มาสร้างสุขภาวะของการศึกษาไทยกันเถอะ!

ขอบพระคุณศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ อ.ดร.นพ.ปรัชญะพันธุ์ เพชรช่วย และรศ.ดร.วรรณพงษ์ เตรียมโพธิ์ ที่จุดประกายให้ดร.ป๊อปมีพลังชีวิตของผู้นำการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมบำบัดศึกษาอีกครั้งหนึ่งในชีวิต

กระบวนกรหรือผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งหลาย คือ บทบาทของครูหรืออาจารย์พันธุ์ใหม่...มุ่งมั่นให้บ่มเพาะนักเรียนหรือนักศึกษาพันธุ์เหมาะ..."ให้กลายเป็นผู้ผลิตในโลกแห่งประเทศที่กำลังพัฒนามากกว่าผู้ซื้อที่ตกเป็นผู้ตามโลกแห่งประเทศที่พัฒนาแล้ว"

การได้สอนผู้เรียนในฐานะรุ่นน้องด้วยใจมุ่งมั่นให้จดจำได้ดีที่สุด คือ การถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จากผู้สอนรุ่นพี่ ให้ผู้เรียนตระหนักถึงความเชื่อมโยงและความต่อเนื่องระหว่างการสร้างความรู้ความเข้าใจ การสร้างปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการสร้างความรู้ในตัวตนด้วยปัญญาแล้วสร้างสรรค์สาธารณะประโยชน์ที่คุ้มค่า ตรงตาม Epistemology หรือวิธีการศึกษาหาความรู้ตั้งแต่ความจริงที่มีเหตุผลประกอบจนถึงความจริงที่สังเกต-พิสูจน์ได้ บนพื้นฐานความเชื่อของแต่ละบุคคลในการศึกษาความจริงที่มีอยู่ในโลกนี้ (Ontology) ซึ่งผู้สอนกับผู้เรียนควรลดอัตตาหรือความเป็นตัวเองออกก่อนเพื่อทำความเข้าใจปรัชญาที่ว่า ความจริงไม่มีในโลก (ทุกสิ่งล้วนเกิดจากความสร้างสรรค์ของมนุษย์) จนถึง ความจริงที่ตรวจสอบได้เสมอบนโลก (มนุษย์สร้างสรรค์วัตถุนิยมได้เสมอ) ก็จะทำให้เราเกิดกระบวนทัศน์ที่ยืดหยุ่นและพัฒนาตัวเองได้หลากหลายวิธีการร่วมกับผู้อื่นที่คิดแตกต่างจากเราได้อย่างมีสุขภาวะ

อย่างไรก็ตาม ผู้สอนกับผู้เรียนในการศึกษาไทยต้องยอมรับลดข้อจำกัดในวัฒนธรรมการรับและเพิ่มทักษะในวัฒนธรรมการสร้างดังนี้:-

  • อย่าเชื่อตามที่ได้ฟัง จะขาดความมั่นใจ ขาดความกระตื้อรือร้น ไม่แสวงหาข้อมูล และคิดแบบเดิมๆ
  • อย่าเป็นผู้บริโภคฝ่ายเดียว จะทำอะไรแบบผ่านๆ ไม่อดทน ไม่ทำงานหนัก ทำงานคนเดียว ไม่นึกถึงส่วนรวม ขาดอัตลักษณ์ไทย
  • ควรรู้จักคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ เป็นผู้ผลิต จะมั่นใจในตนเอง อดทน ทำงานหนัก แสวงหาความรู้ด้วยความกระตื้อรือร้น ทำงานเป็นทีม รับผิดชอบต่อส่วนรวม และยึดมั่นความเป็นไทย

จะเห็นว่า ทั้งผู้สอนและผู้เรียนในสถาบันการศึกษาของประเทศไทยยังคงทำงานแบบซ้ำซากกลายเป็นงานประจำทำให้ขาดสุขภาวะและตกเป็นทาสของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ซื้อเทคโนโลยีใหม่ของประเทศอื่นๆ แทนที่จะพัฒนานวัตกรรมของไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ เรียนรู้และพัฒนาตนเองจากองค์ความรู้ของประเทศอื่นๆ แทนที่จะรู้จักตัวเองแล้วพร้อมที่จะพัฒนาองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับประเทศไทย เป็นต้น

ดร.ไพฑูรย์ แนะนำให้ผู้สอนใช้ "สัตตวิธี" หรือหลักการสอนพื้นฐานที่น่าจะเปลี่ยนวัฒนธรรมจากการรับเป็นการสร้าง 7 ประการคือ:-

  • อาจารย์/ครูกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดว่า จะเรียนไปทำไมเพื่ออะไร
  • อาจารย์/ครูแนะแหล่งความรู้ที่จะช่วยให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ได้เอง
  • อาจารย์/ครูสนับสนุนให้ผู้เรียนเลือกและฝึกคัดกรองข้อมูลที่จะเป็นความรู้ที่จำเป็นในชีวิต
  • อาจารย์/ครูสนับสนุนให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยการทดสอบและทดลอง
  • อาจารย์/ครูสนับสนุนให้ผู้เรียนตกผลึกในความรู้ว่า เรียนรู้อะไรบ้าง ซักถามว่า จะประเมินการนำความรู้ไปใช้ได้จริงอย่างไร
  • อาจารย์/ครูเน้นให้ผู้เรียนเห็นวิธีการประยุกต์ความรู้ในหลากหลายมุมมองที่เป็นจริง
  • อาจารย์/ครูส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินความรู้ที่ได้มาว่าใช้ได้หรือไม่ได้

ดังนั้นดร.ไพฑูรย์ยังได้เน้นทักษะสู่ศตวรรษที่ 21 ของไทยที่ผู้เรียนและผู้สอนควรฝึกฝนตลอดชีวิตได้แก่ :-

  • ทักษะการคิดวิจารณญาณและการประเมิน
  • ทักษะการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์
  • ทักษะการคิดสร้างสรรค์และมีจินตนาการ
  • ทักษะการผลิตและคิดนวัตกรรม
  • ทักษะการเปลี่ยนแปลงและแก้ปัญหา
  • ทักษะการสื่อสารและความมั่นใจในตนเอง
  • ทักษะทางคุณธรรมและความรับผิดชอบ


จะเห็นว่า แผนภาพข้างต้นดร.เอกและดร.ป๊อปได้รับข้อคิดเห็นจากอาจารย์ผู้สอนปฏิบัติงานทางคลินิกแก่นศ.กิจกรรมบำบัด ม.มหิดล รวมทั้งได้สำรวจความคิดเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning/Learning by Doing) มากขึ้นในคณาจารย์ และการสังเกต การสัมภาษณ์ และการมีส่วนร่วม/การเข้าร่วมเรียนรู้กับนศ.ในรายวิชาต่างๆ แล้วทบทวนวรรณกรรมร่วมกับประสบการณ์ของเป็นผู้นำสุขภาวะจากเครือข่ายการพัฒนาศักยภาพผู้นำสุขภาวะแนวใหม่หรือคศน. จึงได้สร้างสรรค์กรอบการทำงานกิจกรรมบำบัดศึกษาหรือ Occupational Therapy Education Framework พบสรุปโดยสังเขปดังนี้:-

  • ผู้สอนลดการบรรยายแบบเดิมลงครึ่งหนึ่งของการใช้เวลาบรรยายในตารางสอน แล้วให้ผู้เรียนสะท้อนการเรียนรู้ในแบบสอนสิ่งที่ได้ฟังการบรรยายมาให้ผู้สอนได้ประเมินการเรียนรู้ว่า ผู้เรียนจับประเด็นการเรียนรู้อะไรบ้าง โดยใช้เวลาอีกครั้งหนึ่งของการใช้เวลาบรรยายในตารางสอน
  • ผู้สอนเลือกแก่นความรู้ในรายวิชาต่างๆ แล้วบูรณาการร่วมกับผู้สอนในรายวิชาที่เชื่อมโยงกัน แล้วบรรยายสลับกับการเรียนรู้แบบตั้งคำถามสั้นๆ กระชับ และสามารถสื่อสารตัวอย่างให้ผู้เรียนได้เข้าใจชัดเจน เรียกว่า Inquiry based learning หรือบรรยายสลับกับการเชิญกรณีศึกษา (Case based instruction) หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การเรียนรู้ที่ได้ทดลองทำจริงหรือชักชวนให้ผู้เรียนกับผู้สอนทำร่วมกันจริงๆ เรียกว่า Experiential learning
  • ผู้สอนและผู้เรียนตกลงเลือกวิธีการสอนและกำหนดจุดมุ่งหมายร่วมกัน เช่น การสอนแบบเน้นปัญหา (Problem base instruction) จากประสบการณ์ตรงหรือต่อยอดมาจากการสอนแบบเน้นการวิจัย/โครงการที่มีผลผลิตจนกระทั่งมีการวิเคราะห์และประเมินในสิ่งที่ค้นพบความจริงหลายครั้ง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการนำความรู้ไปใช้ในสาธารณะหรือสร้างชุมชนนักปฏิบัติที่เป็นการสอนแบบเน้นการทำงานและการตกผลีกความรู้ (Work & Crytal Based Instruction)
  • การจัดหลักสูตรแบบบูรณาการมีการเรียนรู้นอกห้องเรียนในประสบการณ์จริงและแบ่งช่วงเวลาให้ผู้สอนมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจและผู้เรียนมีเวลาตกผลึกการเรียนรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกันระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ซึ่งเรียกว่า ห้องเรียนกลับด้าน หรือ Flipped Classroom ที่ใช้หลายๆกระบวนการสอน/การเรียนรู้ข้างต้นแล้วมีการพัฒนาตนเองทั้งผู้สอนกับผู้เรียนในมิติของการวิจัยทางการศึกษาด้วย
  • ทั้งนี้ดร.ป๊อปจึงขอเสนอให้หลักสูตรกิจกรรมบำบัดมีการบูรณาการตามกรอบการทำงานกิจกรรมบำบัดศึกษาเป็นหมวดและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้รวม 4 หมวดคือ หมวดการให้เหตุผลทางคลินิก หมวดการใช้ตัวเราบำบัด หมวดการวิเคราะห์กิจกรรม และหมวดการประยุกต์สู่บริบทไทย โดยคละรุ่นพี่สอนรุ่นน้องทั้งอาจารย์กับนศ.ทุกชั้นปีเพื่อให้เกิดทักษะคิดเป็นระบบทั้ง 4 หมวด ที่กำลังจะทดลองใช้ในภาคเรียนที่จะถึงนี้และวิจัยร่วมกับสถาบันแม่คือ กิจกรรมบำบัดม.เชียงใหม่
  • จาก 4 หมวดที่บูรณาการในแต่ละรายวิชาที่เป็นแก่นความรู้ทางกิจกรรมบำบัดพื้นฐานระดับป.ตรีที่ครอบคลุมองค์ประกอบต่างๆ และมีการประเมินทักษะสัตตวิธีกับทักษะสู่ศตวรรษที่ 21 ของดร.ไพฑูรย์ฯ เชิงระบบตามกรอบการทำงานกิจกรรมบำบัดสากลหรือ Domain & Process Occupational Therapy Framework ที่จะวิจัยกับพัฒนาในบริบทไทย คือ 1) การให้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ในกิจกรรมการดำเนินชีวิตของผู้รับบริการทุกช่วงวัยทั้งสุขภาพดีและมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตสังคม และการเรียนรู้ 2) การให้เหตุผลเชิงเงื่อนไขจากผลกระทบของปัจจัยของผู้รับบริการ 3) การให้เหตุผลเชิงผลลัพธ์ที่มีกระบวนการประเมินทักษะทางร่างกาย ความคิด และทางสังคม 4) การให้เหตุผลเชิงข้อมูลที่เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์/ข้อมูลที่มีแนวทางที่ดีในการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะการแสดงความสามารถในหลายมิติ 5) การให้เหตุผลข้างต้นแบบบูรณาการให้มีประสิทธิผลต่อการดัดแปร/การปรับบริบทและสิ่งแวดล้อมในหลายมิติเพื่อพัฒนาศักยภาพสูงสุด/ความสามารถกับความสุขที่เป็นไปได้ของผู้รับบริการที่รู้สึกได้และวัดได้จริง ได้แก่ ระดับศิลปะขณะลงมือทำ ระดับคุณภาพชีวิต และระดับสุขภาวะขณะทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

รออ่านเลยค่ะ สนใจมากๆ

เขียนเมื่อ 

เรียนรู้ ปรับเปลี่ยน แก้ไข นำไปสู่การพัฒนานะคะ

เขียนเมื่อ 

น่าสนใจมาก

ปกติต้องปรับตัวครูให้เป็น facilitator ครับ

เห็นด้วยและถูกต้องมากๆครับพี่ Noktalay พี่ดร.พจนา และพี่ขจิต

ขอบพระคุณมากครับพี่ Noktalay พี่ดร.พจนา พี่ขจิต พี่วัลลา พี่โอ๋ อ.นุ คุณอร และน้องธีระวุฒิ