รัฐประศาสนศาสตร์;กรอบแนวคิดการวิจัย

รัฐประศาสนศาสตร์;กรอบแนวคิดการวิจัย

อาจารย์สุภัชชา พันเลิศพาณิชย์

การวิจัยเป็นกระบวนการแสวงหาความรู้โดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการแสวงหาความรู้ที่ดีที่สุดในปัจจุบันมีประเด็นสำคัญ ๆ ที่ประกอบไปด้วยเรื่อง การค้นหาความรู้ การสร้างวิธีการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ในทางปฏิบัติ และการประเมินผล ดังนั้น กระบวนการวิจัยจึงต้องมีความสอดคล้องกับขั้นตอนวิธีการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาหรือการพัฒนา ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆเหล่านี้คือ (1) การสำรวจสภาวะหรือสภาพปัญหาที่เป็นอยู่ (2) การสร้างหรือการพัฒนาวิธีการแก้ปัญหา (3) การนำวิธีการไปสู่การปฏิบัติ และ (4) การประเมินผล หากทำครบถ้วนทุกกระบวนการ เรียกได้ว่าเป็นการวิจัยและพัฒนาจึงต้องมีองค์ความรู้ที่ดี ทันสมัย สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ถูกต้องและเหมาะสม การออกแบบกรอบแนวคิดการวิจัยจึงเรื่องจำเป็นและมีความสำคัญเป็นอันดับแรก เนื่องจากกรอบแนวคิดการวิจัยเป็นการจัดระบบความคิดรวบยอด ก่อนที่จะนำเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองพิสูจน์ด้วยกระบวนการวิจัยเพราะว่ากรอบการวิจัย (Research Framework) เป็นการแสดงขั้นตอนในการดำเนินงานวิจัยที่นำความรู้มาจากงานวิจัย หรือ ข้อเขียน หรือ บทความ หรือ แนวคิดของนักวิชาการคนใดคนหนึ่งหรือหลาย ๆ คนรวมกันเป็นหลัก(หน้า๑๖๙บทคัดย่อ)ผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีการการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยใน 5 มิติ ได้แก่ การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) ทฤษฎีฐานราก (Grounded Theory) การคิดเชิงเหตุผล (Rational Conceptual Thinking) การจัดการความรู้ (Knowledge Management) และการบูรณาการอย่างลงตัว (Integrated Concepts)(หน้า๑๗o) 1.การทบทวนวรรณกรรม (Literature Review)เป็นการให้ความสำคัญกับองค์ความรู้เดิมถูกบันทึกไว้ (Literature)วิธีการสร้างกรอบแนวคิดเริ่มจากการสรุปประเด็นต่าง ๆที่ได้จากแนวคิด (Concepts) ทฤษฎี (Theory) และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Research) (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2546)1.1 แนวคิด (Concepts)หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็น ความเชื่อ มโนคติ ทัศนคติที่เป็น ความรู้และประสบการณ์อาจจะเป็น บทความ เป็นข่าว เป็นข้อเสนอแนะ หรือความคิดจากใครที่เชี่ยวชาญก็ได้มีองค์ประกอบ ดังนี้ การสังเกต การเปรียบเทียบความคล้ายและความแตกต่าง จัดแยกประเภทและรวมเป็นหมวดหมู่ สร้างความหมายเฉพาะเพื่อความเข้าใจของตนเอง เป็นต้น ซึ่ง เป็นการอธิบายปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่งอย่างมีเหตุมีผล (Reason) นั่นเอง (Emory, 1926)(๑๗๓)1.2 ทฤษฎี (Theory)หมายถึง สมมติฐานจากแนวคิดที่มีการตรวจสอบและทดลองหลายครั้งด้วยวิธีการ ทางตรรกวิทยา วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ทำให้เกิดกฎเกณฑ์ที่ได้มาจากการสังเกต ค้นคว้า และการทดลอง โดยใช้เหตุผลเป็นพื้นฐาน จนสามารถอธิบายข้อเท็จจริงสามารถคาดคะเนทานายเหตุการณ์ทั่ว ๆ ไปที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์นั้นอย่างถูกต้องมีเหตุผลทำให้เกิดความเข้าใจตามความจริงเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปและใช้เป็นหลักเกณฑ์ได้ จึงเป็นผลให้สมมติฐานจากแนวคิดกลายเป็นทฤษฎี(๑๗๔)1.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Research) หมายถึง งานวิจัยที่ผู้อื่นได้ทำไว้แล้วมีประเด็นตรงกับเรื่องที่เราต้องการศึกษา อย่างเช่น สารนิพนธ์ หรือ การศึกษาอิสระ หรือ วิทยานิพนธ์ หรือ ดุษฎีนิพนธ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ได้พิมพ์เผยแพร่ไว้ (สมพร พุฒตาล เบ็ทซ์, 2546; Neuman, 2003; Wiersma, 2000) สรุปก็คือการออกแบบกรอบแนวคิดการวิจัยด้วยการทบทวนวรรณกรรม ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้เดิมที่ถูกบันทึกไว้ โดยการสังเคราะห์ตัวแปรจากแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเป็นการให้ค่านิยามแก่ตัวแปร นำความสอดคล้องในเชิงตรรกะเพื่อให้มีจุดอ่อนน้อยที่สุดนั่นเอง

2. ทฤษฎีฐานราก (Grounded Theory)

ทฤษฎีฐานราก คือ ทฤษฎีที่ได้จากการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมที่ มีความเชื่อว่า การกระทำของมนุษย์มีพื้นฐานสำคัญอยู่ที่ความหมายที่ตนมีต่อสิ่งต่าง ๆ วิธีแบบนี้จึงเน้นการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคม โดยยึดหลักของการทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้มาสร้างมโนทัศน์หาความเชื่อมโยงระหว่างมโนทัศน์ต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อสรุปเชิงทฤษฎี ของปรากฏการณ์ทางสังคมที่ต้องการหาคำอธิบาย วิธีการทฤษฎีฐานรากเป็นวิธีเชิงคุณภาพใช้ ในการค้นหาตัวแปร โดยการลงพื้นที่วิจัยเพื่อทำการค้นหาตัวแปรที่ เรียกว่า การศึกษานำร่อง (Pilot Study)(๑๗๔-๑๗๕)กล่าวได้ว่าการนำวิธีการทฤษฎีฐานรากมาใช้เพื่อค้นหาตัวแปรและกรอบแนวคิดของ การวิจัย ถือว่าเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่อาจถือว่าเป็นตัวแปรใหม่ซึ่งอาจยังไม่มีการค้นพบมาก่อนและมิใช่องค์ความรู้ที่ถูกบันทึกไว้ในสื่อต่าง ๆ แต่เป็นองค์ความรู้ที่อยู่ในปรากฏการณ์จริง โดยการใช้วิธีการศึกษานำร่อง ประกอบด้วยหลายวิธีการ ส่วนวิธีการที่นิยมใช้กัน (ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ, 2541) เช่น การสัมภาษณ์กลุ่มเฉพาะ (Focus Group Interviews) การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) (เกษมสิงห์ เฟื่องฟู, 2551; วานิช มาลัย และอรสา ปานขาว, 2548; สานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interviews) เป็นต้น(๑๗๔-๑๗๕)

3. การคิดเชิงเหตุผล (Rational Conceptual Thinking)ได้มาจากความคิดและประสบการณ์การทำงานของผู้วิจัยเองและผู้วิจัยต้อง มีประสบการณ์การเรียนรู้ การทำงานและความเชี่ยวชาญพอสมควร (สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์, 2550)(๑๗๕)โดยสรุปการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยด้วยวิธีการคิดเชิงเหตุผล (Rational Conceptual Thinking) เป็นการเปิดโอกาสของจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ที่มีอยู่ในตัวนักวิจัยแต่ละคน ซึ่งอาจจะเป็นการคิดไปข้างหน้าก่อน หรือเริ่มต้นด้วยการคิดนอกกรอบ เมื่อความคิดลงตัวแล้วค่อยทบทวนวรรณกรรมหรือเป็นการหาแนวคิดหรือทฤษฎีมายืนยันเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ(๑๗๘)

4. การจัดการความรู้ (Knowledge Management)เกิดจากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งในกรอบแนวคิดการวิจัยจะเป็นกรอบแนวคิดที่ทันสมัย เรียกว่า "การใช้วิธีการการจัดการความรู้ (Knowledge Management)ซึ่งต้องเป็น ความรู้เป็นสิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความรู้ คือ การพิสูจน์ ความเชื่อที่เป็นจริง (Firestone & McElroy, 2003)ในการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยโดยการจัดการความรู้ ดำเนินการได้ดังนี้คือ 1. การค้นหาความรู้ (Knowledge Identification) 2. การสร้างความรู้ (Knowledge Creation) 3. การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) 4. สรุปเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย (Research Framework Conclusion)ไม่ว่าจะเป็นกรอบแนวคิดเชิงองค์ประกอบ กรอบแนวคิดเชิงตัวแปร และกรอบแนวคิดเชิงกระบวนการและ5. ทำการทบทวนวรรณกรรมยืนยัน (Confirm Literature) กล่าวโดยสรุปการสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยด้วยวิธีการการจัดการความรู้คือ การนำเอาความรู้ประเภทที่ฝังอยู่ในคนโดยต้องเป็นผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนสนใจจะศึกษาเข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองลักษณะการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แล้วทำการสังเคราะห์เป็นกรอบแนวคิดการวิจัย สุดท้ายเพื่อให้กรอบแนวคิดเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปให้ทาการทบทวนวรรณกรรมยืนยันกรอบแนวคิดการวิจัยเป็นลำดับสุดท้าย

5. วิธีการบูรณาการอย่างลงตัว (Integrated Concept)เป็นการออกแบบกรอบแนวคิดที่ดีมากเนื่องจากเป็นการผสมผสานรูปแบบวิธีคิดทุกอย่างอย่างลงตัวที่สุดขั้นตอนของการบูรณาการอย่างลงตัว มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1วิธีการคิดเชิงเหตุผล Rational Conceptual Thinking ขั้นที่ 2ทฤษฎีฐานราก Grounded Theory ขั้นที่ 3การจัดการความรู้ Knowledge Management และ ขั้นที่ 4การยืนยันด้วยการทบทวนวรรณกรรม Literature Reviewทั้งนี้วิธีการสร้างกรอบแนวคิดแบบนี้เหมาะสมกับนักวิจัยที่มีประสบการณ์หรือมีความเชี่ยวชาญทางการวิจัยมาพอสมควร ซึ่งอาจต้องเป็นเป็นนักวิจัย ที่สามารถมองทะลุระเบียบวิธีวิจัยทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพเป็นอย่างดี(หน้า๑๘o-๑๘๑)

บทสรุป

กรอบแนวคิดที่ดีควรจะเป็นกรอบแนวคิดที่ตรงประเด็นในด้านเนื้อหาสาระตัวแปรที่ต้องการศึกษา มีความสอดคล้องกับความสนใจในเรื่องที่วิจัย มีความง่ายและไม่สลับซับซ้อนมาก และควรมีประโยชน์ในเชิงนโยบายหรือการพัฒนาสังคม ผู้วิจัยจะต้องเขียนแสดงความสัมพันธ์ของแนวคิดในการวิจัยของตนให้ชัดเจน ในขอบเขตของเอกสารและงานวิจัยที่ต้องการศึกษาแล้วจึงนำเสนอกรอบแนวคิดการวิจัย สามารถนำเสนอได้ในหลายรูปแบบ ได้แก่ แบบแผนภาพ แบบเชิงพรรณนา แบบแบบผสมผสาน หรือ กรอบแนวคิดแบบจำลองหรือฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์(๑๘๒)

ขอขอบคุณแหล่งที่มา ; วารสารวไลยอลงกรณ์ปริทัศน์ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2556จากบทคัดย่อเรื่อง การสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยเชิงสารวจทางรัฐประศาสนศาสตร์ของ สัญญา เคณาภูมิ (Sanya Kenaphoom)