นักวิจัย : ค่า Impact Factor ค่าชีวิตนักวิจัย

ค่า Impact Factor (IF) หรือ JIF( Journal Impact Factor) ผู้เขียนเรียก ง่าย ๆ ว่า "ค่าการอ้างอิงของวารสาร"

ทำไม นักวิจัย หรือ บรรดาอาจารย์ พนักงานมหาวิทยาลัย หรือคนมหา'ลัย ของบ้านเราจึงสนใจกันมาก เพราะเมื่อนักวิจัยทำงานวิจัยเสร็จ สิ่งหนึ่งที่มีส่วนสำคัญ คือ ความต้องการบอกให้ชุมชนผู้ทรงปัญญาได้รับรู้ว่า "มีองค์ความรู้ใหม่ ทฤษฎีใหม่ (อาจไม่ค่อยเห็นในบ้านเรา ? ) สิ่งใหม่ ๆทางวิชาการได้เกิดขึ้น" จะได้มีการต่อยอดองค์ความรู้ หรือ อาจมีการโต้เถียงในประเด็นที่ยังเป็นข้อสงสัยที่อาจมีความรู้ในมิติอื่นที่ไม่สอดคล้องกัน นั่นจึงเป็นความสำคัญอย่างมาก ๆ ที่ ต้องเผยแพร่ความรู้ใหม่ ฯลฯ ในวารสารวิชาการนานาชาติ

แต่ นักวิจัยหลายท่านทั้งมือใหม่ และมือเก่า มักบอก ต่อ ๆ เหมือน ๆๆ กันว่า ต้องตีพิมพ์วารสารนานาชาติที่ มี IF สูง ๆ อีกทังหน่วยงานกำกับ และประเมินมหา'ลัย ก็กำหนดเป็นแนวทางเช่นนั้นอีกเช่นกัน .....เอ๊ะอะ อะไร ก็บอกว่า..Impact Factor สูง ๆๆ

ชะเง้อคอยาว แต่ อาจสูงไม่ถึง Impact Factor สูง ๆ

คนที่ทำวิจัยทุกคนก็คงมีความอยาก เดินเข้าสู่มาตรฐานสูงสุด แต่ผู้เขียนอยากให้พิจารณาประเด็นต่อไปนี้อย่างใจเป็นกลาง หรือเปิดใจยอมรับ

ประการแรก "ต้องเจียมตน"

ในที่นี้คือ เมื่อได้ศึกษา วัตถุประสงค์และลักษณะของวารสารนานาชาติ แล้ว (ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน หรือ การนำมาใช้อ้างอิง) ต้องประเมินงานวิจัยของตนเองอย่างเป็นกลาง ว่า คุณค่าและงานวิจัยเรานั้น อยู่ในระดับใด มิฉะนั้น การส่งไปยังวารสารนานาชาติ ที่มี IF สูง ๆ ในสาขาวิชาชีพของนักวิจัย โอกาสที่จะได้รับการปฏิเสธจะมีสูงมาก

นักวิจัยบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย เนื่องจากคิดว่าเป็น "ความท้าทาย" ในการจะไต้เปิดพื้นที่ไปสู่มาตรฐานที่สูงก่อน (เพราะด้วยมีทักษะสูงในด้านภาษาอังกฤษ) แต่เมื่อคุณค่าและคุณภาพงานวิจัยยังไม่ถึง แม้จะมีความได้เปรียบด้านภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อันใด

ผู้เขียนเห็นว่า นักวิจัยจะเสียเวลาไปทำไม (ยกเว้นแต่ว่าท่านเป็น "ขาประจำ" ของวารสารนั้นแล้ว)

ประการต่อมา "การแย่งชิงสูง และ พื้นที่วารสาร มีจำกัด"

ความจริง ต่อมาคือ เมื่อเป็นวารสารนานาชาติ ที่มี IF สูง ๆ เป็นธรรมดา ย่อมมีนักวิจัยจากทั่วทุกมุมโลก ต่างเข้ามาแย่งชิงการตีพิมพ์ในวารสารเป็นธรรมดา ในขณะที่พื้นที่หน้าวารสารมีจำกัด (ไม่ได้ทำเป็นเล่มพิเศษ 200-300 หน้า แบบวารสารบางฉบับในบ้านเรา )

บทบาทและหน้าที่ของบรรณาธิการ(Editor) และผู้ประเมินอิสระ (Peer Review) จึงต้องคัดเลือก "บทความวิจัย ที่ ใหม่จริง ๆมีคุณค่าสูง ไม่ตีพิมพ์ไม่ได้ เพราะมิฉะนั้น ชุมชนผู้ทรงปัญญา (บรรดาสมาชิกที่เป็นผู้ทรงภูมิรู้) คงเสียโอกาสที่ไม่ได้รู้ว่ามีองค์ความรู้ใหม่เหล่านี้เกิดขึ้น"

ขณะเดียวกัน ผู้ประเมินอิสระ ย่อมต้องต้องอ่านบทความวิจัย ของบรรดานักวิัจัยระดับแนวหน้า หรือประเภท "ขาประจำ" มาเป็นจำนวนมาก เมื่อมาอ่านบทความวิจัยจากนักวิจัยบ้านเรา ย่อมมีอคติเป็นธรรมดา ว่าจะมีอะไรใหม่จริงหรือ จะเชื่อถือได้อย่างไร ยกเมฆหรือเปล่า (ภาษาดีและขาดจริยธรรมทางวิชาการ) อีกทั้งคิดว่าในบ้านเรา (เอเซีย) จะไปมีอะไรใหม่เป็นทุนเดิมในใจอยู่บ้างแล้ว และสุดท้ายปวดหัวกับ ภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ของนักวิจัย

โอกาสที่จะได้รับการตอบรับ จึงมีไม่สูงตาม IF เมื่อถูกปฏิเสธ นักวิจัยก็จำเป็นต้องแก้ไขตามคำวิจารณ์ และกลับไปเริ่มต้นใหม่ แต่ทั้งนี้หากว่า นักวิจัยประเมินงานวิจัยของตนอย่างเป็นกลางแล้วเห็นว่า งานวิจัยของตนมี่คุณค่าสูงจริง ผู้เขียนก็สนับสนุนให้ท่านเข้าไปแข่งขันแย่งชิงพื้นที่ว่างของหน้าวารสารนานาชาติ

ประการที่สาม "IF สูง ๆ วารสารย่อมมีความเข้มงวดสูง (Rigorousness)"

บรรณาธิการ ของวารสารนานาชาติ ที่มี IF สูง ๆ ย่อมต้องรักษามาตรฐานในตวามเข้มงวดทางวิชาการ (จึงอาจไม่รับบทความตีพิมพ์แบบง่าย ๆ) ด้วยหลาย ๆ เหตุผล

-บทความวิจัยนั้น ไม่มีความใหม่จริง ไม่มีคุณค่าสูงพอ และไม่เกิดประโยชน์ใด เลย เป็นเพียง การเปลี่ยนพื้นที่ของการวิจัยในเรื่องเดิม หรือ ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของวารสารนานาชาตินั้น ๆ ฯลฯ

-ผู้ประเมินย่อมเป็ยผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพนั้น จึงมีองค์ความรู้ที่แน่น และลุ่มลึก และผ่านการอ่านบทความมากพอสมควร ย่อมต้องมอง บทความวิจัยได้อย่างทะลุในทุกแง่มุม ตั้งแต่ บทคัดย่อ บทนำ วัตถุประสงค์ การทบทวนวรรณกรรม ระเบียบวิธีวิจัย ข้อค้นพบ การสรุปและอภิปรายผล การอ้างอิง คำประกาศกิตติมศักดิ์ พร้อมทั้ง ความเชี่ยวชาญทางภาษา

-การรักษามาตรฐานทางวิชาการที่เข้มงวดเพื่อ ผู้อ่านที่เป็นชุมชนผู้ทรงปัญญา จึงต้องมีความเข้มงวดทางวิชาการที่สูงกว่า วารสารที่มี IF ต่ำกว่า

หากนักวิจัยไม่มีประสบการณ์ในการ ส่ง Manuscript เมื่อได้รับทั้งการถูกปฏิเสธ และการตอบรับให้ปรับปรุงแก้ไข (ทั้ง น้อยและมาก) หรือการตอบรับในการส่ง (Submission) ในครั้งแรกเลย ท่านคงนึกภาพเหล่านี้ไม่ออก

ประการสุดท้าย ค่าการอ้างอิงของวารสาร (Journal Impact Factor: JIF)

ค่าอ้างอิงของวารสาร หรือ ค่า Impact Factor ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงระดับคุณภาพของงานวิจัย ก็สะท้อนกับไปยังนักวิจัย แต่คงจะเกินเลยไปหากจะบอกว่า เป็นดัชนีที่บ่งบอกถึงคุณภาพของมหาวิทยาลัยที่นักวิจัยนั้นสังกัดอยู่ ยกเว้นว่า มหาวิทยาลัยแห่งนั้นมีการสะสมและสร้างองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถมีรากแนวคิดของทฤษฎีที่ปรากฎและใช้อ้างอิงอย่างกว้างขวาง

ผู้เขียน นำตัวอย่างค่า IF ในด้าน Business & Management อันดับ 1 และอันดับรองลงมา ว่ามีค่า IF มากน้อยเพียงใด แต่ปกติเรามักไม่เทียบค่า IF ข้ามสาขาวิชา หรือ สาขาวิชาชีพ ในวารสาร ที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุด คือ Academy of Management Review บทความในวารสารมีความเป็นวิชาการ หรืองานวิจัยที่คุณภาพสูงมาก


ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่า มีความจำเป็นและต้องทำความเข้าใจ เกี่ยวกับค่า Impact Factor ที่นักวิจัยเมื่อทำงานวิจัย จะต้องเขียนบทความวิจัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เมื่อมหาวิทยาลัย หรือ ชุมชนผู้ทรงปัญญา ต่างก็ให้ความสำคัญ แสวงหากันทุกค่ำเช้า

*****************

Note

1. Journal Citation Reports Register Notices

2. Academy of Management Review

3. Academy of Management Journal

4. Academy of Management Annals

5. Journal Knowledge Management

6. Journal of Management

7. Human Resource Management Journal

8. Asian Business & Management


ปล. ตอนก่อนหน้านี้

1. การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารนานาชาติ-ตอนที่ 1 จะส่งที่ไหนดี

2. JKM กำหนดการเขียนบทคัดย่อ (Abstract) ไว้อย่างไร

3. การตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสารนานาชาติ ตอนที่ 3 ( เราเริ่มยังไง)



ดร.ดนัย เทียนพุฒ

นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษาธุรกิจ

รางวัลนักทรัพยากรมนุษย์ดีเด่นแห่งประเทศไทย ปี 2552 ประเภทนักวิชาการและที่ปรึกษา

กรรมการบริหารหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลผู้บริหารระดับกลาง

สถาบันพระปกเกล้า

www.drdanai.blogspot.com

www.facebook.com/Innovation.th

โทร 0818338505
email: [email protected]

Line ID: thailand081





บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิจัย สนุก ๆ



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

สังเกตว่า

ค่าของ Asian Business & Management น้อยมากเลยนะครับ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ

ใช่ครับ จะดีก็ตรงเป็นวารสารนานาชาติ เท่านั้นเอง