แบรนด์

ป.
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

เมื่ออ่านจาก ข่าวนี้

"กรุงเทพฯ 26 พ.ย.- สธ.หนุนผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว หวังดูแลทั้งคนเมืองและชนบท ลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ

นพ.รัชตะ รัชตนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในปาฐกถาพิเศษในงาน ประชุมวิชาการครั้งที่ 16 ประจำปี 2557 เรื่อง Skills of Primary care and Family practice in 21 Century ของราชวิทยาลัยเวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ว่า การลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ สามารถแก้ได้ ด้วยการสนับสนุนให้มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ดูแลในทุกครัวเรือน ทั้งในพื้นที่เมืองและชนบท เพื่อมาดูแลสุขภาพของประชาชนในทุกระดับ รู้โรค เข้าใจ และป้องกัน โดยในขณะนี้ประเทศไทย มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเพียง 473 คน กระจายอยู่ในโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล

ดังนั้น ต้องประสานความร่วมกับโรงเรียนแพทย์ เร่งผลิตแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมากขึ้น พร้อมปรับแก้ทัศนคติในกลุ่มแพทย์ สร้างศักดิ์ศรี ความเท่าเทียม ทั้งด้านเงินเดือน ค่าตอบแทน ให้ไม่ต่างจากแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นๆ ตั้งเป้าใน 10 ปี ประเทศไทย ต้องมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีไม่ถึงร้อยละ 5 .-สำนักข่าวไทย"

ด้วยความเคารพและให้กำลังใจ

อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าขอมองผ่านด้วยอีกระดับสายตา
..ในแนวระนาบ ของคนตัวเล็ก

กี่ครั้งแล้ว ที่ภาครัฐ พยายาม จะ 'ปั้น' 'ผลิต' ให้มีจำนวนเยอะๆ
แม้ด้วยเจตนาดี
แต่เป็นการมองแบบ อุตสาหกรรม
คือ ขอเพียงมีวัตถุดิบป้อนโรงงาน ก็จะมีผลิตภัณฑ์ออกมา
ช่วงที่ตลาดยังไม่ยอมรับ รัฐก็รับซื้อพยุงราคาไว้ก่อน
เมื่อไหร่ขาดแคลน ก็ขายออกเอง

การผลิตคน เป็นศิลปะ
'ศักดิ์ศรี'ของคน อยู่ที่ 'คุณค่า'
คุณค่า คือฐานของการกำหนดราคา
การกำหนด ราคา (เงินเดือน ค่าตอบแทน) โดยปราศจากคุณค่า อยู่ได้ไม่นาน

หากโจทย์ยังคงมุ่งสร้างจำนวน..เช่นที่ผ่านมา คำตอบก็คงเหมือนเดิม
บางที การมองแบบนักสาธารณสุขในปัจจุบัน จำต้องผสานวิธีมองแบบนักการตลาด
นั่นคือ เรื่องของ "แบรนด์"
โดยเป็น แบรนด์ที่ผสานกับวิถีชีวิต - cultural branding

ข้าพเจ้าขอผสานสิ่งที่อ่านจากบทความน่าสนใจ ที่นี่

องค์ประกอบของ Cultural Branding กับโจทย์ให้ขบคิด

1. การสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับแบรนด์
ปฎิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นได้อย่างไรในยุคที่ อะไรๆ ก็ต้อง refer?
หรือจริงๆ แล้วมีอะไรที่สามารถทำได้อย่างเป็นเลิศ
แต่เพราะติดกรอบความคิด 'generalist' จนไม่อาจสร้างความเป็นเลิศได้

2. สร้างกลุ่มหรือชุมชน
ทำอย่างไรให้มีพื้นที่" สำหรับผู้ที่สนใจในสิ่งเดียวกัน เมื่ออะไรๆ ก็มาจากนโยบายส่วนกลาง
หรือจริงๆ มีสิ่งที่เป็น 'ความรัก' ร่วมกันระหว่างผู้ให้กับผู้รับบริการอย่างแท้จริง

3. เรียนรู้เรื่อง "ภาษา"
ศัพท์ในการเรียกชื่อ 5 พยางค์ เวด-ชะ-สาด-ครอบ-ครัว
และแปลจากภาษาอังกฤษมาตรงๆ นั้นสื่อสารกับคนในสังคมไทยได้หรือไม่?

4. สร้างวัฒนธรรมขึ้นมา
การเข้าใจเทรนด์ของผู้รับบริการ..สังคมไทยในปัจจุบันนี้ ย่อมแตกต่างจาก 30 ปีก่อน
เมื่อคนเปลี่ยนจากการซื้อร้านสะดวกซื้อธุรกิจครอบครัวใกล้บ้าน เป็น การร้านสะดวกซื้อภายใต้ชื่อบริษัทใหญ่
จริงอยู่ว่า การสาธารณสุข เป็นปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง แต่รสนิยมผู้รับบริการเปลี่ยนแปลง
ถ้าเลือกได้ ใครๆ ก็คงอยากเป็นคนพิเศษ มากกว่า ผู้โดนสงเคราะห์
จะปรับภาพลักษณ์อย่างไร ให้ผู้รับบริการรู้สึกว่าการมาพบแพทย์สาขานี้ เขาก็เป็นคนพิเศษคนหนึ่ง
(ภาพที่สื่อออกมา การเยี่ยมบ้าน-ต้องผุๆ พังๆ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นหมอที่ดี ?)
......

สุดท้ายนี้ เป็นการเขียนไว้ เพื่อเตือนใจตัวเองเป็นหลักค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Live curious



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

ฟังเรื่องเล่านี้แล้วก็รู้สึกถึงความหนักหนาสาหัสจริง ๆ นะครับ คุณหมอ ;)...

สู้ สู้ นะครับ ;)...

เขียนเมื่อ 

ชอบใจได้ความคิดที่แตกต่าง

ทำแบบเดิมชาวบ้านไม่เข้าใจ

แถมบริการไม่ได้ดีไปกว่าเดิม

ขอบคุณมากครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ อาจารย์เป็นต้นแบบของนักวิชาการนอกกรอบ ที่ให้กับสังคมเสมอมา

เขียนเมื่อ 

พี่มองตามสภาพจริงว่า

- เรามีว่ากระทรวง (ผู้ใช้งานแพทย์) กับ โรงเรียนแพทย์ (ผู้ผลิต) ต่างคนก็ต่างไม่ประสานกัน เราจึงมีปัญหาในทุกเรื่อง เมื่อไหร่คุณหมอออกมาทำงานในรพ.สธ. จะค่อยๆ เห็นกระจ่างขึ้นทีละนิด

- โรงเรียนแพทย์ก็มุ่งผลิตแพทย์เฉพาะทางลงลึกไปเรื่อยๆ จบออกมาทำงานสักระยะก็ไปอยู่เอกชนที่เงินมากกว่าราวๆ ๑๐ เท่า กลายเป็นว่าโรงเรียนแพทย์ผลิตแพทย์เฉพาะทางให้รพ.เอกชน เพราะระบบไม่สามารถเก็บคนไว้ได้

- และผู้รับบริการเองก็ไม่สนใจระบบ เรียกร้องให้ "เดินไปรับบริการได้ทุกที่" โรคเล็กโรคน้อยก็ไปโรงพยาบาลใหญ่ งานจึงไปล้นอยู่บางที่

- พี่ไม่กล้าพูดเรื่องปัญหาคุณภาพค่ะ แต่มันมีอยู่จริง ตรรกะง่ายๆ คือ ถ้าเรามีปัญหาเรื่องคุณภาพของคนหรือค่านิยมของคนก็จะไปโผล่อยู่ในทุกวิชาชีพ (เพิ่งอ่านหนังสือพระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพฯ เรื่อง "เมฆเหิน น้ำไหล" ขณะอ่านภาพสังคมไทยก็โผล่มาเรื่อยๆ)

ฯลฯ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณพี่ nui ที่ให้ความเห็นอีกมุมหนึ่ง ทำให้สนใจไปหา "เมฆเหิน น้ำไหล" มาอ่านบ้างคะ

เป็นความจริงในโลกทุนนิยม ว่า

ผู้ป่วยที่มีกำลังจ่าย ก็ยังอยากพบแพทย์เฉพาะทางมากกว่าแม้เป็นโรคหวัด โรคเบาหวานความดัน

โจทย์สำหรับ เวชศาสตร์ครอบครัว สร้างจุดดีเด่น ที่จะดึงใจคนไข้ให้มาติดตาม มิใช่เพียงเพราะระบบกันไว้ค่ะ

มิเช่นนั้น ความรู้สึกของคนเป็นแพทย์สาขานี้ คือเป็นเครื่องมือรัฐเพื่อ cost effectiveness เท่านั้น




เขียนเมื่อ 

อ่านคำโปรยแล้วน่าสนใจมากคะ