AI Workshop เรื่อง "เวลา" มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหา "เวลา" เพื่อที่เราจะใช้เวลาได้อย่างรู้สุกว่าไม่เสียเวลา คุ้มค่า เป็นนายของเวลา ไม่ใช่เวลาเป็นนาย เริ่มจากการที่เราให้นิยาม AI ว่ามันคือการพยายามค้นหาสิ่งดีๆ ร่วมกัน โดยเชื่อว่า ทุกคนทุกระบบล้วนแต่มีเรื่องราวดีๆ ที่เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับเวลาอยู่ ไม่มากก็น้อย เราจะมาร่วมกันแชร์ประสบการณ์เรื่องดีๆ นี้ แล้วนำมาขยายผลให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยทำผ่านวงจร AI คือ ร่วมค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดของเรื่องนั้น (Discovery) ร่วมฝัน(Dream) ร่วมออกแบบ(Design) และ ร่วมพัฒนาไปด้วยกัน (Destiny)


ขั้นแรก ร่วมฝัน (Discovery) เราตั้งคำถามกับคนกว่า 20 คนว่า

คำถามแรก ประสบการณ์ที่ดีที่สุดของเขาคืออะไร

คำถามที่สอง ต้นแบบ หรือ Idol เรื่องเวลาของเขาคือใคร

คำถามที่สาม าการใช้เวลาที่ดีกับไม่ดีต่างกันอย่างไร

เราได้เรื่องที่น่าสนใจดังนี้

เรื่องแรก มีรายหนึ่งเป็นลูกศิษย์ ทำงานธนาคาร ได้ตั้งคำถามกับคนในแผนกว่ามีอยากได้อะไรที่สุด ทุกคนลงมติว่า อยากมีความสุข มีความสุขอย่างไร ลูกน้องตอบได้กลับบ้านไม่เกิน 6 โมงเย็น (เดิมกลับบ้านดึกมาก) และทำอย่างไรล่ะ ทุกคนเลยมาช่วยกันดูงานกัน เกลี่ยงาน จัดระบบกันใหม่ ไม่นานก็สามารถทำงานได้เท่าเดิมแต่กลับบ้าน 6 โมงเย็น

สรุป.. คนเราเพียงได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีความสุข และจัดระบบด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ก็จะสามารถบริหารเวลาได้

เรื่องที่สอง คนที่สองมีความสุขที่จะได้เรียนรู้มาก กระตือรือร้นและมีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่น เลยแทบไม่มีเวลาเป็นของตนเอง รวมทั้งครอบครัว รู้สึกสูญเสีย Worklife balance ต่อมาไปเจอโค้ช ท่านเลยได้แนวคิดการเติมชื่อสามีลงในปฏิทิน เป็นการย้ำเตือนว่าถึงเวลาให้เวลาครอบครัวแล้ว

สรุป เพียงให้ความสำคัญก็มีเวลาแล้ว

เรื่องที่สาม มีคนหนึ่งเป็นนักดนตรีรับงานในร้านกับงานส่วนตัว คือเล่นตามงาน ตอนแรกไม่จัดระบบ คือเล่นประจำในร้าน แต่พอมีงานจรเข้ามาก็รับ ก็เลยต้องลาร้าน ที่มักชนกัน โดยเฉพาะสุดสัปดาห์งานทั้งสองที่ก็มากเหมือนกัน ทำให้ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่พอรับงานจรนานทำให้งานประจำเสีย คือตกงาน ต้องหาร้านใหม่ ที่สุดเลยจัดระบบใหม่ ยอมไปทำงานในร้านประจำ แต่ขอประจำจันทร์ อังคาร พุธ แล้วจะลงวันว่างไว้สุดสัปดาห์ ที่สุดงานประจำก็ไปได้ งานจรก็ไปโลด ที่สำคัญช่วงไม่มีงานจรก็ยังมีรายได้จากงานประจำบ้าง

สรุป เพียงจัดระบบเท่านั้นทุกอย่างเปลี่ยนไปทันที

สุดท้ายเรื่องของผมเอง เป็นเรื่องการค้นพบเวลา สองปีก่อน ผมค้นพบเวลา ผมอยากบวชมานานแล้ว อยากแทนคุณพ่อแม่ ถึงแม้ว่าตอนนั้นไม่ได้อินกับศาสนามาก แต่ก็โอเค เพื่อแม่ ... นั่งคิดว่า..แม่อุ้มท้องตั้งเก้าเดือน ทำไมให้แม่เพียงสามเดือนไม่ได้ เอาวะ จะเสียงานเสียธุรกิจไปบ้างก็ไม่เป็นไร.. ปรากฏพอไปบวชจริง.. ทางเปิดครับ ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค ที่ประหลาดใจไปกว่านั้นคือ ที่เราคิดว่าธุรกิจจะเสียนี่ไม่ใช่ ที่ผมเคยนัดใครไว้ ไม่ว่าโครงการไหน เขาเลื่อนให้ไปสามเดือนครับ เลื่อนได้หมด พลาดไปสองวันที่เลื่อนไม่ได้ ทุกอย่างได้แทบจะเท่าเดิม แถมมาอีกคือได้เห็นพ่อแม่นั่งภาวนา ได้เพื่อน ได้รู้ใจ ได้มีเครื่องมือในการใช้ชีวิต ได้รู้จักพระพุทธศาสนาได้รู้จักตัวเอง

สรุปคือ ที่เราคิดว่าไม่มีเวลา เป็นการคิดไปเองครับ เราต่างหากเป็นนายเวลา เราจะทำอะไรกับมันก็ได้ครับ

ค้นพบจากหัวข้อนี้มีจุดร่วมง่ายๆคือ ... ตั้งเป้าที่จะมีเวลา ให้ความสำคัญ จัดระบบ สุดท้ายคือ "เราเป็นนายเวลา"

คำถามที่สอง ต้นแบบ หรือ Idol ของที่ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ คือใคร

สำหรับผมคือคุณพ่อ เมื่อวานท่านให้ตังค์หลานสาว หลานก็บอกได้ตังค์ตั้งพันบาท หนู่จะเอาไปซื้อโน่นซื้อนี่ ปู่เลยสอนว่า "ปู่ให้ตังค์หลาน ไม่ได้ให้เอาไปใช้ แต่ให้เอาไปบริหาร" นี่ไงครับ คุณพ่อผมเป็นคนที่ใช้เวลาได้ดี เวลาไปเจอข้อคิดดีๆมักจดไว้ คุณพ่อผมเป็นคนจัดลำดับความสำคัญชีวิตได้ดี และก็ Early Retire ตอนนี้นอนสบายทำสวนอยู่บ้านนอก"

สรุป ทรัพยากรไม่ได้มีไว้ใช้ แต่มีไว้บริหาร คำถามคือต้องใช้อย่างไรจึงจะไม่เสียทรัพยากร (ผมรวมถึงเวลาไปด้วย) ไปเปล่า)


( Ref: http://quotespictures.com/when-i-give-you-my-time-...)

อีกท่านหนึ่งพูดว่า บริษัทเขาบริหารท่าเรือ มีวันหนึ่งไปจองโรงแรมทางอินเตอร์เน็ต รู้สึกว่าระบบการจองนี่มีประสิทธิภาพ เลยนำไปเป็นต้นแบบในการออกแบบระบบการนำเรือมาเทียบท่า ซึ่งจากเดิมใช้แมนนวล ตอนนี้กลายเป็น App ควบคุมง่ายกว่า ติดตามง่ายกว่า

สรุป การดูตัวอย่างที่ดีแม้ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เราสามารถดูเป็นต้นแบบแล้วมาพัฒนาให้เกิดการประหยัดเวลาหรือใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพได้

อีกคนเป็นลูกศิษย์ ตอนค่าแรงขึ้นไปสามร้อยบาท คนบ่นทั้งโรงงานว่าบริหารไม่ได้แล้ว ที่สุดสามีเลยบอกว่าแทนที่จะฟังคนอื่น เราทำไมไม่ลองล่ะ ของเราใช้คนสามคนดูเครื่องจักรเครื่องเดียว ทำไมไม่ใช้สองคนล่ะ เท่านั้นเองแฟนรีบไปทดลอง ทำไปทำมาเหลือสองคนก็ดูเครื่องจักรได้เท่ากับคนสามคน เธอกลายเป็นดาวไปทันที ได้รับโปรโมทไปทันที ใช้เวลาเท่ากัน แต่ใช้แรงน้อยกว่า

สรุป เพียงตั้งใจว่าจะทำงานด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า ทดลองปรับเปลี่ยนก็จะทำได้

สรุปจากคำถามข้อนี้ได้ข้อคิดว่า เพียงเปลี่ยนแนวคิดว่าทรัพยากรมีไว้บริหาร หาต้นแบบดีๆมาเป็นตัวอย่าง หรือตั้งเป้าแล้วทดลองปรับเปลี่ยนก็จะปรับได้จริงๆ

สุดท้ายในการทำ Discovery ถามว่า ตัวอย่างการใช้เวลาดีกับไม่ได้ต่างกันตรงไหน

ผมยกตัวอย่างผมก็แล้วกัน สมัยเรียนปริญญาเอก ตื่นเช้ามาคิดงาน มาเขียนวิทยานิพนธ์หรือไม่ก็ศึกษาตำรา ตื่นทุกวันทำทุกวันวันละสามสี่ชั่วโมงไม่เคยขาด งานก้าวหน้ารวดเร็ว จบเร็ว ก็พบว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ผมไม่ว่อกแวกครับ เวลาที่ดีตามทฤษฎี Willpower Institinct นั้นว่าไว้ว่าเวลาที่ดีที่สุดคือช่วงเช้าสี่ชั่วโมง สมองจะทำงานได้มีประสิทธิภาพที่สุด เราควรใช้เวลาช่วงเช้าทำงานที่สร้างสรรค์ (Maker time) แต่ตอนบ่ายควรใช้เวลาเล่น FB ตามจดหมาย คุยเล่น เลิกทำงานก็กลับบ้าน ตอนนี้มนุษย์เราทำกลับกันคือเอาสมองไปทำในส่ิงที่ควรจะอยู่ใน Manger Time เช่นจ่ายบิลล์ เล่น FB เล่น Line มาอยู่ในช่วง Maker time ทำให้การใช้พลังสมองไม่มีประสิทธิภาพ เราจึงเห็นคนจำนวนมากทำงานไม่ค่อยได้ผล ทำงานใช้เวลามาก แต่ไม่ได้งานที่ดีที่สุด แถมกลางคืนที่จะใช้เป็นเวลาครอบครัวก็ยังเล่น FB อีก ... ใช่เลย ตอนที่ผมสำเร็จสุดขีดผมแบ่งชัดเจน แต่บางช่วงที่ไปไม่ถึงไหนก็เพราะการใช้เวลาสับสน พอรู้ดังนี้ตอนนี้ผมกลับมาแล้วครับ แยกชัด เริ่มเจอความสำเร็จกลับมาครับ คือใจรู้สึกดี มีความสุข ทำงานได้ผลดีมากกว่าเดิม

จากการทำ Discovery เราได้ข้อสรุปประมาณนี้ (ยี่สิบคนก็จะประมาณนี้)

คนเราเพียงได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีความสุข และจัดระบบด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ก็จะสามารถบริหารเวลาได้

เพียงให้ความสำคัญก็มีเวลาแล้ว

เพียงจัดระบบเท่านั้นทุกอย่างเปลี่ยนไปทันที

ที่เราคิดว่าไม่มีเวลา เป็นการคิดไปเองครับ เราต่างหากเป็นนายเวลา เราจะทำอะไรกับมันก็ได้ครับ

ทรัพยากรไม่ได้มีไว้ใช้ แต่มีไว้บริหาร คำถามคือต้องใช้อย่างไรจึงจะไม่เสียทรัพยากร (ผมรวมถึงเวลาไปด้วย) ไปเปล่าๆ

การดูตัวอย่างที่ดีแม้ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เราสามารถดูเป็นต้นแบบแล้วมาพัฒนาให้เกิดการประหยัดเวลาหรือใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพได้

เพียงตั้งใจว่าจะทำงานด้วยทรัพยากรที่น้อยกว่า ทดลองปรับเปลี่ยนก็จะทำได้

ไม่สับสนระหว่าง Maker time Manager time และ Family time

สรุปได้เป็นประเด็นจุดร่วมเชิงบวก (Convergence หรือPositive Core) คือ "เราเป็นนายเวลา เราสามารถจัดการเวลาได้ และถ้าเราเลือกจะทำให้เราสามารถสร้างสมดุลย์งานกับชีวิตได้ เราจะมีเศรษฐานะและมีความสุขมากกว่าเดิม"

ส่วน Divergence ได้แก่

ตั้วเป้าความสุข และร่วมคิดหาเวลา

ใช้เทคนิคล๊อกวันเพื่อคนรัก

จัดระบบเวลาแบบ Maker time Manager time

ทดลองสร้างประสิทธิภาพ

ให้แนวคิดเรื่องการใช้กับการบริหาร

จัดวันจร วันจริง ให้ตรงกับความจริง

ถ้าทำมากกว่านี้ก็จะได้เทคนิคมากกว่านี้ นี่ผมทำเป็นตัวอย่าง

ต่อมาเป็นเรื่องการร่วมสร้างฝัน (Dream) ขั้นตอนนี้ ทุกคนช่วยกันเอา Convergence มาสร้างฝัน Divergence มาทำ Design ครับ


(Ref: http://www.fotorelax.com/forum/index.php?topic=791...)

Dream ร่วมสร้างฝันจาก "เราเป็นนายเวลา เราสามารถจัดการเวลาได้ และถ้าเราเลือกจะทำให้เราสามารถสร้างสมดุลย์งานกับชีวิตได้ เราจะมีเศรษฐานะและมีความสุขมากกว่าเดิม"

ว่าแล้วเราก็เริ่มฝัน ตรงนี้ผมฝันเป็นภาพ ในทาง AI เราจะระบุวันเช่นวันนี้คือ วันที่ 19 ตค. 2554 เราจะบอกทุกคนว่าลองจินตนาการสิ ว่าสมมติเราหลักไปใน Time Machine แล้วเราตื่นขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19 ตค. ของอีกสิบปีผ่านไป วันนั้นเราจะเห็นอะไรเกิดขึ้น ถ้าเราเอาสิ่งที่เราค้นพบไปขยายผล สำหรับผม ผมวาดฝันไว้ว่า

“อีกสิบปีข้างหน้า เมื่อตื่นมาจากฝัน ผมเห็นผมเองมีความสุขล้ำลึกอย่างประหลาด ชีวิตผมดูเหมือนชิลล์กว่าปัจจุบัน มีตังค์มากกว่าเดิม มีความสุข มีครอบครัวที่แสนน่ารัก มีงานที่สุดยอด ทำงานน้อยกว่าเดิม แต่ดูได้ผลมากจริงๆ ทำงานก็กลับบ้าน ถึงบ้านไม่เกิน 4 โมงเย็น ชีวิตตอนนั้นแบ่งเวลาดีมากๆ คนรอบตัวก็มีความสุข เพราะสังคมเปลี่ยนไป ประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว เราเป็นประเทศที่ศิวิไลกว่านี้ คนเลิกงานตามเวลา แต่ Productivity สูงมาก เราเป็นชาติที่ไม่ได้ทำงานบ้าคลั่งกลับบ้านดึกๆ แต่เป็นได้แค่ Trader เหมือนเดิม เราเป็นประเทศที่คนเก่งสามารถสร้างนวัตกรรมได้เยอะ ชนิดส่งออกได้ โดยไม่ต้องทำงานหนักจนเสียสุขภาพ งานที่เคยเหมือกันทุ่มทั้งชีวิต อุทิศทั้งครอบครัว คนประสาทกิน งานอาจเดิน แต่ครอบครัวไปไม่รอดนี่ไม่มีอีกต่อไป ทำงานกัน 4 วันครึ่ง ศุกร์บ่ายก็เล่นกีฬาในสำนักงาน เสาร์ สุดสัปดาห์ พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ได้เที่ยวห้าง เพราะห้างก็ปิดหมด คนทุกชนชั้นได้หยุด ไม่ต้องไปทำงาน คนไปเที่ยวหาธรรมชาติ อาทิตย์ก็พากันไปวัดใส่บาตร ฟังธรรม ที่เป็นอย่างนี้ได้ เพราะคนไทยกลายเป็นเจ้าของเวลา คนทุกคนเข้าใจเวลา ราชการ รัฐบาล กฎหมายล้วนออกมาเพื่อทำให้คนได้สามารถสร้างสมดุลย์ชีวิต และทุกคนมีความเท่าเทียมกันเรื่องเวลาด้วย"

เมื่อวาดฝันแล้วก็มาออกแบบความผันร่วมกัน (Design) ขั้นตอนนี้จะเน้นเอา Divergence มาพัฒนาแผนกิจกรรมย่อย

จะแนะนำง่ายๆ ว่าให้ว่าจะทำอะไรบ้าง ที่ผู้เขียนถนัด Strengths เดิมของผู้เขียนคือเป็นที่ปรึกษา และเป็นอาจารย์ คนรู้จักมาก ก็เอา Divergence มาพิจารณาและพัฒนาแผนการโดยคำนึงจากจุดแข็ง ซึ่งนความเป็นจริงต้องดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม สำหรับกรณีนี้ได้แผนดังนี้การออกแบบความฝัน ใช้ Time Frame 10-10-10-10 จะง่ายที่สุด

10 วัน

เริ่มล๊อกวันเพื่อคนรัก

ใช้ Maker Time และ Manager Time

10 สัปดาห์

การบริหารงานจรงานประจำ

สร้างและเผยแพร่ความรู้เรื่องเวลา ผ่าน Course การบริหารเวลาแนว AI

10 เดือน

เผยแพร่แนวคิด Co-creation of time โดยใช้ Model ของลูกศิษย์ที่ให้ลูกน้องค้นหาความสุข และสร้างความสุขด้วยการบริหารเวลา

ภายใน 10 ปี

สร้างที่ปรึกษา Time Management Consultant ในกลุ่ม AI

ภายในแปดปี จะผลักดันกฏหมายให้ประเทศไทยออกกฏหมายที่เคารพสิทธิการเป็นเจ้าของเวลาของคนไทย

สร้างอาจารย์ และที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญการบริหารเวลา โดยเน้นการพัฒนาจาก AI ที่ผู้เขียนถนัด ภายในห้าปี

พัฒนาองค์วามรู้เรื่องการบริหารเวลาในรูปแบบเรื่องเล่าให้ได้สัก 2,000 cases ในห้าปี

Destiny แปลว่าเริ่มทำจริง

จะเริ่มทำตั้งแต่ 20 ต.ค. เป็นต้นไป และจะทบทวนความก้าวหน้าทุก 15 วัน

นี่คือขั้นตอนการทำ AI แบบเต็มรูปแบบ

สงสัยอะไร Inbox มาถามผมได้นะครับ