ ๔ เป็นผลไม้รวม ไอศกรีมน้อยหน่า และเฉาก๊วย

เครื่องดื่มมีชาอู่หลง และน้ำพั้นซ์อัญชัน

งานนี้สิ่งดีๆอีก ๒ สิ่งที่ต้องบันทึกไว้ก็คือ เหล่าบรรดาบริกร ซึ่งนอกจากจะเป็นคนของโรงแรมส่วนหนึ่ง เป็นทหารราชองครักษ์ส่วนหนึ่ง ก็ยังมีนักศึกษาแพทย์อีกหลายคนทีเดียวที่มาช่วยกันเป็นบริกร นักเรียนเหล่านี้ถูกฝึกอย่างเร่งด่วน ทราบมาว่าเป็นไอเดียของคุณน้อยที่ต้องการจะให้นักศึกษามามีส่วนร่วม และได้รับการสนับสนุนทันทีจากท่านอาจารย์กันยิกาของพวกเรา ผมเองก็ไม่ได้เห็นเขาหรอกว่าทำกันอย่างไร แต่เมื่อเสร็จงานก็ได้มาร่วมชื่นชมอย่างเต็มที่ และอีกเรื่องที่น่าตื่นเต้นก็คือ เรื่องข้าวมันไก่ โรงพยาบาลไม่ได้ทำเองครับ เราสั่งมาจากร้านข้าวมันไก่จากโรงอาหารของโรงพยาบาลเรานั่นเอง เจ้าของร้านเมื่อทราบว่าต้องถวายข้าวมันไก่ เธอก็รีบไปสั่งคนเลี้ยงไก่ ให้เลี้ยงด้วยนมผง ซึ่งจะทำให้เนื้อไก่นุ่มอร่อย ผมได้ลองชิมแล้วก็ยืนยันตามนั้นจริงๆครับ อร่อยชนิดที่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรืออุปาทาน รู้แต่ว่า ระหว่างมื้ออาหารนั้น มีคนจากในวังลงไปสั่งข้าวมันไก่ใส่ปิ่นโตกลับไปด้วย "พระองค์ทรงโปรด" งานนี้คงเดาได้ ว่ามีใครน้ำตาไหลด้วยความปลื้มปีติบ้าง

เล่าจบได้เสียทีนะครับ

ผมเล่ามายืดยาว เพราะรู้สึกดีที่คณะแพทย์ของเราได้มีโอกาสรับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และด้วยรู้สึกว่าเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมอยู่ในงานหลายขั้นตอน รู้สึกดีที่ได้ร่วมงานกับคนเก่งๆหลายคนมาก ทั้งในคณะแพทย์ของเราและทีมงานจากสำนักงานอธิการบดี รวมถึงทีมงานจากสำนักพระราชวังและกองโยธาธิการ นอกจากนี้ ในส่วนลึกของหัวใจ ผมคิดว่ายังคงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยดลบัลดาลให้งานผ่านไปได้อย่างราบรื่น ผมเชื่อว่า "แม้นเทวดา ก็ยังมาช่วยเรา"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

รู้สึกปลื้มใจแทน ยอดเยี่ยมมากค่ะ ทุกอย่างเป็นไปอย่างงดงามและสมพระเกียรติ

เขียนเมื่อ 

ทรงพระเจริญครับ

คุณหมอแป๊ะ ต้องเล่าตอนที่แพทย์บางท่านไปเล่นดนตรีไทยด้วยครับ

555

วันนั้นผมอยู่แถวนั้นพอดี 555

เขียนเมื่อ 

มาร่วมลุ้นและชื่นชมพระบารมีด้วยค่ะ