คนนอกระบบ : กิจกรรมอาสายุวกาชาด ปลูกจิตอาสาบริการชุมชน

หากพูดถึงจังหวัดศรีสะเกษ หลายคนคงนึกไปถึง “เขาพระวิหาร” โบราณสถานสำคัญที่เป็นข้อพิพาทระดับโลก แต่ที่จะกล่าวถึงศรีสะเกษ ในวันนี้ เป็นเรื่องราวดีๆ ของกิจกรรมการอบรมหลักสูตร “พื้นฐานยุวกาชาด” แบบค่ายกลางวัน 2 วัน สำหรับกลุ่มเป้าหมายนอกระบบโรงเรียน ของ กศน.อำเภอไพรบึง ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด

เบื้องต้น เมื่อพูดถึงยุวกาชาด เราอาจนึกไปถึงน้องๆ หนูๆ วัยใส สวมใส่ชุดสีฟ้า ผูกผ้าผูกคอและหมวกสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ผิด เพราะยุวกาชาด ต้องเป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี แต่ยังมียุวกาชาดอีกประเภทหนึ่งที่เราเรียกพวกเขาว่า “อาสายุวกาชาด” ซึ่งจะเป็นกลุ่มคนที่มีอายุ 15 - 25 ปี หรือมากกว่าโดยอนุโลม

นางปิติคลอ จักขุพันธุ์ ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ เล่าว่า สำนักงาน กศน.กำหนดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนสำหรับผู้เรียนการศึกษานอกระบบขั้นพื้นฐาน ไว้ 8 กิจกรรม กิจกรรมอาสายุวกาชาดเป็น 1 ใน 8 ของกิจกรรมดังกล่าว มีจุดเด่นในการฝึกและพัฒนาให้คนมีจิตบริการ ช่วยเหลือสังคม ส่งเสริมให้เป็นคนเก่ง คนดี รอบรู้ สุขภาพดี และเป็นที่พึ่งของชุมชนได้ อันเป็นลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน กศน. จุดกำเนิดของกิจกรรมอาสายุวกาชาด มาจากการที่ สำนักงานยุวกาชาด สภากาชาดไทย ต้องการขยายผลให้มีอาสายุวกาชาดนอกโรงเรียนเพิ่มขึ้น เพื่อต่อยอดในเรื่องของการปลูกฝังจิตอาสาให้กระจายเต็มพื้นที่ และเล็งเห็นศักยภาพของ กศน.ที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ใกล้ชิด ประกอบกับภารกิจในการพัฒนาคนของ กศน.ในขณะที่สำนักงานยุวกาชาดมีสื่อและหลักสูตรที่ชัดเจน ทั้งสองหน่วยงานจึงจับมือกันทำงานในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยจัดอบรมให้แก่ผู้บริหารและครูเป็นผู้นำอาสายุวกาชาดก่อน เพื่อนำความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนไปจัดกิจกรรมต่อให้แก่กลุ่มเป้าหมายนักศึกษา กศน. กระบวนการที่น่าศรัทธาของสำนักยุวกาชาด คือ ไม่เคยหลุดประเด็นที่ต้องการ เมื่อตั้งเป้าว่าต้องการอะไรจากการอบรมแล้วจะไม่เคยหลุดประเด็น พัฒนาทีมงานที่เข้มแข็งและนำสู่การขยายเครือข่ายในพื้นที่ เมื่อขยายได้มาก และช่วยเหลือชุมชนได้มากขึ้นๆ นั่นคือเป้าหมายหลัก

หลักสูตรพื้นฐานยุวกาชาดมีหลายรูปแบบ มีหลักสูตร 2 วัน , 3 วัน , 4 วัน ซึ่งเป็นเป็นหลักสูตรแบบค้างแรมและไม่ค้างแรมอีกด้วย ถ้าอบรมหลักสูตร 4 วันจะได้รับผ้าผูกคอพระราชทาน หน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย แต่ผู้ที่จะได้รับผ้าผูกคอพระราชทานจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ครบกระบวนการเท่านั้น ผู้ผ่านการอบรมเหล่านี้จะผูกผ้าผูกคอพระราชทานเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในกิจกรรมรับบริจาคโลหิตและกิจกรรมบรรเทาทุกข์ที่เหล่ากาชาดจังหวัดขอความร่วมมือตามโอกาส ซึ่งแต่ละคนจะผูกผ้าผูกคอพระราชทานมาร่วมกิจกรรมด้วยความภาคภูมิใจ

กิจกรรมการอบรมพื้นฐานยุวกาชาดของ กศน.อำเภอไพรบึงในครั้งนี้ ประกอบด้วยกระบวนการการฝึกอบรมที่น่าสนใจ หลากหลายด้วยวิธีการ ทว่าแม่นยำในเนื้อหา ครอบคลุมสาระความรู้ ดังนี้ รอบโลกกับกาชาด และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ , กาชาดไทยและยุวกาชาดไทย, บทบาทหน้าที่ของอาสายุวกาชาดและการบริการชุมชน, การปฐมพยาบาล ตลอดจนการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งในระหว่างการได้รับความรู้ในแต่ละหัวข้อนั้น จะมีกิจกรรมนันทนาการสอดแทรกเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมเป็นระยะๆ

ที่น่าประทับใจที่สุดน่าจะเป็นพิธีต้อนรับ “อาสายุวกาชาด” เริ่มต้นจากพิธีกรเรียกสมาชิกอาสายุวากชาดพร้อมกันที่สนาม ให้สมาชิกใช้ผ้าผูกตาจับมือกันแต่ละหน่วยสี ทุกหน่วยสีให้หัวหน้าหน่วย(ไม่ต้องผูกตา)จูงมือเดินนำไปศึกษาตามฐาน 3 – 4 ฐาน จากนั้นให้สมาชิกลอดซุ้ม ทีละหน่วยสี ทีละคน ให้อ่านข้อความต่าง ๆ ที่ติดไว้หน้าซุ้มก่อน แล้วลอดเข้าซุ้มผ่านออกไป วิทยากรอาจปะแป้งให้บ้าง สมาชิกไปรับดอกไม้ 1 ดอก แล้วไปรับเทียนชนวนไปจุดเทียนที่ปักไว้บนแผ่นตราเครื่องหมายยุวกาชาด 1 เล่ม เสร็จแล้วส่งให้สมาชิกคนต่อไปจุดจนครบทุกคน ต่อด้วยแถววิทยากรและเชิญประธานจุดเทียนเล่มตรงกลาง ระหว่างจุดเทียนวิทยากรจะร้องเพลงเราคือพี่น้อง เมื่อประธานจุดเทียนแล้ว จะกล่าวต้อนรับสมาชิก กล่าวถึงสังคมจะประสบสันติสุขจากที่สมาชิกมาร่วมอุดมการณ์กาชาดเดียวกัน จบแล้วคณะวิทยากรนำร้องเพลงแสนสุขสันต์ 2 จบ หลังจากนั้นจะเป็นกิจกรรมดอกไม้ ซึ่งเป็นกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์หนึ่งที่ฝึกให้สมาชิกร่วมคิด ร่วมทำงาน ร่วมกันอย่างง่ายๆ เป็นการเริ่มมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน พิธีต้อนรับเป็นกิจกรรมหนึ่งที่จะทำให้สมาชิกรู้สึกอบอุ่น ประทับใจ สนุกสนาน และอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป ในแต่ละกิจกรรม

นางศิรดา กีรติเรขา นายกเหล่ากาชาด จ.ศรีสะเกษ กล่าวหลังจากเป็นประธานมอบประกาศนียบัตรแก่วิทยากรและผู้ผ่านการอบรมอาสายุวกาชาดในครั้งนี้ว่า เหล่ากาชาดจังหวัดมีหน้าที่ช่วยบรรเทาทุกข์ ช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ประสบภัย เช่น รับบริจาคโลหิต โดยมีอาสายุวกาชาด เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อช่วยเหลือ ถือเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงในการต่อยอดการช่วยเหลือที่เข้าถึงชุมชน ทั้งในเรื่องของการช่วยเหลือผู้สูงอายุ และผู้ประสบอุบัติเหตุ โดยเฉพาะปัญหาการขาดโลหิต เป็นปัญหาในระดับชาติ ทางเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ ทำงานกันอย่างหนักเพื่อรณรงค์ในเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ที่ประสบอุทกภัย และวาตภัยในพื้นที่ด้วย จากปีที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ประสบปัญหาอุทกภัย 20 อำเภอ จากทั้งหมด 22 อำเภอ เราก็ได้อาสา กศน.มาช่วยทุกอย่าง ตั้งแต่การเสิร์ฟน้ำ ไปจนถึงการดูแลผู้ป่วย ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรนี้ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้อื่นต่อไปได้ ถือเป็นความภาคภูมิใจ เป็นงานที่ให้ความสุข และสร้างประโยชน์ให้เพื่อนมนุษย์ ตามพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี องค์อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย อย่างแท้จริง

“เทียน 1 เล่ม มีแสงสว่างเท่ากับเทียนเพียง 1 เล่ม วันนี้เราร่วมกันจุดเทียนแห่งปัญญา แสงสว่างแห่งปัญญาค่อยๆ สว่างขึ้นทีละเล่มๆ ซึ่งจะเป็นแสงเทียนที่ส่องสว่างดับความมืดบอดของสังคมไทยสืบไปตราบนานเท่านาน”

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน blackrain



ความเห็น (0)