เชื้อราสาเหตุโรคราน้ำค้างและโรคราแป้งเป็นปรสิตถาวรกล่าวคือ ตลอดวงจรชีวิตจะต้องอาศัยและเจริญเติบโตบนสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้นไม่สามารถนำมาเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ได้ ดังนั้นการทดสอบเชื้อที่เป็นปฏิปักษ์จึงต้องทำบนแปลงทดสอบ เพื่อให้ทราบถึงผลของจุลินทรีย์ที่จะเข้าไปยับยั้งหรือทำลายเจ้าเชื้อโรคพืชเหล่านี้
เชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคราน้ำค้าง จะสร้างสปอแรนเจียม ซึ่งเป็นส่วนแพร่กระจายขยายพันธุ์ของราและก้านชูสปอร์ของราสาเหตุ บริเวณด้านนอกของผิวพืชที่โผล่หรือยื่นออกมาทางปากใบของใบพืช กลุ่มก้อนของสปอร์มีสีขาวและสีเทาปรากฏบนผิวใบตัดกับสีเขียวของพืช มีลักษณะคล้ายกำมะหยี่ หรือหยาดน้ำค้างบนใบพืช เมื่อสปอร์แก่จะหลุดออกจาก้านสปอร์ได้ง่าย ลมพัดพาไปได้ไกล ๆ เมื่อตกลงบนส่วนใดของพืชจะเกิดการงอกของสปอร์ ลักษณะการเจริญของเส้นใยในพืชเป็นทั้งการเจริญเข้าไปในเซลล์หรืออยู่ระหว่างเซลล์และมีการสร้างเส้นใยพิเศษสำหรับดูดซับอาหารจากพืช
ส่วนเชื้อโรคราแป้งนั้นจะสร้างเส้นใยและกลุ่มของสปอร์ลักษณะเป็นผงคล้ายแป้ง มีสีขาวหรือขาวเทาบนผิวใบพืชที่เข้าทำลายเป็นกลุ่มๆ หรือเต็มผิวใบ แล้วส่งเส้นใยพิเศษเข้าไปอยู่ในเซลล์ใต้ผิวใบ เกิดขึ้นได้ทั้งบนใบและใต้ใบ ราชนิดนี้เข้าทำลายพืชเพียงผิวตื้นๆ แค่ใต้ผิวใบ บางชนิดอาจะเข้าทำลายพืชต่ำกว่าใต้ผิวใบหลังจากนั้นเมื่อสปอร์แก่จะถูกปล่อยสู่สภาพแวดล้อมในอากาศในน้ำและในดินต่อไป
ลักษณะอาการ โรคราน้ำค้างแตกต่างกันไปตามชนิดของพืชที่ราเข้าทำลาย ลักษณะโรคราน้ำค้างบนใบข้าวโพดในระยะกล้าอายุประมาณ 1 สัปดาห์ จะเกิดเป็นจุดเล็กๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 – 2 มิลลิเมตรมีสีเขียวฉ่ำน้ำ เป็นจุดเริ่มแรกที่ราเข้าทำลายแล้วขยายเป็นทางยาวสีเหลืองหรือสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวแก่ลามลงไปถึงโคนใบและกระจายทั่วต้นพืช ใบข้าวโพดจะมีสีเขียวซีด โดยเฉพาะใบตรงส่วนยอด ต้นแคระแกร็น เตี้ย ข้อถี่ ไม่มีฝัก หากมีฝักจะเล็ก ก้านฝักยาว เมล็ดสมบูรณ์มีน้อยหรือไม่มีเลย ใบส่วนยอดอาจลาย มีสีเขียวอ่อนสลับสีเขียวแก่ หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม ความชื้นสูง ยอดจะเจริญแตกเป็นฝอย เป็นพุ่ม เมื่อข้าวโพดอายุมากใบจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ายใบไหม้และแห้งตายในที่สุด ราน้ำค้างบนพืชตระกูลแตงมักพบลักษณะอาการบนใบเป็นจุดสีเหลืองตามผิวใบด้านบน ส่วนด้านใต้ใบเป็นจุดที่ปกคลุมด้วยกลุ่มสปอร์สีเทาดำ จุดดังกล่าวคือเนื้อเยื่อตายจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบแตงที่เป็นโรคแสดงลักษณะอาการเป็นจุดเหลี่ยมอยู่ในขอบเขตของเส้นใบ ใบที่เป็นโรคจะค่อยๆ แห้งลง แต่ไม่หลุดร่วงจากเถา ถ้าโรคระบาดในระยะที่แตงยังเล็กอยู่ อาจะทำให้เถาแตงแห้งตาย หรือถ้าเป็นโรคในระยะที่ผลยังอ่อนจะทำให้ผลมีขนาดลีบเล็กลง บิดเบี้ยว แคระแกร็นและคุณภาพต่ำ เกิดความเสียหายอย่างมากในแคนตาลูปและแตงโม โรคนี้จะทำให้ความหวานลดลงราน้ำค้างเป็นโรคที่พบทั่วไปบนกะหล่ำ คะน้า และผักกาด ถ้าเป็นในระยะต้นกล้า พืชมักแสดงอาการรุนแรง ใบเลี้ยงต้นกล้าเกิดเป็นจุดช้ำ แผลขยายลุกลามรวดเร็ว ต้นกล้าเน่ายุบ ทำให้พืชตายหรือแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต ในต้นโตใบพืชที่เป็นโรคมักเกิดจุดสีเหลืองซีดเป็นหย่อมๆ ขึ้นที่ใบ ขยายออกเป็นหย่อมแผลสีน้ำตาลในเนื้อใบ เมื่ออากาศชื้นจัดในช่วงเช้าตรู่หรือหลังฝนตกใหม่ๆ จะพบเส้นใยและสปอร์ของราสาเหตุโรคเจริญปกคลุมบริเวณที่เหลืองซีดนั้น ลักษณะเป็นขุยสีขาวหรือสีเทาอ่อน สามารถมองเห็นได้ชัดบริเวณใต้ใบ เมื่ออากาศแห้งจะพบแต่อาการเหลืองซีดเท่านั้น ต่อมาเนื้อเยื่อบริเวณนี้จะแห้งในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี่ถ้าเชื้อราเข้าทำลายในระยะสร้างดอกจะเกิดเป็นจุดดำเล็กๆ บนช่อดอก ถ้ามีอาการรุนแรงดอกอาจยืดหรือบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ในกะหล่ำปลีเกิด เป็นจุดเล็กๆ บนใบไม่ค่อยขยายขนาด เชื้อราสามารถทำลายได้ทั้งใบ ผล และลำต้นขององุ่น ด้านบนของใบจะมีจุดสีซีดขนาดเล็ก ต่อมาขยายใหญ่ขึ้น ใต้ใบมีกลุ่มของสปอร์เกิดขึ้นที่แผลมีสีเทาเข้มต่อมาแผลบนใบแห้งเป็นสีน้ำตาล ถ้าเชื้อราเข้าทำลายผลองุ่นระยะเล็กๆ จะทำให้ผลโตได้เพียงครึ่งหนึ่งของผลที่โตเต็มที่ ผลย่นและแห้ง มีสีแดงหรือสีน้ำตาลส่วนเถาองุ่นที่ยังอ่อนเมื่อถูกราเข้าทำลายจะแคระแกร็นเปลี่ยนรูปร่าง เนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และตายในที่สุด
โรคราแป้ง มีลักษณะอาการเด่นชัดคล้ายคลึงกันในหลายพืช มองเห็นเป็นปุยของกลุ่มสปอร์และเส้นใยสีขาวเทาที่เชื้อราสร้างขึ้นบนผิวใบ สำหรับใบยางพาราเมื่อเชื้อราเข้าทำลายจะมองเห็นเป็นปุยของกลุ่มสปอร์ และเส้นใยสีขาวเทาของเชื้อราที่สร้างขึ้นบนผิวใบคล้ายแป้ง ถ้าทำลายในระยะใบอ่อนใบก็จะหลุดร่วงไป แต่ถ้าใบมีสีเขียวแข็งแรงแล้วจะมีการเจริญเติบโตต่อไปได้ แต่จะเกิดรอยแผลสีเหลืองซีดแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขนาดและรูปร่างของแผลไม่แน่นอน ถ้าโรคนี้ทำลายมาก ๆ ใบย่อยจะหลุดร่วงเหลืองแต่ก้านใบติดอยู่ ใบที่ร่วงส่วนมากมีขนาดเล็ก ไม่คลี่ขยายตัวใบที่หล่นอยู่บนพื้นดินจะมีลักษณะปลายใบบิดงอเน่า มีสีดำจากปลายใบเข้ามา ส่วนพืชอาศัยบางชนิด เช่น พริก มีลักษณะอาการจุดแผลมีเมล็ดสีน้ำตาลบนเนื้อเยื่อลักษณะคล้ายแป้งปกคลุมผิวด้านใต้ของใบ ใบพริกที่เป็นโรคจะหลุดร่วงจากต้นส่วนพืชอาศัยอื่นๆ ใบที่เป็นโรคจะแห้งตายติดอยู่บนต้น อาการของโรคราแป้งตำลึงเป็นผงสีขาวอยู่ที่ด้านบนและด้านล่างของผิวใบโดยเริ่มเป็นเส้นใยบางๆ และจุดเล็กๆ สีขาวเพิ่มจำนวนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จนเป็นลักษณะเส้นใยที่รวมตัวกันเป็นกระจุกหนา ต่อมากระจุกเหล่านั้นเจริญต่อเชื่อมกันเป็นปื้นสีขาว บริเวณส่วนบนและด้านใต้ใบของตำลึง การเกิดโรคจะเกิดจากใบส่วนล่างของเถาตำลึงหรือใบที่มีอายุแก่พอสมควรแล้วจึงลุกลามไปยังส่วนปลายเถา ทำให้เถาตำลึงแห้งตายได้ เชื้อสาเหตุโรคราแป้งเข้าทำลายไม้ผลหลายชนิด เช่น มะม่วง ทุเรียน เป็นต้น ซึ่งจะทำลายใบ ยอดอ่อน ตา กิ่ง ลำต้น และดอก ถ้าโรคนี้เป็นกับใบอ่อนบริเวณที่เป็นโรคจะเริ่มแสดงอาการนูนกว่าปกติ ต่อมาจะเกิดผงสีขาว ซึ่งเป็นส่วนของเส้นใยและคอนิเดีย (conidia) ของเชื้อราขื้นปกคลุม ในไม่ช้าใบจะหงิกงอ ถ้าเป็นกับใบที่โตเต็มที่อาการหงิกงอจะปรากฏเล็กน้อย ในระยะหลังใบจะเป็นแผลสีม่วง แดง และดำ เนื่องจากเซลล์ถูกทำลาย บริเวณส่วนอื่นที่เป็นโรคจะมีเส้นใยสีขาวขึ้นปกคลุมถ้าเป็นส่วนตาของพืชจะไม่เจริญ กิ่งที่เป็นโรคนานๆ อาจจะแห้งตายในที่สุด หากเชื้อราเข้าทำลายผลทุเรียนตั้งแต่เริ่มติดผลอ่อนจนกระทั่งผลแก่ ผิวที่ผลอ่อนจะมีผงสีขาวๆ คล้ายโรยด้วยแป้งและผลอ่อนก็จะร่วงไป แต่ถ้าเชื้อโรคเข้าทำลายเมื่อผลโตแล้วจะทำให้ผลแก่มีสีผิวที่ผิดปกติไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมท่านผู้อ่านสามารถไปสืบค้นได้ตามแหล่งอ้างอิงนี้นะครับ (ทีวี เก่าศิริ. 2549. หน่วยที่ 10 ชนิดของโรคพืช ตอนที่ 10.1 โรคพืชที่เกิดจากรา ในเอกสารสอนชุดวิชา ศัตรูพืชเบื้องต้น. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ หน้า 10-10-34. อมรรัตน์ ภูไพบูลย์ พีระวรรณ พัฒนวิภาส ปิยรัตน์ ธรรมกิจวัฒน์ พจนนา ตระกูลสุขรัตน์ และเพลินพิศ สงสังข์. 2550. ราน้ำค้าง..ผัก. น.ส.พ. กสิกร 50 (2) : 58 - 62)
สภาพที่เหมาะสมเอื้อต่อการเจริญเติบโตและแพร่ระบาดของราน้ำค้างหรือเชื้อราโรคพืชอื่นๆ คือ ลักษณะอากาศที่เย็น อุณหภูมิต่ำ และความชื้นสัมพัทธ์สูง สปอร์จะแพร่กระจายโดยปลิวไปตามลม หากมีความชื้นหรือน้ำพอเหมาะมีฝนตกติดต่อกันหลายวันเชื้อราจะสร้างและปล่อยสปอร์ที่มีหางว่ายน้ำได้ออกไปทำลายพืช สำหรับอุณหภูมิที่เหมาะสมคือช่วง 15 – 20 องศาเซลเซียส ความชื้นและความเปียกของใบเป็นเวลายาวนานมีผลทำให้ราสามารถเข้าทำลายพืชทางปากใบ โดยทั่วไปจะใช้ระยะเวลาภายใน 5 ชั่วโมง และมีระยะฟักตัวประมาณ 4 – 12 วัน ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่เหมาะสมในขณะนั้น และท่านผู้อ่านสามารถที่จะดูแลแก้ไขได้ไม่ยากนะครับ ในห้วงช่วงนี้ถ้าพื้นที่ใดมีสภาพและลักษณะอากาศดังที่กล่าว ให้รีบฉีดพ่น สารสกัดจากเปลือกมังคุด (แซนไนท์) ร่วมกับ ฟังก์กัสเคลียร์ (ผงจุลสี แคลเซียม โบรอน ซิลิกอน และ แมงกานีส) ในอัตรา 2 ซี.ซีและ 2 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อทำการล้างใบทำลายสปอร์ให้สะอาดออกไปเสียบ้างก่อน หลังจากนั้นฉีดพ่นบีเอสพลายแก้ว สลับกับจุลินทรีย์ไตรโคเดอร์ม่า ก็รักษาโรคราแป้งราน้ำค้างได้ไม่ยากเลยครับ
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com