ย้อนหลัง ทวน

สองวันละที่ไม่ได้ลงมือเขียน

ถ้าเทียบกับโจทย์ที่ครูเมตตาให้ทำเมื่อวันศุกร์ เหมือนกับการลงทุกสอบอะไรบางอย่างที่ค่าลงทะเบียนแสนแพง แบบว่า พอสมัครสอบปุ๊บ เงินที่มีในกระเป๋าก็เกลี้ยงปั๊บ สอบได้รางวัลก็สูงลิ่ว สอบตกก็แทบจะหมดตัว สรุปว่า "ข้าน้อย สอบตกอย่างราบคาบ" แถมเดี้ยงอีกเป็นวัน ๆ

การเจออะไรแบบนี้ ทำให้นิสัย ชอบดูดวง ดูคำพยากรณ์ล่วงหน้า หดหายเกลี้ยง เพราะเท่าที่เห็น จะจะ แล้วได้รับโอกาสจากครูก็หมดสงสัยแล้ว เหลือแค่ ถามตนเอง "ทำไงดี ๆ ถึงจะรับมือกะกิเลสตนเองไหว"

คาถาใหม่ที่ครูให้เพิ่มคือ

"กูซิบ่เฮ็ด อกุศลอีกแล้ว พอแล้ว ลมหายใจที่เหลืออยู่กูซิสร้าง กุศล"

ต้องสารภาพตามตรงเจ้าค่ะว่า "แทบบริกรรม ไม่ขึ้นกับตนเอง"

นึกย้อนทวนบทเรียนแล้ว การลงทุนของครูครั้งล่าสุด ที่เมตตา ตีกิเลสข้างในใจหนูขึ้นมา ให้ได้สู้ ให้ได้เห็น แต่พอกิเลสขึ้นมา หนูก็ดัน งี่เง่า ไหลตามกิเลสไป เสร็จมัน ครูเหนื่อยเปล่า หนูก็แต้มติดลบไป

หลวงพี่ย้ำว่า "บ่เป็นหยั๋ง รักษาข้อวัตรเจ้าของไว้"

ตอนกิเลสเล่นงาน หลวงพี่ ทวนและชี้ให้เห็นว่า "นี่ไง เหมือน แม่ กับ พี่สาว เป๊ะเลย"

ถ้าน้องแก้ของตนเองได้ แม่กะพี่สาว สบายเลย

นึกย้อน กับตนเอง

ตอนนั้น มันไม่ใช่เหนื่อยนะ แต่ใจมัน โดน กิเลส ความน้อยใจ (โทสะ) ตีตื้นขึ้นมา ไม่ได้ง่วง แต่มันก็ตะกุยหาหมอนเลยหล่ะ ถ้าเมื่อก่อนก็คง อารมณ์นางเอก นอนน้ำตานอง แต่ครั้งนี้มันเปลี่ยนหน้าตา ทำไมหล่ะ

สติไม่มา สมาธิไม่ตั้ง พลังไม่มากพอที่จะ ดูกิเลสให้เห็น จะจะ เพื่อจะ หยุดและจบมันด้วยการเห็นตามจริง

ถ้าต้องแก้ต้องยังไง ก็พากิเลสเหล่านี้ ที่ครูเมตตาออกแรงชี้ ไปตะลุมบอนในทางจงกรม ผ่านได้ สบายเลย ผ่านไม่ได้ ก็ได้บารมีบางตัวเพิ่ม จริงไหม อย่างน้อย ๆ ก็ ขันติ แต่นี่ ติดลบ หลาย

อย่างที่ครูเมตตาชี้บอก หลังออกพรรษาถ้าทำบุญกับครูก็ได้มาก ทำอกุศลก็ได้มากเช่นกัน

แล้วนี่ หนูมัวสั่งสมอะไรอยู่

ทุกข์บ่ พอ เบ๊าะติ๋ว เจ็บปวดบ่พอติ

ถามตนเอง มันปางตายอยู่นะใจ เฮ็ด คือ เก่า มันกะ ตกนรก คือ เก่า แล่ว

อยากเซาลง นรก กะเฮ็ดใหม่ ตามครูบาอาจารย์ชี้ ตั้ว คาอิหยั๋ง

ทุกข์หมองเศร้า หย่อนมีเฮา ในตัวตน

ความเป็นคน ได่หนทางพ้นวิถี

เฮ็ดเอาแหล่ว มรรค 8 ยังคงมี

สติดี สัมปชัญญะมี พ้นทุกข์ได้ หากเพียรทำ

ศรัทธาวันนี้ แผ่วมาก ๆ ใจอ่อนแรง ความเพียรก็ตกลง สติอ่อน สมาธิไม่มีถึงเวลาได้แค่นั่งหลับตา ก็มีแต่พาลจะลงหลับ ปัญญา ไม่ปรากฏ

ศีลเบียดเบียนก็เริ่มตั้งแต่ตนว่าง่าย ๆ ไม่ฟิตเลย ใจหมอง ก็ไปกระทบครูและคนรอบข้าง วันนี้เตรียมการสำหรับอะไร ๆ พอสมควรเกี่ยวกับ สิ่งที่ตนเองเองจะต้องทำในหนึ่งเดือน แต่ก็มีอะไรเหลือค้าง "มากมาย"

แก้ยังไง ก็วางแผนทำไป เท่าที่ ทำได้ ราคะ กับการที่ใจจมลง ราคะก็โจมตีทันที ศีลข้อสามก็ด่างพร้อย นิสัยพูดเพ้อเจ้อ ดันออกมาคร่ำครวญ บางทีก็บ่น โดยไม่เจตนากับ อะไร ๆ ที่ ไม่ชอบใจ มี Key work แรง ๆ ออกมาบ่อยครั้ง

สติอ่อน พลาดง่าย

สรุปวันนี้เป็น มึน ๆ เมา ๆ เหนาะ แทบจะอาบยาหม่อง เอาหล่ะ มันบังคับไม่ได้ มันของจริง ยอมรับได้ก็ไปต่อ ยอมรับไม่ได้ก็ จอบ ๆ ดูไปเรื่อย ๆ จนกว่า ใจจะมีกำลังและยอมรับมัน ดูไป กับคาถาข้อสอง รั้งสติไว้ด้วยคาถาข้อหนึ่ง เอาไปก่อน ทำไม่ได้ก็ทำ ทำได้ก็ทำ เอวัง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เพียงเพียรพอ



ความเห็น (0)