ดิฉันห่างหายไปนานด้วยเรื่องนั้นแทรกเรื่องนี้แซง จึงเขียนบันทึกเรื่องงาน NCD Forum 2014 ไม่เสร็จสักที ได้รับปากทีมงานของ พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร เอาไว้ว่าจะถอดเทปคำบรรยายของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เรื่อง เรียน เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนโรค เมื่อเช้าวันที่ 15 สิงหาคม 2557 เมื่อมีโอกาสได้ทำงานนี้และฟังคำบรรยายซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายรอบ (เพราะพิมพ์สัมผัสไม่เป็นก็ต้องฟังไปเขียนไป เติมไปหลายๆ รอบ) ยิ่งตระหนักว่าการจะเอาชนะการระบาดของโรคเรื้อรังจะต้องเข้าใจ root cause และทำงานเชิงรุกตั้งแต่คนยังอยู่ในท้องแม่หรือตั้งแต่ก่อนจะอยู่ในท้องแม่ด้วยซ้ำ
คำบรรยาย
การบรรยายพิเศษเรื่องเรียน เปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนโรค เป็นชื่อหัวข้อที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ปรับจากโจทย์ที่ได้รับคือเรื่องเรียน เปลี่ยนโรค เปลี่ยนพฤติกรรม เนื่องจากดูแล้วคิดว่าเปลี่ยนพฤติกรรมนำไปสู่เปลี่ยนโรค จึงสลับเอามาไว้ตรงกลาง แต่ว่าที่จะพูดจริงๆ เป็นเรื่องการเรียนรู้และโรคเรื้อรัง (5 ร.)
ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ในการบรรยายเมื่อเช้าวันที่ 15 สิงหาคม 2557
ความจริงโจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ (อาจารย์วิจารณ์) บอกว่าพูดไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องใช้กลยุทธ์ไม้ตายที่ใช้อยู่ทั่วไปก็คือพูดแบบตั้งคำถาม ไม่ใช่พูดแบบให้คำตอบ เพราะเราไม่รู้ เมื่อไม่รู้เราก็ใช้วิธีตั้งคำถามเพื่อที่จะให้ทุกท่านช่วยกันไปลอง เอาไปทำ คำตอบอยู่ที่ตอนทำไม่ใช่อยู่ที่ตอนพูด
ในนิทรรศการข้างนอกพูดถึงเรื่องสาเหตุ 4 กลุ่มของโรคเรื้อรัง พอดูแล้ว (อาจารย์วิจารณ์) ได้บอกกับหลายท่านว่าจะเสนอกลุ่มที่ 5 เป็นเรื่องของ root cause, root cause ของโรคเรื้อรัง ที่เข้าใจว่าจะพูดกันน้อย แล้วนิทรรศการก็ไม่ได้แตะอย่างชัดเจน อาจแตะบ้างแต่ไม่ชัดเจน แต่ที่สำคัญที่จะออกตัวก็คือว่าที่จะพูดไม่รู้ว่าจะถูกต้องหรือเปล่า อาจจะมีบางส่วนที่อาจจะเข้าใจไม่ดี ท่านผู้ที่รู้อาจจะช่วยเติมหรือช่วยแก้ไข
เรื่องการเรียนรู้ในแนวคิดใหม่ การเรียนรู้ตามที่เราเข้าใจเป็นการเรียนรู้เพื่อให้ทำโน่นทำนี่ได้ ซึ่งก็ใช่ เป็นการเรียนรู้แบบหนึ่ง เรียกว่าเป็นการเรียนรู้แบบบวก (+) เรียนบวกคือเรียนเพื่อเพิ่มศักยภาพ เพิ่มความรู้ แต่มีการเรียนรู้แบบตรงกันข้ามคือเรียนลบ (–) เรียนลบแปลว่าเรียนเพื่อไม่ทำสิ่งนั้น เพื่อที่จะดื้อไม่ยอมทำ ก็เป็นการเรียนแบบหนึ่งเหมือนกัน แล้วจะมาโยงกับเรื่องที่จะพูดกันวันนี้
เรียนบวก (+) เป็นการฝึกให้ทำได้ แล้วก็อยากทำ แล้วก็สุดยอดคือทำแบบไม่รู้ตัว คือเป็นอัตโนมัติ ทำได้แบบไม่รู้ตัวอันนี้คือสุดยอดของการเรียนรู้ สุดยอดด้านลบก็คือไม่ทำแบบไม่รู้ตัวเหมือนกันคือดื้อ ดื้อตาใส ดื้อไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าตัวเองดื้อ นี่คือ concept ทางด้านเรื่องของการเรียนรู้ เรื่องนี้ยืนยันว่าจริง ยืนยันว่ามีหลักฐานจากการวิจัยจำนวนมาก
เล่าเรื่องไปเที่ยวเมื่อประมาณสองเดือนครึ่งที่ผ่านมา ไปเที่ยวสวิสฯ (สวิสเซอร์แลนด์) ชอบเข้าพิพิธภัณฑ์ ได้ไปถึงซูริคซึ่งมีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ National Museum อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ Central station ของซูริค พอเข้าไปถึง (พบว่า) มีนิทรรศการใหญ่แสดงสิ่งที่สุดยอดของเมื่อ 15 ปีแรกของศตวรรษที่ 20 คือเมื่อ 100 ปีที่แล้ว อะไรที่เป็นสุดยอดของโลกเมื่อร้อยปีที่แล้ว(15ปีแรกของศตวรรษที่ 20 ก็คือ ค.ศ. 1900-1914 ปีนี้ 2014 คือร้อยปีให้หลัง)
เบอร์หนึ่งคือข้อค้นพบหรือข้อเสนอของ Freud (Sigmund Freud) ที่บอกว่ามนุษย์เราไม่ได้อยู่ด้วยเหตุผล ชีวิตมนุษย์ไม่ได้อยู่ด้วยเหตุผล แต่อยู่กับจิตใต้สำนึก เบอร์สองก็น่าสนใจคือการปลดปล่อยผู้หญิง พิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นถึงเรื่องต่างๆ ที่เราไม่เคยรู้ว่าเมื่อร้อยปีที่แล้วผู้หญิงถูกกดขี่มาก
จุดที่สำคัญก็คือว่า Freud ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นมนุษย์ที่ฉลาดที่สุดในโลก ฉลาดกว่าไอน์สไตน์ (ไม่รู้ว่าเขาลำดับกันอย่างไร แต่ว่าเมื่อจะเข้า millennium ใหม่ ปี คศ. 2000 มีการจัดลำดับกันเยอะ Freud เป็นเบอร์หนึ่ง...) บอกว่ามนุษย์เราอยู่กับจิตใต้สำนึกมากกว่าจิตสำนึก มากกว่าเหตุผล (อาจารย์วิจารณ์) คิดว่านี่แหละเป็นตัวที่เกี่ยวโยงกับเรื่องของพฤติกรรม เกี่ยวโยงกับโรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมคือโรค chronic disease
เรื่องของจิตใต้สำนึกเป็นตัวผลักดันพฤติกรรมที่หลายครั้งก็อาจจะเกิดเรื่อง เป็นตัวก่อเรื่อง เป็นตัวอะไรทั้งหลายคือ limbic system ศาสตร์ที่ว่าด้วยการเรียนรู้ neuroscience จะบอกว่ามนุษย์เรา limbic system กับ pre-frontal cortex ซึ่งเป็นเรื่องของความคิดแบบมีเหตุมีผล ยับยั้งชั่งใจ ความมีสติ pre-frontal cortex ซึ่งมนุษย์เรามีแต่สัตว์อื่นไม่มี เราจึงมี conscious มีอะไรต่ออะไรที่ sophisticate มาก ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ทั้งหลาย
Limbic system นั้นเป็นตัวที่ทำให้เราสามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ภายใต้ความเครียด limbic system เป็นตัวไว เป็นตัวขับเคลื่อนให้เราประพฤติปฏิบัติอย่างรวดเร็ว ส่วน pre-frontal cortex ทำให้เรารอบคอบ ทำให้เรามีสติ ยั้งคิด ในความเป็นจริงนั้นสมองสองส่วน... ที่จริงก็ไม่ใช่สองส่วน ต้องหลายๆ ส่วนของสมองทำงานไปด้วยกัน ในที่นี้อธิบายให้ง่าย... จะฝึกกันตลอดเวลาจนรู้ใจกัน ถ้าเราฝึกเป็น limbic system จะทำงานตามแบบที่ตกลงกับ pre-frontal cortex ไว้แล้ว ก็คือทำด้วยสำนึกที่ดี เป็นจิตที่ดี เป็นพฤติกรรมที่ดี ไม่ทำตามความยั่วเย้า ความยั่วเย้านี่จะรุนแรงมาก นี่คือหลักที่เรียกว่าพฤติกรรมมนุษย์ โยงจากที่ Sigmund Freud บอกไว้ คนที่เรียนมาทางด้าน neuroscience ทางด้านจิตวิทยา ทางด้านจิตเวช อาจจะช่วยขยายหรือแก้ได้
เมื่อ 15 ปีที่แล้ว รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานเอง พระราชทานรางวัลด้านการแพทย์ (ปี 2000) ให้แก่ Prof. David Baker ชาวอังกฤษที่เป็นผู้ค้นพบว่าสภาพความเครียดในครรภ์ (intra-utero stress) stress อันนี้ที่เขาค้นพบเฉพาะเรื่องของ nutrition ขาดอาหาร เขาศึกษาในแม่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศเนเธอร์แลนด์ซึ่งขาดอาหารมาก ลูกพอคลอดออกมาก็จะ low birth weight น้ำหนักน้อย คนเหล่านี้เมื่อ Prof. Baker ตามไปยี่สิบสามสิบปีพบ chronic diseases เยอะมากต่างจากอีกกลุ่มที่ไม่ low birth weight ก็เสนอข้อค้นพบที่สำคัญมากที่บอกให้เห็นว่าสภาวะโภชนาการในครรภ์มีผลต่อ chronic diseases จำนวนมากและนำไปสู่การค้นพบ mechanism อะไรต่างๆ เยอะมากอย่างไม่น่าเชื่อ
ตกลงปัจจัยที่ 5 คือ intra-utero environment หรือ stress, chronic stress ใน intra-utero
ในปี 2001 WHO ก็ออกรายงานเล่มนี้ (Programming of chronic disease by impaired fetal nutrition. Evidence and implication for policy and intervention strategies) มา... รายงานนี้ยาว ดูแล้วดีมาก... เพื่อจะบอก programming ของ chronic disease
Chronic disease นั้นเกิดจากการ program in utero, impaired fetal nutrition ในท้องแม่ แล้วพูดถึง evidence ต่างๆ ผลการศึกษา policy และ intervention strategies ต่างๆ เป็นสิ่งที่นัก NCDs ทั้งหลายน่าจะรู้แล้ว รายงานนี้น่าจะมีชื่อเสียงมาก
ข้อค้นพบเหล่านั้น ในที่สุดก็มีการค้นคว้าแล้วพบว่าสภาพของความเครียดในท้องแม่นั้นที่ว่า program chronic disease เป็นการโปรแกรมผ่าน DNA ผ่านยีน ทำให้เกิดการปิดสวิทซ์ยีน เป็น genetic regulation ภาษาทาง genetic ว่าเป็น epigenetic คือมีสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยอะไรสักอย่างไปมีผลต่อกลไกทางพันธุกรรม ต่อยีน
ยีนไม่ได้เปลี่ยน แต่สวิทซ์ยีนเปลี่ยน ทำให้มันอ่อน มันไม่ function หรือบางทีมันก็function มากเกิน ในกรณีนี้ function น้อยลง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเอาตัวรอดในช่วงที่อยู่ในภาวะ stress พอปิดสวิทซ์เช่นนั้นแล้วพอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วชีวิตปกติก็คือโภชนาการปกติ อันนั้นเป็นพิษ (เกิดผลร้าย)
Stress นั้นก่อผลอะไร กลไกการก่อผลของความเครียด ก่อผลต่ออะไร ผลวิจัยบอกว่าก่อผลต่อสิ่งที่เรียกว่า HPA axis ในสมอง H คือ hypothalamus, P คือ pituitary gland, A คือ adrenal cortex ต่อมหมวกไต ต่อมทั้งสามจะทำงานเป็น feedback loop ซึ่งกันและกัน ตัวสำคัญคือ glucocorticoid ซึ่งหลั่งมาจากต่อมหมวกไต ทางด้าน physiology เราจะเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับทางด้าน cardiovascular เกี่ยวข้องกับเบาหวานด้วย metabolism ด้วย คำอธิบายก็คือ chronic stress ทำให้ HPA hyperactive จึงเกิดการปิดสวิทซ์เพื่อไม่ให้มัน hyperactive ให้มันทนได้
Chronic stress ที่เป็นตัวร้ายมี 2 ตัว (สองวัย) คือช่วงในท้องแม่และช่วงเด็กเล็ก
Chronic stress ในช่วงเด็กเล็ก มีการศึกษาในอเมริกาเยอะมากที่ชี้ให้เห็นว่าลงท้ายแล้ว chronic stress เหล่านี้ทำให้ HPA axis อ่อนแอ มีผลต่อพฤติกรรมที่เป็นพฤติกรรมในทางไม่ดีคืออารมณ์วู่วาม ควบคุมตัวเองไม่ได้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง 2 กลุ่มคือกลุ่มที่ under chronic stress และกลุ่มที่ไม่ under chronic stress ตั้งแต่ตอนอายุ 2-3 ขวบ แล้วตามไปเป็น 20-30-40 ปี อัตราของการหย่าร้าง อัตราการติดยาเสพติค อัตราของการติดคุก อัตราของอาชญากรรม รวมทั้งรายได้จะต่างกัน พวก under chronic stress ในตอนเด็กเล็กจะด้อย
จะเห็นว่าชีวิตมนุษย์เราความด้อยโอกาสจารึกถาวรอยู่ใน HPA axis
(อาจารย์วิจารณ์) ก็เลยนึกขึ้นว่าเบาหวานกับความดันโลหิตสูงเพิ่มอย่างมากมายในสังคมไทย เพิ่มอย่างไม่น่าเชื่อ มากจนน่าตกใจ ถามว่าอธิบายได้ด้วยอะไร อธิบายด้วย nutrition ตอนเราอายุมากเท่านั้นหรือ ยังงงอยู่ตลอด แต่พอมาค้นก็สงสัยว่าปัจจัย intra-utero กับปัจจัยตอนเป็นเด็กเล็กมีส่วนแค่ไหน เป็นส่วนสำคัญหรือเปล่าที่ทำให้เกิดการระบาดหนักของ NCDs โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูง
อาจารย์วิจารณ์พูดในฐานะที่เป็นสมาชิกของโรคทั้งสอง เพราะเป็นลูกรักของพ่อแม่ พ่อแม่มอบสมบัติให้เราก็รับมาอย่างดี แต่ก็โชคดีที่อายุ 70 กว่าแล้วมานั่งพูดได้อย่างนี้ก็แสดงว่าสุขภาพดี เพราะถือหลักสุขภาพดีโดยมีโรค มีโรคก็สุขภาพดีได้อยู่ที่เราปฏิบัติตัว
HPA axis นั้น under chronic stress ทำให้ต้องปิดสวิทซ์ HPA ทำให้สิ่งที่เรียกว่า executive function (EF) ของสมองด้อยลง พัฒนายากขึ้น ดื้อ สมองดื้อต่อการพัฒนา เนื่องจาก HPA axis weak นี่คือสิ่งที่ค้นพบที่โยงระหว่าง neuroscience กับเรื่องของ child development หรือเรื่องการศึกษา
Executive function เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในชีวิตมนุษย์ เรื่องของ executive function ในรายละเอียดเป็นอย่างไรให้ไปดูที่ www.gotoknow.org/posts/463212 พูดสั้นๆ ก็คือเป็นพลังทางสมองที่ควบคุมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความริเริ่มสร้างสรรค์ (creativity) ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัว (flexibility) เกี่ยวข้องกับเรื่องความสามารถในการควบคุมตนเอง ควบคุมความประพฤติของตัวเอง (self-control) และเกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตน (discipline) อันนี้มาจากวารสาร มาจากตำรา
Executive function นั้นฝึกได้ ช่วงเวลาสำคัญที่สุดคือตอนเป็นเด็กเล็ก แต่การศึกษาต้องฝึกสิ่งนี้ด้วย ส่วนที่เรียกว่าการศึกษาก็คือโรงเรียน มหาวิทยาลัย ต้องฝึกสิ่งนี้ด้วย การฝึก executive function จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าการศึกษา ไม่ใช่เฉพาะรู้เลข รู้ภาษา ต้องฝึกสมองส่วนที่เรียกว่า executive function ด้วย
การฝึก executive function ในเด็กเล็กทำง่ายมาก แต่มักจะลืมกันไป ละเลย ก็คือการให้ความรัก กอด ปลอบโยนคราวที่เด็กเครียด แต่เด็กไม่เครียดเลยก็ไม่ได้ ต้องเครียดบ้าง แต่เมื่อถึงคราวผู้ใหญ่ต้องให้ความรักความอบอุ่น เป็นกลไกของการสร้างความเข้มแข็งของ executive function
ในเด็กเล็ก...(มาจากลิงค์ที่ให้ไว้ ในวารสาร Science เป็น review article) วิธีพัฒนา executive function ในเด็กเล็กง่าย ไม่ยากเย็น แต่มักละเลย คือฝึกสมาธิ เดินจงกลมก็คือการฝึกสมาธิ เดินไต่เชือก (ไม่ใช่ไต่สูง เชือกวางอยู่กับดิน) ก็คือการฝึกสมาธิ โรงเรียนทางเลือกทั้งหลายจะทำแบบนี้กับเด็กอนุบาลเยอะมาก เด็กก็จะมีสมาธิดีและในขณะเดียวกัน executive function จะถูกฝึกไปโดยปริยาย ไม่รู้ตัว แล้วยังอีกหลายอย่าง เช่น ออกกำลังแบบแอโรบิก ศิลปะป้องกันตัวทั้งหลาย นอกจากความแข็งแรง นอกจาก physical แล้วยังฝึกสมองด้วย หลักสูตรการศึกษาแบบ Montessori (เมืองไทยเรามี) กิจกรรมเสริมหลักสูตร (เช่น PATHS, Promoting Alternative Thinking Strategies) และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่ฝึก executive function โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็น commercial เพื่อฝึกเด็กก็มี
Executive function เป็นสิ่งที่ต้องฝึก มีความเห็นว่าต้องฝึกตลอดชีวิต ที่ว่าต้องฝึกตลอดชีวิตนั้นไม่มีใครที่ไหนพูดไว้ แต่เชื่ออย่างนั้น ไม่เชื่อเฉยๆ ทำด้วย ฝึกทุกวัน หาทางที่จะฝึกฝนตนเองทุกวันและคิดว่าดี
การศึกษาไทยเรามีข้อผิดพลาดหรือมีจุดอ่อนที่ร้ายแรงมาก โดยเราไม่รู้ตัว ตรงที่สนใจแต่สอนวิชา สอนเพื่อสอบ เวลาสอบก็สอบเฉพาะวิชา เพราะฉะนั้นก็สอนเพื่อสอบเท่านั้น คือสนใจเฉพาะ cognitive development (แนะนำหนังสือ How Children Succeed ซึ่งกำลังมีการแปลเป็นภาษาไทยเกือบจะออกสู่ตลาดแล้วโดยสำนักพิมพ์... ชื่อว่า เลี้ยงให้รุ่ง) เขามีหลักฐานจากงานวิจัยเยอะ ทั้งงานวิจัยที่ตีพิมพ์ จากการไปพูดคุยสัมภาษณ์ผู้คนและไป observe โรงเรียนในอเมริกา แล้วก็สรุปว่าความสำเร็จในชีวิตของผู้คนนั้น ส่วนที่เป็น non-cognitive part, non-cognitive learning, non-cognitive development สำคัญกว่าส่วนที่เป็นวิชาการ ส่วนนั้นเรียกง่ายๆ คือลักษณะนิสัย character นี่เป็นหัวใจที่สิ่งที่เรียกว่าการศึกษามักจะละเลย
โยงมาสู่พฤติกรรมมนุษย์ lifestyle – ลีลาชีวิต พฤติกรรมมนุษย์เราเป็นปฏิสัมพันธ์ เป็น interaction ระหว่างตัวผู้นั้นกับสิ่งที่อยู่โดยรอบ ใกล้ตัวที่สุดคือครอบครัว ที่ทำงาน ชุมชน สังคมทั้งหลาย สภาพแวดล้อมต่างๆ รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เราไม่ค่อยนึกถึงคือสิ่งยั่วยวนทั้งหลายเช่น เห็นเพื่อนถือกระเป๋าสวยก็อยากได้บ้าง เห็นเพื่อนแขวนนาฬิกาแพง ยิ่งดู ยิ่งสวย...ของน่ากิน....คนที่ใจไม่แข็งพอก็จะปรับตัวไม่ได้ จะโดนเย้ายวนแล้วทำไปตามกำกับของผู้อื่น...
พวกที่ใจไม่แข็งพอก็ถูกเชิดด้วยสิ่งเย้ายวนและอะไรต่ออะไรทั้งหลายก็คือคนที่ executive function อ่อนแอ คนเหล่านี้อ่อนแอเพราะอะไร อ่อนแอเพราะ HPA axis อ่อนแอ ที่อ่อนแอก็เพราะว่าตอนอยู่ในท้องแม่ ตอนเป็นเด็กเล็ก ไม่ได้รับการดูแลไม่ให้มี chronic stress และตอนเรียนหนังสือไม่ได้รับการฝึก EF (executive function) เพราะครู โรงเรียน และระบบการศึกษา หลงไปสนใจแต่ทางด้านวิชาการ ทางด้าน cognitive development เท่านั้น นี่คือปัญหา
สรุปว่าเพื่อลดอัตราโรคเรื้อรังในประชากร สิ่งที่จะต้องทำคือลดความเหลื่อมล้ำ ความเหลื่อมล้ำเป็นสาเหตุของ chronic stress ในท้องแม่ เป็นสาเหตุของ chronic stress ตอนวัยเด็ก ตอนเข้าโรงเรียน เพราะแม่ไม่พร้อมจะดูแล... ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น (อายุต่ำกว่า 19) ที่มีอยู่มากคือสาเหตุของแม่ไม่พร้อม... ส่วนหนึ่งแม่อาจพร้อมแต่ส่วนใหญ่แม่ไม่พร้อม... ไม่รู้ว่า in utero เป็นอย่างไร เด็กเหล่านี้เมื่อคลอดออกมาแล้วการเลี้ยงดูจะไม่ดี ก็จะมี chronic stress
ต้องหาวิธีทำอย่างไร เป็นโจทย์ของเรา (ลด intra-utero stress ลด early childhood stress) ที่จริงเรื่องนี้ในอเมริกาให้ความสำคัญ เกิดศูนย์เด็กเล็กเพราะพอทำวิจัยลองแล้วผลออกมาดีมาก การเรียนอะไรต่างๆ รวมทั้งพอตามต่อเนื่องไป 20-30 ปี อัตราด้านร้ายของชีวิต การหย่าร้าง การติดคุก การติดยา ฯลฯ จะต่างกัน ศูนย์เด็กเล็กมีประโยชน์มากแต่พอทำจริงๆ ทั้งประเทศ มีนโยบาย ใช้เงินเป็น billion ก็ได้ผลน้อย ตอน pilot ดี
เพื่อที่จะลดก็ต้องดูแลสิ่งเหล่านี้... รวมทั้งเอาใจใส่ฝึก executive function เรื่อง cognitive development ของเด็ก รวมทั้งการพัฒนาการที่จะให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เรียนรู้เรื่อง executive function ตลอดชีวิตด้วย
สุดท้ายสรุปเรื่องการเรียนรู้ การเรียนรู้มีทั้งเรียนแบบที่เรียนแล้วเพิ่มขึ้นและเรียนแล้วลดลง คือให้ทำได้กับเรียนให้ทำไม่ได้ การเรียนรู้อันนั้นหลายส่วนจารึกอยู่ในยีน เรียนให้ดื้อที่ว่าอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เพราะความเครียด ความเครียดไม่ได้มีเฉพาะขาดอาหาร ความเครียดอย่างอื่นด้วย เรียนให้ดื้อเกิดเพราะความเครียดเรื้อรังในเด็กเล็ก ต้องเครียดเรื้อรัง เครียดประเดี๋ยวประด๋าวไม่เป็นไร เป็นการฝึก แต่เครียดเรื้อรังไม่ดี
การศึกษาที่อ่อนแออย่างที่เรามีอยู่ หย่อน non-cognitive part ทำให้บุคคลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนได้ยาก แล้วความอ่อนแอ ความดื้อ อย่างที่พูดไปแล้ว ทำให้บุคคลปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้ยาก ที่ท่านทั้งหลายพยายามไปทำ ซึ่งดีมาก ต้องตระหนักเลยว่ามีความยาก ทุกคนก็จะรู้อยู่แล้วว่ายาก ส่วนหนึ่งเพราะว่ามันติดลบมาตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องแม่ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว ซึ่งเป็นสาเหตุของการระบาดหนักของโรคเรื้อรัง
การเรียนรู้มีการเรียนรู้ในท้องแม่ ในวัยทารก – เด็กเล็ก ในวัยผู้ใหญ่
การเรียนรู้นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงถาวร ที่จริงก็มีทั้งถาวรและไม่ถาวร ส่วนที่พูดไปแล้ว การติดลบถาวร ส่วนที่เปลี่ยนแปลงอีกหลายๆ ส่วนในด้านบวก หลายส่วนก็ถาวรเหมือนกัน อีกส่วนเรียกว่า delearn คือทิ้งมันได้ ลืมมันได้ และมา relearn ใหม่ได้ เปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้ ที่จริงผลลัพธ์ของการศึกษาส่วนหนึ่งคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วิธีคิด เปลี่ยน mindset เป็นสุดยอดของการศึกษาเหมือนกัน การเรียนรู้ส่วนหนึ่งก็เป็นการเรียนเพื่อให้เกิด executive function การมี executive function ที่ดีและมี learning skills ที่ดีก็จะทำให้การเรียนรู้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทำได้ดี
สุดท้ายการศึกษาที่ดีคือการศึกษาที่เอาใจใส่ทั้งด้านวิชาการและด้านบุคลิก นิสัยใจคอ ความซื่อสัตย์ ความอดทน เห็นแก่ผู้อื่น ความมุ่งมั่นต่อสู้กับความยากลำบาก พวกนี้คือส่วนที่เป็น non-cognitive part ก็จะเป็นตัวช่วยทำให้การเปลี่ยนพฤติกรรมและเปลี่ยนโรคเรื้อรังของตนเกิดขึ้นได้ง่าย
วัลลา ตันตโยทัย
บันทึกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557
ขอบคุณ .... บันทึกนี้ มีประโยชน์มากๆๆ ค่ะ ..... ได้ความรู้ใหม่และดีดีทั้งนั้น ค่ะ
ขอบคุณค่ะ ระบบการศึกษาที่ดีต้องพัฒนาทั้งด้าน IQ และ EQ ของเด็กไปพร้อม ๆ กันนะคะ