ลันตาครั้งที่เท่าไหร่

ผ่านการเป็นผู้บริหารตัวน้อยมากว่า ๒ ปี ปีนี้ก็จะเป็นปีที่ ๓ ที่ผมต้องอยู่โยงเฝ้าโรงพยาบาลในวันสิ้นปีเก่า และกระทำตนเยี่ยงซานตาคลอสออกเดินแจกของขวัญให้กับคนที่ทำงานอยู่เวรร่วมกันในโรงพยาบาลแห่งนี้ "สงขลานครินทร์"

ท่านอาจารย์อาวุโสมาร่วมเดินเยี่ยมคนทำงานร่วมกัน คณบดีก็มา ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดีที่ท่านจะได้อวยพรปีใหม่ให้คนทำงานด้วย แต่สำหรับผมแล้ว อายุน้อยเกินกว่าที่จะไปให้พรใคร ก็คงทำได้เพียงแค่กล่าวคำขอบคุณคนทำงานที่เสียสละเวลาส่วนตัวในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนคงอยากเฉลิมฉลองอยู่กับครอบครัวที่บ้าน หรือไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แต่ด้วยภาระหน้าที่อย่างพวกเรา หลายๆครั้งก็สวัสดีปีใหม่กับคนไข้หรือญาติคนไข้ หรือสวัสดีกันเอง

ผมถามลูกๆว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง พี่แป้งบอกว่า "ไม่ไปได้มั้ย" พ่อตอบว่า "ไม่ได้" พ่อกับแม่อยากเที่ยว หากแม้นลูกไม่อยากไปก็คงต้องไปอยู่กับย่าที่สุราษฎร์ฯ เธอบอกว่า "ได้" น้องจ้าเลยนึกสนุกบอกว่าจะอยู่กับย่าด้วย อยากเจอพวกอาๆที่กลับสุราษฎร์ฯอีกหลายคนเลย เมื่อเป็นดังนี้แล้ว พ่อกับแม่ก็มองหน้ากัน แสยะยิ้มมุมปากคนละด้าน ผมมุมขวา จิ๋มมุมซ้าย หรี่ตาหน่อยๆพองาม "งั้นเราไปเที่ยวกัน ๒ คนนะแม่นะ สวรรค์แน่ๆ"

ผมเสนอว่าไปเชียงใหม่ดีมั้ย จิ๋มบอกว่าคงหาเครื่องไปลำบากแล้ว

ผมเสนอว่า นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ แล้วนั่งกลับเลยดีมั้ย โรแมนติกดีออก นั่งรถไฟชมวิวเมืองเหนือ จิ๋มแบะปากเป็นคำตอบ

ผมเสนอว่า ไปขับรถเที่ยวแถบอีสานดีมั้ย ออกเดินทางหาผ้าสวยๆกัน จิ๋มบอกว่าเหนื่อย

ผมเสนอว่า ไปน่านมั้ย จิ๋มบอกว่า นั่งเครื่องตั้ง ๒ ต่อนะพ่อนะ

ผมเสนอว่า ไปสิงคโปร์ดีมั้ย จิ๋มบอกว่า วันที่ ๔ พ่อต้องไปอินเดียนะ แล้วจะไปเที่ยงสิงคโปร์ได้ยังไง

ผมเสนอว่า ไปเกาหลีมั้ย พี่แป้งถึงกับหูผึ่งแล้วบอกว่า "ไปด้วย" งานนี้จิ๋มไม่พูดอะไรนอกเสียจากส่งค้อนมาให้ปอนใหญ่

ผมเสนอว่า งั้นคิดเองละกัน อยากเที่ยวที่ไหนก็บอก เดี๋ยวจองที่พักให้

"ไปลันตามั้ยพ่อ" เธอเสนอทางเลือกที่ตรงกับความคาดหวังของผมที่สุด

"ไป" ผมตอบ

"ลันตาอีกแล้ว" เราไปลันตากันทุกปี ตั้งแต่น้องจ้าอายุได้เกือบขวบ ล่วงมาถึงตอนนี้ก็น่าจะไปได้ราว ๘-๙ ครั้งเห็นจะได้ เปลี่ยนที่พักทุกปี เปลี่ยนหาดนานๆครั้ง เพราะส่วนมากไปติดอยู่ที่หาดคลองดาว และคราวนี้เมื่อพ่อกับแม่ตกลงกันว่าจะไปลันตา ทั้ง ๒ ท่านตัวเล็กจึงสบายใจอย่างยิ่งที่จะอยู่กับย่า จะว่าไปก็ดีนะครับ ย่าคงชอบด้วยเช่นเดียวกัน

ปีนี้จิ๋มตัดสินใจเลือกนอนที่หาดบากันเตียงครับ เราเข้าไปจองที่พักผ่าน booking.com ได้รีสอร์ทที่ถูกใจคือ "บ้านลานตา" ราคาพอรับได้ ดูภาพที่พักก็น่าจะโอเค และที่น่าสนใจเป็นยิ่งนักก็คือ หาดนี้อยู่เกือบจะหัวเกาะเลย (เอ...จะเรียกว่าหัวหรือท้ายเกาะดี เพราะมันอยู่ไกลออกไปจากท่าเรือ มันใกล้ที่ทำการอุทยานที่มีประภาคาร ที่คนเขาชอบไปถ่ายรูปกัน ว่ากันว่าในสมัยก่อนเดินทางเข้าไปยากเย็นแสนเข็ญ ถนนไม่ลาดยางไม่เทคอนกรีต ต้องใช้รถโฟวีล อะไรทำนองนี้)

เช้าวันปีใหม่ เราออกจากบ้านช่วงเช้าเพื่อไปส่งลูกสาวทั้ง ๒ ที่สุราษฎร์ฯ แล้วผมก็ขับรถมุ่งไปยังกระบี่โดยใช้ถนนสาย ๔๔ ที่ตัดตรงยาวไปจนถึงเขตอำเภออ่าวลึก เข้าเมือง ผ่านเหนือคลอง คลองท่อม และเลี้ยวขวาเข้าเกาะลันตา ใช้เวลาบนถนนไม่นาน แต่รอลงแพ ๒ ทอด กินเวลานานเท่ากับขับรถได้ระยะทางราวร้อยกิโล

จากท่าเรือ เราขับรถบนเกาะไปอีก ๒๐ กิโลเมตรก็ถึง "บ้านลานตา" หาดบากันเตียง เกือบหัวเกาะ (เอ...หรือจะเรียกว่าท้ายเกาะดี บ้าไปแล้ว)

การที่เราเลือกที่จะมาลันตาได้ทุกปีนั้นก็เป็นเพราะว่าเราสามารถลงเล่นน้ำทะเลได้อย่างสบายแม้นเป็นเกาะในทะเลอันดามัน ซึ่งขึ้นชื่อว่าน้ำลึก ชายฝั่งยุบตัว และคลื่นลากไปอินเดียได้ง่ายๆ แต่ที่นี่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น บริเวณชายหาดที่ท้ายเกาะ (เอ...หรือว่าหัวเกาะวะ เอาเป็นว่ามันอยู่ต้นๆบริเวณใกล้ท่าแพและตลาดนั่นแหละ) หาดคลองดาว จะมีความลาดชันน้อยมาก ทรายละเอียดยิบ เด็กๆสามารถลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย

แต่ครั้งนี้ผมพักที่หาดบากันเตียง มันไม่เหมือนกับคลองดาว หาดทรายมีกองหินมากมาย ทรายหยาบกว่า ชายฝั่งยุบตัว คลื่นดูดออกไปด้านนอกด้วยพลังเพียงเล็กน้อยของมัน แต่ก็นั่นแหละครับ สิ่งที่เราได้กลับมาก็คือ เราได้ที่พักที่น่าหลงใหล ห่างไกลความเจริญบริเวณท้ายเกาะ (เอ...หรือว่าหัวเกาะวะ เฮ้ย!) รีสอร์ทตั้งอยู่บริเวณชุมชนพื้นเมืองชาวมุสลิม มี 7-11 แปลกปลอมอยู่ร้านหนึ่ง ครั้นยามบ่ายคล้อย ผมจึงเลือกที่ออกมานอกห้องพักเพื่อที่จะฟังเสียงสวดที่ดังออกมาจากมัสยิดของหมู่บ้าน ที่พักเรามีเจ้าของเป็นมุสลิม พนักงานล้วนเป็นมุสลิม ดังนั้นห้องอาหารจึงไม่มีหมู ไม่เสิร์ฟแอลกอฮอล์ แต่เขาก็ใจกว้างพอที่จะให้มีคนมาเปิดบาร์บริการแอลกอฮอล์แก่แขกที่มาเข้าพัก พนักงานจะนำเมนูเครื่องดื่มมาให้เราเลือกและจะเดินไปสั่งให้หากเป็นแอลกอฮอล์ จึงรู้สึกประทับใจในพหุวัฒนธรรมที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้า เราทั้งคู่เป็นคนไทยคู่เดียวที่พักอยู่ที่นี่ครับ เป็นคนส่วนนัอยนี่ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ ทางรีสอร์ทลดราคาค่าอาหารให้เรา ๑๐% เพราะเป็นคนไทย เห็นไหมครับ น่ารักขนาดไหนเขาคงไม่ค่อยได้เห็นคนไทยมาเที่ยวที่นี่

ชีวิตที่ไม่ต้องเลี้ยงลูกนี่เราแทบจะลืมไปแล้วว่าเป็นอย่างไร ไม่ต้องสนใจเวลาลงน้ำ อยากนอนก็นอน ไม่ต้องห่วงเรื่องกิน คิดถึงก็โทรศัพท์ไปหา ซึ่งเราก็จับความรู้สึกได้ว่าลูกก็ไม่ได้คิดถึงเราเท่าไหร่นัก เธอสนุกอยู่กับอาและย่า ที่นู่นดูแลเธอทั้ง ๒ อย่างดี อยากทำอะไรก็ทำ อยากกินอะไรก็พาไป และแน่นอนว่าผมก็รู้สึกหนุ่มขึ้น คึกคักคึกคัก ว่ายน้ำ ดื่มเบียร์ ดื่มกาแฟ นอนหนุนแข้งเมียที่ดื่มด่ำกับนิยายเล่มโต ไม่เข้าเน็ต (แม้นว่าเขาจะมี free wifi ให้ใช้) โอ้โฮ นี่มันสวรรค์ชัดๆ

สิ่งใหม่ๆในลันตาอีกอย่างที่เราได้ใช้บริการ นั่นคือร้านอาหารใหม่

แต่ก่อนนั้น เราจะต้องออกไปกินมื้อเที่ยงกันที่ "ร้านอาหารเขาใหญ่" (มิใช่ กูเล็ก นะครับนะ) เรามากินกันทุกปีจนเด็กในร้านจำครอบครัวเราได้ เขาเห็นแป้งกับจ้ามาตั้งแต่ตัวเล็กๆ แต่คราวนี้เราไม่ได้ไปใช้บริการ เพราะเราเข้ามาอยู่ในที่พักที่ลึกเกินกว่าจะขับรถออกไป และที่สำคัญ คุณป้าท่านหนึ่งท่านแนะนำมาว่าให้ลองไปกินที่ร้าน "same same but different" ซึ่งอยู่ใกล้กับที่พักเรามาก ดังนั้น มื้อเที่ยงของการพักผ่อนวันที่ ๒ เราจึงเลือกที่จะไปที่นั่น และก็ไม่ผิดหวังเลย

ร้านอาหารแห่งนี้อยู่ติดกับรีสอร์ทพิมาลัย ห่างจากที่พักเรากว่ากิโลเมตร มันหมกตัวอยู่ท่ามกลางหมู่ไม้ หากขับรถเร็วไปก็คงไม่แคล้วต้องถอยหลังกลับ (หมายความว่าถนนมันกว้างพอที่จะให้รถสวนกันได้เท่านั้น) ทางเดินที่นำเราเข้าไปร้านอาหารซึ่งอยู่บริเวณริมหาดถูกปูด้วยลำไม้ไผ่ คนมากินมากมายใช้ได้เลยครับ เราเข้าไปโดยไม่ได้จองก็เกือบไม่ได้กิน มันว่างพอดี เดาว่าแขกที่มากินส่วนหนึ่งเป็นแขกของพิมาลัย บางส่วนเดินมาจากรีสอร์ทแถวที่ผมพักอยู่ และมีบางกลุ่มเช่าเหมาเรือมากินที่นี่ โห..ไม่เลวแฮะ

เราสั่งฉู่ฉี่ปลาอินทรีย์ที่เดาว่าขนาดลำตัวของมันคงเท่าๆกับน่องของผม กุ้งต้มตะไคร้ที่มีรสเผ็ดแต่ไม่จัดจ้านมาก สามารถซดน้ำได้อย่างคล่องคอ และเนื้อปูผัดถั่วฝักยาวผสมพริกสด ข้าวสวยถูกเสิร์ฟพร้อมด้วยช้อนสีทองเหลือง อาหาร ๓ อย่างทำเอาเราทั้งคู่พุงแทบแตก

ผมนั่งมองพนักงานคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นหัวหน้า เธอทำงานคล่องแคล่วมาก ภาษาอังกฤษไร้ไวยกรณ์สามารถจัดการกับลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว การบริหารโต๊ะ บริหารลำดับกับข้าว บริหารคิว บริหารแขกที่ไม่ได้จองโต๊ะมา แถมหน้าตาของเธอที่ดูเหนื่อยแต่ยิ้มแฉ่งกับลูกค้าทุกโต๊ะ มันน่าทึ่งเชียวครับ ผมเอ่ยชื่นชมเธอออกไปด้วยความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

"๙๗๐ บาท" ผมยื่นแบ้งค์พันไปให้ พนักงานทอนมา ๔๐ ผมก็บอกว่ามันเกิน เธอบอกว่า "เอาไปเหอะ" แน๊..แทนที่ผมจะให้ทิปเขา แต่เขากลับให้ทิปเราแทน

หลังจากกินข้าวอิ่ม เราก็ไปตามหาฝันอีกอย่างที่คั่งค้างมานาน นั่นคือ ประภาคารแห่งลันตา

เราเห็นในรูปมานาน อยากไปชมมันมานานแล้ว แต่ทุกครั้งต้องเกิดอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นความกลัวจากคำขู่ของรุ่นพี่ว่ามันหฤโหดบ้างล่ะ ลุยโคลนบ้างล่ะ หลุมใหญ่บนทางลูกรังบ้างล่ะ และสุดท้าย "เธอต้องขับโฟวีลไป" แต่ครั้งนี้มีหลายคนบนเกาะบอกว่าไปได้ ทางดี ไปเหอะ ผมกับจิ๋มจึงอยากไปให้ถึงสักครั้ง

มันอยู่ห่างจากร้านอาหาร sameฯ เพียง ๖ กิโลเมตรเท่านั้นครับ "อุทยานแห่งชาติแหลมตะโหนด" คือที่ตั้งที่เรากำลังจะไป มันลบความเชื่อและความกลัวออกไปหมด นั่นเพราะว่าตลอดเส้นทางนั้นถนนดีถึงดีมาก ทางขึ้นเขาลงเขาเท่านั้นที่ทำให้เราต้องใช้ความระมัดระวัง ระหว่างทางจะขั้นด้วยป่าบ้าง ผาสูงชันหันออกทะเลบ้าง แล้วเราก็มาถึงมัน "ประภาคารแห่งลันตา"

ผมไม่รู้ว่ามันยังคงถูกใช้งานอยู่หรือไม่ มันดูเก่า เขรอะ และโดดเดี่ยว

แต่จะว่าไป คำว่าโดดเดี่ยว จะต้องอยู่คู่กับประภาคารเสมออยู่แล้วนี่นา มันต้องอยู่ในที่ที่ถูกโดดเดี่ยว หน้าที่ของมันคือการให้แสงในที่โดดเดี่ยวและอันตราย ดูอย่างแฮร์รี่ พ็อตเตอร์สิ ก่อนเข้าโรงเรียนนกฮูก ยังลูกลุงเวอร์นอนพอไปแอบไว้ในประภาคารที่โดดเดี่ยวกลางทะเลบ้าคลั่งเลย

นับว่าไม่ผิดหวัง ที่ได้มาชมมัน

สรุปได้ว่า ลันตาปีนี้ไม่เหมือนปีไหน สิ่งใหม่สิ่งเก่าปะปนกัน

สิ่งใหม่คืออาหาร ชายหาด และประภาคารแหลมตะโหนด

สิ่งเก่าคือ รถ เบียร์ และเมีย ซึ่งสิ่งสุดท้ายนี้ แม้นเก่าแต่ก็ไม่เคยด้อยค่าเลย

รักนะ จุ๊บๆ

ธนพันธ์ ชูบุญ กำลังจะไปอินเดีย

๓ มกราคม ๒๕๕๘



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (4)

บริเวณหน้าร้านอาหารครับ

เขียนเมื่อ 

...สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๘ ค่ะ ....สุข สดชื่น สุขภาพแข็งแรงทั้งกาย และใจ ตลอดปี และตลอดไปนะคะ.....

เขียนเมื่อ 

สวยมากๆเลยครับ

ยังไม่มีโอกาสไปเลยครับ

ขอบคุณมากๆครับ