ชีวิตที่พอเพียง : ๒๓๑๑. ควงสาวเที่ยวเยอรมนี ๙. นูเร็มเบิร์ก


วันอาทิตย์ที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๗ วันที่ ๙ ในเยอรมนี

เราวางแผนนั่งรถ ICE 1521 ออก ๗.๕๓ น. ผ่านเบิร์น - Koblenz – Mainz – Frankfurt Airport – Frankfurt Hbf – Wurzburg – Nurnberg (12.24 น.)

สาวน้อยตื่นตั้งแต่ตีสี่ ผมจึงตื่นด้วย ลุกขึ้นมาค้น Google ทำความรู้จักเมือง Nuremberg ใน Wikipedia ซึ่งให้ข้อมูลดีมาก สรุปว่าเป็นเมืองใหญ่ที่สองในบาวาเรีย ที่ ๑๔ ในเยอรมนี เป็นเมืองสำคัญมาตั้งแต่โบราณ เพราะที่ตั้งอยู่ในเส้นทางการค้า คนนับถือโปรเทสแต้นท์มากกว่า คาทอลิก เป็นเมืองธุรกิจ อุตสาหกรรม และการเมือง สมัยนาซีเป็นสถานที่แสดงแสนยานุภาพ และโปรปะกันดา ของนาซี และเมื่อจบสงครามโลกครั้งที่สอง ก็เป็นสถานที่พิจารณาโทษอาชญากรสงคราม

เวลา ๖.๔๐ น. เราลงไป check-out ฝากกระเป๋าที่ reception และจะไปกินอาหารเช้า แต่ยังไม่มีอะไรให้กินเลย เจ้าหน้าที่มาบอกว่าเวลานั้นเป็นเวลา ๕.๔๕ น. ไม่ใช่ ๖.๔๕ เพราะเขาเพิ่งเปลี่ยนเวลาเป็นเวลาฤดูหนาว เราต้องกลับขึ้นห้อง รออีก ๑ ชั่วโมง โชคดีที่รู้เสียก่อนไปสถานีรถไฟ

ความรู้อีกอย่างหนึ่งที่เราได้จากโรงแรมคือ นักท่องเที่ยวต้องจ่ายค่าภาษีวัฒนธรรม ถ้าเดินทางไปด้วยเหตุผลทางธุรกิจไม่ต้องเสียภาษีนี้ กรณีของเราเสียภาษี ๒ วัน ๑๐.๓๓ ยูโร ดังนั้นจริงๆ แล้วเราจ่ายค่าที่พัก ๒๔๗.๙๓ ยูโร ตรงตามที่ Booking.com บอกไว้

ตอนไปเช็คเอ๊าท์ ผมหยิบเอกสารเล่มเล็ก ชื่อ INSOMNIA. The City Guide >> Koeln กลับมาอ่านที่ห้อง พบว่าเยอรมันให้เปิดซ่องได้ โดยเอกสารแนะนำใน section Erotic Clubs ว่ามีสถานที่ชื่อ Pascha เป็นทั้งไน้ท์คลับและซ่อง (brothel) ถือเป็นซ่องที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป อาคารมี ๑๑ ชั้น มีหญิงบริการ ๑๒๐ คน หากลูกค้าไม่พอใจ คืนเงิน เอามาเล่าเป็นความรู้ สถานอโคจรมีทั่วไป นอกจากนั้นเอกสารนี้ยังแนะนำ Escort Services ของ Donna-Escort ด้วย เข้าใจว่าเป็นบริการทางเพศชั้นสูง

กินอาหารเช้าเสร็จ เราลากกระเป๋าเดินไปยังสถานีรถไฟ ไปที่ชาลา ๗ ผมชำนาญแล้วว่าจะไปดูป้ายบอกตำแหน่งของโบกี้รถตรงไหน เพื่อไปรอได้ถูกตำแหน่งของชาลา แต่เมื่อรถเข้า สาวน้อยก็เดินไปขึ้นรถไกลออกไป ผมเรียกก็ไม่ได้ยิน ผมขึ้นรถตรงประตูตรงหน้า เอากระเป๋าใหญ่ ๒ ใบเก็บแล้วเดินไปหาสาวน้อย คาดว่าคงจะขึ้นประตูถัดไป ก็ไม่พบ เดินเลยไปหน่อยก็ไม่พบ กลับไปดูที่ผมเก็บกระเป๋า ก็ไม่มี จนรถออก ผมใจหายว่าคงต้องหาเมียใหม่แน่ แต่คงจะหาดีขนาดนี้ยาก ผมเดินกลับไปหาทางโบกี้หลังอีกที พบว่าสาวน้อยกำลังเดินมา นี่คือรสชาติของการเดินทาง เป็นการฝึกฝนและเรียนรู้หลากหลายด้าน

บนรถตู้ที่เรานั่งมีผู้โดยสารไม่กี่คน เราจึงแยกนั่งได้ตามสบาย แต่ก็มีป้ายบอกว่าที่นั่งใดมีคนจองช่วงไหน เราเลือกที่นั่งที่ไม่มีคนจอง แต่ระหว่างไม่มีคน ผมก็ออกไปนั่งตามสบาย และเดินไปถ่ายรูปเมื่อวิวสวย แค่ก็ถ่ายให้สวยยาก เพราะรถแล่นเร็ว และมีแสงสะท้อนจากกระจก

เมื่อรถไปจอดที่สถานีบอนน์ เมืองหลวงเก่าของเยอรมันตะวันตกสมัยเยอรมันแบ่งเป็นเยอรมันตะวันตกและเยอรมันตะวันออก (ค.ศ. ๑๙๔๙ - ๑๙๙๐) เราก็ตกใจที่สถานีเล็กและเงียบเชียบอย่างยิ่ง แทบไม่มีคนเลย ต่างจากโคโลญโดยสิ้นเชิง

จากบอนน์ไป Koblenz - Mainz รถแล่นเลียบแม่น้ำเป็นครั้งคราว และบางช่วงเลียบริมแม่น้ำเป็นระยะทางยาว วิวสวย ฝั่งตรงข้ามเป็นภูเขา ที่เชิงเขามีไร่องุ่นเป็นทิวแถว รถผ่านปราสาทโบราณที่ตั้งอยู่บนเขา มองเห็นวิวแม่น้ำ เป็นครั้งคราว เมื่อถึง Mainz ทางรถไฟกับแม่น้ำก็แยกจากกัน ที่นี่มีผู้โดยสารขึ้นมาก

ผมเคยไปเยี่ยมมหาวิทยาลัย Mainz เมื่อกว่า ๓๐ ปีมาแล้ว ไปเยี่ยมห้องปฏิบัติการ Cytogenetics ของ Professor Schleiermacher ผู้พัฒนาเทคนิค micro-section ของโครโมโซม เอามาทำเป็นโพรบ ตรวจหา ส่วนของโครโมโซมที่อยู่ผิดที่ตามปกติ มีสมาชิกจาก มช. ไปทำปริญญาเอกหลายคน ได้แก่ รศ. ดร. ดาวรุ่ง กังวานพงศ์, รศ. ดร. อำนาจ อยู่สุข, และอาจารย์จาก มอ. ปัตตานี คือ อ. อุไรวรรณ จิโนรส ซึ่งภายหลังย้ายไปทำงานกับผมที่หน่วยพันธุศาตร์ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อยู่หลายปี ก่อนลาออกจากราชการ Prof. Scheliermacher นี้ คนไทยเรียกว่า โปรเฟสเซ่อร์ ชไลแอร์ น่าเสียดายที่ท่านประสบอุบัติเหตุรถยนต์เสียชีวิตเมื่อกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว

ถึงสถานี ท่าอากาศยาน แฟรงค์เฟิร์ต และ สถานี แฟรงค์เฟิร์ตกลาง คนขึ้นมามาก หลังจากนั้นรถวิ่งกลับทาง กลายเป็นเรานั่งถอยหลัง และแดดออกจ้า จาก Frankfurt Hbf ไป Hanau Hbf เมื่อรถออกจากสถานี ก็จะมีประกาศต้อนรับผู้โดยสาร และบอกว่าจะไปถึงสถานีต่อไปเวลาเท่าไร โดยที่บนที่นั่งแต่ละคู่ มีเอกสารเส้นทางรถให้ บอกเวลาเข้าและเวลาออกจากแต่ละสถานี รวมทั้งบอกว่าจากสถานีนั้นๆ มีรถไฟต่อไปที่ไหนได้อีกบ้าง มีข้อมูลให้สะดวกมาก ที่สถานี Hanau ผมพบว่ารถช้ากว่ากำหนด ๑๑ นาที แต่เมื่อถึง Nurenberg ช้าเพียง ๕ นาที


นูเร็มเบิร์ก

ที่ฝากกระเป๋าเป็นล็อกเก้อร์ขนาดเล็ก ๓ ยูโร ขนาดใหญ่ ๕ ยูโร เราต้องใช้ขนาดใหญ่ แล้วสาวน้อยชวนไปซื้อแซนวิช back werk เป็นเสบียงไปกินตอนเดินทางเที่ยว

หัวหน้าทัวร์กำหนดที่เที่ยวเพียง ๒ ที่ คือที่ Lorenzerplatz กับที่วังโบราณ Kaizerburg ซึ่งสุดยอดน่าเที่ยวทั้งสองที่ และเรากลับมาที่สถานีรถไป Nuernberg Hbf ทันเวลาจับรถไฟ ICE เที่ยว ๑๗.๐๒ น. ไปมิวนิกทันพอดี เรียกว่าจวนเจียนเวลา เพราะเสียเวลาหลงหลายครั้ง

วิธีเที่ยวของเราคือ ไปหา Tourist Information Center แล้วบอกว่าเราอยากไป ๒ ที่นี้ โดยเดินไม่ไหว อยากนั่งรถบัสหรือรถราง เพื่อจะได้ชมเมืองไปด้วย สาวที่ศูนย์บริการข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวให้แผนที่และอธิบาย พร้อมทั้งเขียนขั้นตอนการนั่งรถใต้ดิน U1 ไปที่หมายแรก แล้วกลับมาลง U1 ใหม่ไปอีก ๒ สถานี จึงต่อรถรางสาย ๔ ไปยังที่หมายที่สอง สาวน้อยชมว่า นี่เป็นบริการจาก Information Center ที่น่าประทับใจที่สุด ซึ่งเราก็ทำได้อย่างดี แต่ขากลับหลงเล็กน้อย

ที่ Lorenzerplatz เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวแน่นขนัด คนถ่ายรูปคอลัมน์ทางศาสนาคริสต์สีทองกันแน่น เราเดินชมและถ่ายรูปขึ้นเหนือไปผ่านหอการค้าและนิทรรศการการพัฒนาเศรษฐกิจของเมือง ไปผ่านศาลาว่าการเมือง (Rathaus) ไปข้ามสะพาน Museumsbrueke เดินไปจนถึง Church of Our Lady และเข้าไปชมข้างในด้วย สาวน้อยร้องว่า จะถึง Kaiserburg Imperial Castle อยู่แล้ว แต่ถนนข้างหน้าขึ้นเขาชันมาก เราจึงเดินกลับ ไปต่อรถใต้ดิน เพื่อต่อรถรางสาย ๔ ตามคำแนะนำของสาวที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว

จากป้าย Tiergaertnertor ของรถราง เราเดินตามนักท่องเที่ยวไป ก็ไปถึงปราสาท ซึ่งอยู่บนเขา ทางขึ้นชันทีเดียวสำหรับคนเข่าไม่ดีอย่างสาวน้อย เราถามทางไปซื้อตั๋วเข้าชมนิทรรศการ ค่าเข้าชมคนละ ๖ ยูโร แต่เราอายุเกิน ๖๐ ได้ลดเหลือคนละ ๔.๕ ยูโร ไม่รวมชมอีกหลายอย่างที่เราไม่มีเวลา โดยเฉพาะ Sinwell Tower ที่เราไม่มีแรงขึ้นด้วย รวมทั้งตัวพิพิธภัณฑ์เองก็ปิดเร็ว คือ ๑๖.๐๐ น. เพราะเป็นหน้าหนาวแล้ว

เมื่อได้เข้าไปชมนิทรรศการก็นับว่าคุ้มค่ามาก เสียดายอย่างเดียวผมลืมถามเช่า ออดิโอไกด์ แต่สาวน้อยบอกว่าดีแล้ว ถ้ามัวฟังออดิโอไก๊ด์ รับรองกลับไม่ทันรถไฟเที่ยวที่หมายไว้แน่ นิทรรศการให้ความรู้ผมว่าในสมัยโบราณที่เขาเรียกยุคกลาง (Middle Age) เป็นยุคที่วงการศาสนาคริสต์ (ซึ่งตอนนั้นยังไม่แยกเป็นคาทอลิก กับ โปรเทสแต็นท์) มีอำนาจในสังคมมาก สันตปาปาที่โรมเป็นผู้สวมมงกุฎผู้ได้รับเลือกเป็นจักรพรรดิ์ของจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Empire)

ซึ่งหมายความว่า การปกครองเมืองเล็กๆ มี King หรือ Prince เป็นผู้ปกครอง และเป็นผู้ร่วมกัน "เลือกตั้ง" จักรพรรดิ์ การเลือกตั้งนี้คงจะเล่นพวก ซื้อเสียง และทะเลาะกันมาก จึงค่อยๆ เกิดระบบที่เรียกว่า Seven Electors คือมีองค์คณะผู้เลือกจักรพรรดิ์ ค่อยๆ พัฒนาระบบขึ้นตั้งแค่ปี ค.ศ. ๑๒๙๘ จนถึงปี ๑๓๕๖ ก็เกิดกฎหมายวางระบบนี้อย่างมั่นคง กฎหมายนี้ออกที่เมืองนูเร็มเบิร์กนี่เอง นอกจากนั้น เมืองนูเร็มเบิร์กยังเป็นเมืองใหญ่ในสมัยโบราณ มีความสำคัญ และมีวังที่ใหญ่และสวยงาม ดังที่เราไปเที่ยวชมเพียงส่วนน้อย แต่ก็ใหญ่โตมโหฬาร

จักรพรรดิ์จึงเป็น King of Kings และในจำนวน elector ๗ คนนั้น จะเป็นพระ ๓ และเป็นราชา ๔ แต่ระบบก็ไม่สมบูรณ์ ยังเกิดข้อขัดแย้งไม่ยอมรับกันได้ ก็จะตัดสินกันด้วยสงคราม ในนิทรรศการมี คอมพิวเตอร์กราฟิก แสดงความขัดแย้งเมื่อจักรพรรดิ์ ไฮริชที่ ๖ สวรรคตอย่างไม่คาดฝันในปี ค.ศ. ๑๑๙๗ มีการตั้งคณะเลือกตั้งขึ้น ๒ คณะ คณะหนึ่งเลือก ราชา ฟิลลิป (ฝักใฝ่ฝรั่งเศส) ซึ่งเป็นน้องชายของ ไฮริชที่ ๖ อีกคณะหนึ่งเลือกราชา อ็อตโต (ฝักใฝ่อังกฤษ) จึงรอมชอมกันไม่ได้

ในที่สุด ฟิลลิปถูกฆาตกรรมในปี ๑๒๐๘ แต่เรื่องก็ไม่จบ เพราะ อ็อตโต เกิดขัดแย้งกับสันตปาปา และถูกขับออกจากศาสนา จึงมีการประชุมคณะ elector ที่นูเร็มเบิร์กในปี ค.ศ.๑๒๑๑ เลือก ราชา ฟรีดริช แห่งซิซิลี ผู้เป็นโอรสของ ไฮริชที่ ๖ เป็นจักพรรดิ์ของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ปี ๑๒๑๒ อ็อตโต กลับมามีอำนาจสั้นๆ ที่นูเร็มเบิร์ก แต่เมื่อกษัตริย์อังกฤษที่เป็นพันธมิตรรบแพ้ฝรั่งเศส อ็อตโตก็ถูกขับออกไปพ้นอาณาจักรเยอรมัน ฟรีดิชจึงปกครองอาณาจักรเป็น จักรพรรดิ์ ฟรีดริชที่ ๒

ที่เป็นความรู้ใหม่สำหรับผมคือ จักรพรรดิ์ของอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ จัดได้ว่าเป็น "จักรพรรดิ์ผู้เร่ร่อน" เดินทางไปตามเมืองต่างๆ ทำหน้าที่ทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็น เป็นระเบียบเรียบร้อย โดยมีทีมงาน ที่เป็นนักรบ นักกฎหมาย นักปราชญ์ และนักอื่นๆ ตามไปด้วย ซึ่งหมายความว่า จักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์ไม่มีเมืองหลวงตายตัว และไม่มีขอบเขตของอาณาจักรชัดเจน สภาพเช่นนี้ค่อยๆ เปลี่ยนไปในศตวรรษที่ ๑๔ คือจักรพรรดิ์เริ่มลงหลักปักฐาน จนในที่สุดมีเมืองหลวง ยุติสภาพจักรพรรดิ์เร่ร่อนในศตวรรษที่ ๑๖ สมัยจักรพรรดิ์ คาร์ลที่ ๕

ในทางทฤษฎี จักรพรรดิ์ คือผู้ได้รับเลือกและแต่งตั้งให้ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ในนามของพระเจ้า โดยที่ในการทำหน้าที่ต้องอาศัยราชาของแคว้นต่างๆ หน้าที่ดังกล่าวคือการปกป้องความปลอดภัย การออกกฎหมาย การตัดสินคดี และการเก็บภาษี

เมื่อจักรพรรดิ์มีเมืองหลวงอยู่กับที่ ก็ต้องมีระบบกระจายอำนาจให้แก่ราชาแคว้นต่างๆ โดยมีข้อตกลงกว้างๆ กับจักรพรรดิ์ ระบบจักรวรรดิ์โรมันอันศักดิ์สิทธิ์นี้เสื่อมลง เมื่อเกิดศาสนาคริสต์นิกายโปรเทสแต็นท์ และสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.๑๘๐๖ อาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์มีอายุกว่าหนึ่งพันปี โดยเริ่มต้น ค.ศ. ๘๐๐ เมื่อจักรพรรดิ์ชาร์ลมาญ (Charlemagne) ได้รับการสวมมงกุฎจากสันตปาปาลีโอที่ ๓

จะเห็นว่า ในยุคโบราณมนุษย์เราอ้างสวรรค์เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และเพื่อความยิ่งใหญ่ของตน อะไรๆ ก็อ้างสวรรค์ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนจากสวรรค์เป็น spirituality เปลี่ยนจากความเชื่ออำนาจภายนอก สู่ความเชื่ออำนาจภายใน หรือมิติทางจิตวิญญาณที่เป็นเรื่องภายในตัวมนุษย์เอง ผมเชื่อว่า การศึกษาต้องทำหน้าที่เปลี่ยนยุคเช่นนี้ คือต้องฝึกฝนเยาวชนให้พัฒนามิติทางจิตวิญญาณภายในตนขึ้นมา ทำให้เป็นคนรับผิดชอบเพราะเป็นสิ่งถูกต้อง ไม่ใช่เพราะกลัวสวรรค์ลงโทษ




บนรถไฟจากโคโลญไปนูเร็มเบิร์ก


ถึงสถานีรถไฟนูเร็มเบิร์ก


ไปขอคำแนะนำที่ Tourist Information


Lorenzerplatz


Church of Our Lady


Kaiserburg Imperial Castle


อีกมุมหนึ่งของ Kaiserburg Imperial Castle


อีกมุมหนึ่ง


อาคารวังสมัยโบราณ


ภายในห้องนิทรรศการ


ภายในห้องนิทรรศการ


ห้องนิทรรศการที่ให้ความรู้ดีมาก


เครื่องประดับพระ


โมเดลของ Kaiserburg ในปี ค.ศ. ๑๑๐๐


วิจารณ์ พานิช

๒๗ ต.ค. ๕๗

โรงแรม Leonardo, มิวนิค, เยอรมนี



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ทุกสถานที่สวยมากครับ และสะอาดมากๆ ครับ

เขียนเมื่อ 

เป็นครั้งแรกที่อ่านบันทึกอาจารย์แล้วหัวเราะออกมาค่ะ ขำตรงนี้เลยค่ะ

"ผมใจหายว่าคงต้องหาเมียใหม่แน่ แต่คงจะหาดีขนาดนี้ยาก "

เขียนเมื่อ 

เป็นครั้งแรกที่อ่านบันทึกอาจารย์แล้วหัวเราะออกมาค่ะ ขำตรงนี้เลยค่ะ

"ผมใจหายว่าคงต้องหาเมียใหม่แน่ แต่คงจะหาดีขนาดนี้ยาก "