กรรมฐาน 40 กอง

panjarat
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ผู้เขียนรวบรวมไว้เพื่อศึกษาด้วย การบันทึกช่วยให้ผู้เขียนจำได้ดี ขอนำการปฏิบัติธรรมที่มีสอนกันในพุทธศาสนา มีอยู่ 40 วิธีแบ่งได้เป็น 7 ประเภทคือ 1 อนุสติ10 คือการระลึกนึกถึงอยู่เสมอ ๆ

1 พุทธานุสสติ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า คุณของพระพุทธเจ้า

2 ธรรมมานุสสติ การระลึกถึงพระธรรม คุณของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

3 สังฆานุสติ การระลึกถึงพระสงฆ์ คุณของพระสงฆ์

4 สีลานุสสติ การระลึกถึงศีล คุณของศีลที่ตนได้ปฏิบัติ ไม่ขาดทะลุ หรือด่างพร้อย

5 จาคานุสสติ การระลึกถึงทานที่ได้ทำแล้ว คือการเสียสละให้ทาน

6 เทวตานุสสติ ทั้ง 6 เหมาะสำหรับคนประเภท ศรัทธา จริต และกรรมฐานที่เหมาะกับคนที่เชื่อยาก ต้องลองต้องประจักษ์เจอด้วยตนเองก็มี

7 มรณานุสสติที่ระลึกถึงความตายความไม่เที่ยงของสังขาร กับอุปมานุสติที่เป็นกรรมฐานที่ต้องระลึกสุขใจในพระนิพพาน

8 กายคตาสติ การมีสติไปในกาย การระลึกเกี่ยวกับร่างกาย พิจารณาให้เห็นส่วนต่าง ๆ ของร่างกายว่าไม่เที่ยงไม่สวยงามไม่สะอาด ไม่หลงใหลในกาย ติดในกาย

9 อุปสมานุสติ การระลึกถึงความสงบ ของพระนิพพาน คุณของพระนิพพาน

10 อานาปานนสติ และที่เหมาะกับทุกคนและปฏิบัติได้กับคนทุก ๆ จริต ก็คือ

  • คือการมีสติระลึกรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก การกำหนดและต่อละสำนักจะบัญญัติเพิ่มเติมเช่นจะภาวนาว่าพุทธโท ๆ ๆ หายใจเข้าพุทธ หายใจออกโทรู้ทุกลมหายใจสั้นก็รู้หายใจยาวก็รู้ จนกระทั่งมีสมาธิสูง ๆขึ้นภาวนาที่บัญญัติไว้ไม่ว่าจะพุทธโท ๆ ๆ หรือยุบหนอพองหนอก็ถอนไปเอง ก็ถอนไปเองดิ่งไปสู่สมาธิในระดับ ขณิกสมาธิสมาธิชั่วขณะ และอุปจารสมาธิแนบแน่น หรือหากสมาธิแนบแน่นมากขึ้น ๆ ก็จะดิ่งลึกถึงความขั้นอัปปนาสมาธิโดยในขั้นวิปัสสนานา มีสมาธิในระดับ ขณิก สมาธิก็สามารถยกระดับสู่วิปัสสนาต่อไปได้ หากเลยดิ่งไปถึงขั้นอัปนาสมาธิจะแนบแน่นมากปัญญาจะเกิดยากผู้ศึกษาหรือผู้สนใจเป็นเรื่องที่มีขั้นตอนที่ง่าย ๆ แต่ต้องมีความเพียรพยายามตั้งใจทั้งปฏิบัติและศึกษาเพิ่มเติมเพื่อจะได้ไม่หลงผิดหรือติดกับเรื่องที่ผิด ๆ จะเสียเวลาเพราะหากทำแบบผิดเสียเวลาหลายปีสู้คนที่ศึกษาอย่างถูกต้องแล้วเริ่มที่ถูกต้องไม่ได้ แต่สุดแท้แต่บุญกรรมที่สั่งสมกันมาว่าจะเจอกับใครจะเชื่อหรือหลงผิดก็เพราะเหตุเก่า ๆ ที่เรายังต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏนี้ไปอีกยาวนานแสนนานแต่หากทำถูกจริง ๆ มีบุญหนุนพาให้มาปฏิบัติการปฏิบัติภานา สามารถเลยไปถึงขั้นตัดสังสารวัฏให้สั้นลงหรือตัดเด็ดขาดเลยก็สุดแท้แต่ละคนผู้เขียนไม่อาจทราบหรือเกินกำลังขอเพียงแต่เราเพียรหมั่นขยันฝึกฝนเดินตามรอยธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสียสละอันยิ่งใหญ่ไม่มีใครเปรียบได้ให้แนวทางแก่เราให้ปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนไว้แทนต่อไป
  • 2 กสิณ 10 หมายถึงการเพ่งโดยใช้ตา เพ่งนาน ๆ ๆ จนจำได้ ก็เพ่งด้วยใจเชื่อมโยงระลึกถึงตอนที่ตาเห็น หากลืมหรือระลึกไม่ได้ก็ลืมตามาเพ่งใหม่ ทำอยู่อย่างนี้จนสามารถเห็นได้ด้วยใจที่บัญญัติขึ้น ชัด ขึ้นใส ยิ่งกว่าภาพจริงที่เราเห็นด้วยตาเนื้อวิธีการที่สอนสืบต่อกันมาก็เป็นอย่างนี้เหลือแต่เราจะเพียรปฏิบัติให้เห็นจริงประจักษ์จริงด้วยตนเองต่อไป แบ่งเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และวรรณะกสิณ คือสี เหลือง แดง เขียว ขาว และ สุดท้ายคือ แสงสว่าง

3 อสุภ 10 เป็นการพิจารณาศพตั้งแต่วันแรกจากเพิ่งตายใหม่ ๆ หลากหลาย 10 แบบเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ได้ สามารถถึงฌานได้เช่นเดียวกัน และเมื่อถึงฌาน ก็ยกเข้าสู่วิปัสสนาเข้าถึงวิมุติ หรือความหลุดพ้นได้เช่นเดียวกัน พระพุทธองค์ ทรงแนะนำไว้ว่าเหมาะกับจริตของคนที่ติดในเรื่องเนื้อหนังมังสา ความสวยงาม รักสวยรักงามมีราคะจริต

4 พรมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา

เมตตายิ่งใหญ่และสูงส่งกว่าความรักเป็นความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์หรือต่างจากความรักที่เจือด้วยโลภะ ความรักคือการติดข้องผูกพัน แต่ความเมตตาหมายถึงปรารถนาดีโดยปราศจากความผูกพันไม่ได้ฉันชู้สาวลูกหรือภรรยาพ่อแม่ญาติ หรือยิ่งการติดข้องการเป็นเจ้าของเช่นรักลูกปรารถนาดีต่อลูกก็เป็นเพียงความรักแต่ยังน้อยหรือต่างกันที่ความบริสุทธิ์ที่เมตตาได้โดยปราศจากอามิสเพราะไม่ใช่เมตตาแต่เป็นโลภะ การเจริญด้านเมตตาจึงต้องเป็นผู้ที่ฟังธรรมอยู่เป็นนิจจนจิตใจมีแต่ปรารถนาดีต่อทุก ๆ คนตั้งแต่คนใกล้ชิดไปจนถึงคนที่อยู่ไกล ๆ หรือแม้กระทั่งเวรรีบุคคล การเจริญเมตตาจึงมีอานิสงส์มากบุคคลที่ไม่โกรธตอบ มีแต่ความเตตาตอบไปจึงเป็นบุคคลที่มีโอกาสย่นหรือตัดสังสารวัฏได้ให้น้อย ลง ๆ เท่าใดก็ได้เช่นเดียวกับการภาวนาแบบอื่น ๆ

กรุณา คือการทำลายทุกข์ให้คนอื่น ให้เขาพ้นจากทุกข์ การทำลายทุกข์ปรารถนาที่แผ่ออกไปให้ไพศาลไม่คำนึงถึงใคร ๆ ไม่ว่าใครที่เป็นสัตว์บุคคลในสังสารวัฏ

มุฑิตา คือการยินดีเมื่อผู้อื่นเป็นสุข การเป็นสุข ในทางธรรมเข้าถึงสภาวธรรมที่เป็นธาตุ 4 ยินดีต่อการเป็นสุขของคนอื่นเมื่อเขาเจริญงอกงามทางจิตใจในธรรมเมื่อพิจารณาอยู่เนื่อง จนนำไปสู่การเข้าถึงสภาวธรรม

อุเบกขา คือการวางจิตเป็นกลางเห็นธรรมที่เป็นไปตามธรรมชาติเห็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับเห็นไตรลักษณ์เห็นจนไม่ติดข้องในคนในสัตว์ เป็นใครก็ได้ไม่เองเอียงด้วยความรักความชัง เช่นเราอยู่ในห้องที่มีคนจำนวนมากมีทั้งพ่อแม่ลูกเมีย และเวรีบุคคล เมื่อโจรถามเราให้เลือกคนไปฆ่า 1 คนเสียให้ตาย โดยทั่วไปคนต้องเลือก เวรีบุคคล หรือหากคนแบบปุถุชนทั่วไปก็อาจเสียสละตัวเอง แต่การวางอุเบกขาหมายถึงใครก็ได้จริง ๆ แล้วแต่โจรจะเลือกเลย,ลูกเมียพ่อแม่ก็ไม่ต่างกัน วางใจเป็นกลางประดุจน้ำแข็งขั้วโลกเลยที่เดียวนิ่งเป็นธรรมเห็นสภาวธรรมหรือความเป็นไป เห็นไตรลักษณ์และถึงวิมุติ จนหลุดพ้นในที่สุด ยากยิ่งที่ปุถุชน ผู้มากล้นด้วยกามคุณ มากด้วยกิเลสจะทำได้แต่ต้องค่อย ๆ เรียนรู้เข้าใจ และต้องเริ่มต้นทุกคนทำได้

5 อรูปกรรมฐาน 4 จริงแล้วเกินกำลังหรือสุดที่ผู้เขียนจะอัตถาธิบายให้เข้าใจได้ด้วยภูมิปัญญาของตนเอง แต่ขออธิบายอ้างจากวิสุทธิมรรค

1 อากาสานัญจายตนะ อรูปฌาน 1 ที่ผู้ที่เข้าได้ต้องได้ฌาน จากกสิณ 9(ยกเว้น อากาสากสิณ )

จากนั้นเมื่อได้ฌาน จากกสินกองใดกองหนึ่งจนถึง ฌาน 4 แล้วพิจารณาละนิมิตจึงจะผ่านไปถึง อรูปฌาน 1

2 วิญญาณัญจายตนะ อรูปฌาน 2 เช่นเดียวกันหลังจากได้ฌาน 4 เปลี่ยนนิมิตของกสินเป็นอากาศที่ว่างเปล่าหาที่สุดไม่ได้จนแม้อากาศจะละเอียดก็ยังเห็นความหยาบอยู่มากก็ละทิ้งไปสู่การพิจารณาวิญญาณ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วจิตก็จะเห็นวิญญาณอายตนะทั้ง 6 และและเกิดปัญญารู้เห็นว่าหากติดในวิญญาณ ก็ต้องยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏอันยาวไกลจึงไม่ไดต้องการวิญญาณ จนจิตตั้งมั่นเป็นอุเบกขารมณ์ วางเฉย ๆ เข้าสู่

3 อากิญจัญญายตนะ อรูปฌาน 3 ต่อจาก อรูปฌาน 2 ที่เข้าฌาน 4 โดยวิญญาณ เมื่อกำหนดวิญญาณไม่สิ้นสุดไม่ต้องการวิญญาณ ไม่ต้องการอากาศจิตก็ว่างเปล่าไม่เหลืออะไรให้ทุกข์ไม่เอาทุกสิ่งจนจิตเป็นอุเบกขารมณ์ หรือวางเฉย จนถึงสมาบัติ 7

4 เนวสัญญานาสัญญายตนะ อรูปฌาน 4 ละรูปนามขันต์ 5 โดยเริ่มจากเข้าอรูปฌาน 1 แล้วเข้าอรูปฌาน 2 และอรูปฌาน 3 (อกิญจัญญายตนะ) ทิ้งสัญญา ความจำได้หมายรู้เมื่อถึงขั้นนี้แม้ชื่อครอบครัวลูกภรรยาที่เคยมีหรือเพศของตนเอง บิดามารดา ก็สักแต่ว่าจำแต่จิตเพิกเฉยไม่รู้สึกใด ๆ ไม่มีความจำได้หมายรู้มายึดติดให้เป็นทุกข์ ไม่มีความรู้สึกใด ๆ จนละสัญญาหรือความจำหมดไม่มีความจำใด ๆ เข้าสู่อรูปฌาน 4 หรือสมาบัติ 8

6 อาหาเรปฏิกูลสัญญา เป็นกรรมฐาน ที่พิจารณาอาหารว่าเป็นซากพืช ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยเมื่อ วันผ่าน ไป สองวันผ่านไป สามวันผ่านไป การพิจารนาให้เห็นว่าอาหารไม่อร่อยมาสวยงาม ใช้เพื่อให้ร่างกายต้องมีชีวิตอยู่เพื่อประกอบกับอาหาร หากไม่พิจารนา ก็จะติดในรสชาติอาหารเป็นกิเลสที่ทำให้ติดข้องอยู่กับทุกข์ ติดอยู่ในสังสารวัฏนี้ต่อไป ไม่มีวันสิ้นสุด การพิจารณาอาหารเป็นกรรมฐาน ที่น่าจะง่ายและเข้าถึงการพิจารนาได้ ยิ่งปุถุชนปัจจุบัน ที่ติดหล่มจ่อมจมอยู่กับรสชาติ ความอร่อยและนำไปสู่การประมาท จนเป็นโรคอ้วนกันค่อนโลกในทุกวันนี้ เมื่อพิจารนาอยู่เนื่อง ๆ ก็เกิดปัญญาเห็นธรรมเห็นไตรลักษณ์ และเข้าสู่การดับทุกข์ได้วิธีหนึ่งที่ดีมากเช่นเดียวกัน การพิจารนาอาหาร ในอดีตพระเทวทัติ เคยทูลขอให้ภิกษุ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เห็นด้วยว่าภิกษุต้องเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ชาวบ้านถวายอะไรก็พิจารนาและก็ขบฉันได้ ไม่เรียกชื่อรู้ชื่อเนื้อสัตว์ทำให้เป็นกิเลสอยากฉัน อาหารที่คนบอกว่าเป็นสัตว์อะไรจึง ให้ไม่รับก่อให้เกิดโทษอยากฉันอย่างนั้นอย่างนี้สัตว์นั้นนี้ในคราต่อไป ไม่อยากให้หลงมัวเมายึดติดกับอาหารแต่ท่านทรง ห้ามขบฉันเนื้อสัตว์ไว้ คือเนื้อมนุษย์ เสือโคร่ง เต่า ช้าง สุนัข เสือเหลือง เสือดาว หมี งู การพิจารนา อาหารให้เป็นวาเป็นเพียงธาตุ 4 ที่ต้องหล่อเลี้ยงร่างกายจึงเป็นการภาวนามัยอย่างหนึ่งที่น่าสนใจให้เราเลือกมาพิจารนากันเป็นประโยชน์ ในการปัจจุบันและถึงพระนิพพานได้เช่นเดียวกันกรรมฐานทั้งกองอื่น ๆ เช่นเดียวกัน

7 จตาตุววัฏฐาน เป็นกรรมฐาน กองที่ 40 คือการพิจารณาให้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่ได้เป็นของเราไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เป็นเพียง ธาตุ 4 ขันธ์ 5 ร่างกายอยู่ได้เดินอยู่ได้พูดได้ก็เพราะการประกอบกันของธาตุ ทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งก็แตกสลายไปในที่สุด การพิจารนาจนเห็นการเกิดดับที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในร่างกายของเรา ผู้เขียนยกตัวอย่างเหมือนกองไฟ เราจะเห็นเปลวไปเป็นเปลวไฟเดียว ทั้งที่จริงแล้วฟืนกับไปแต่ติดต่อเนื่องกัน และต่อเนื่องกันตลอด ๆ ติด ๆ ๆ ๆ กันจนเรามองเห็นว่าเปลวไฟเป็นเปลวเดียวทั้งที่จริงแล้วไฟแต่ละช่วงเวลาก็เกิดจากฟืนและอากาศที่เผ่าคนละฟืนคนละอากาศกันมีการเกิดดับติดอยู่ตลอดเวลา ร่างกายก็เช่นกันเกิด กรรมฐานกองนี้จึงเป็นกรรมฐานที่เห็นจริงพิสูจน์ได้เหมาะกับคนที่ฉลาด ๆ มีวิจิกิจจามาก ๆ (เป็นความเห็นของผู้เขียน)

จะเห็นได้ว่าผู้เขียนได้ลงรายละเอียดพอสังเขปและหากใครสนใจจะศึกษาเพิ่มเติมก็แล้วแต่จะเลือกจะสนใจตามแต่จริตของแต่ละคนโดยผู้เขียนยังคิดว่าคนที่ศึกษาในทางมิจฉาทิฐิ ในทางการศึกษาด้านนี้ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่เชื่อไม่สนใจไม่ปฏิบัติ ไม่เห็น พระพุทธ พระ ธรรม พระสงฆ์ กรรมฐานหลายกองเช่น กสิณ มีมาก่อนพระพุทธเจ้าอีก แต่ไม่ได้มีใครรู้และเข้าใจยกเข้าสู่วิปัสสนา จนถึงวิมุติ หรือหลุดพ้นได้ เหมือนพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า

มากพอให้เราเลือกได้ตามที่เราสนใจหรือ ช้อปปิ้งได้มากมายจะชิมลอง แบบไหนก็แล้วแต่สนใจและชอบ หรือจริตที่โดนหรือตรงใจเรา เข้ากับเราได้หรือจะรู้ว่าจริตเราเข้ากับแบบไหนผู้สนใจก็ควรฝึกฝนหรือศึกษาในชั้นสูง ๆ ต่อไปอีก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทความสั้นการศึกษา



ความเห็น (0)