เมื่อความคิดนั้นเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและองค์กร..คนอื่นก็จะเห็นเรามีคุณค่า..
     ศุกร์ที่ 21 ต.ค. 48 พี่เม่ยได้เข้าร่วมกิจกรรม "เวทีสร้างสรรค์มุ่งมั่นนวัตกรรม (Co-Creation and Innovation)" ที่คณะวิทยาศาสตร์  มอ. ความตั้งใจก็เพื่อไปดูแนวคิด และรูปแบบการจัดงาน เพื่อนำสิ่งดีๆมาปรับใช้กับโครงการ Patho-Otop ของพวกเรา  กิจกรรมช่วงเช้าเป็นการบรรยายพิเศษ เรื่อง "บูรณาการความคิด ลิขิตการสร้างสรรค์" โดย รศ.สุขุม นวลสกุล  ซึ่งอาจารย์ได้บรรยายอย่างสนุกสนาน เป็นกันเอง และให้สาระความรู้แทรกอยู่ตลอดเวลา  มีอยู่เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก จึงได้นำมาบันทึกไว้ เป็นเรื่องของ  "วัฒนธรรมการคิด"
     อาจารย์บอกว่า พวกเรามีวัฒนธรรมที่เคยชินกันมานาน คือ ไม่ค่อยยอมคิดเอง จะคิดก็ต่อเมื่อถูกถามหรือถูกคนอื่นบังคับให้คิด  พอคิดแล้วก็ คิดไว้ในใจไม่ยอมพูด ออกมา  ซึ่งเราควรปรับเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่คิดอยู่ตลอดเวลา คิดหาคำตอบโดยไม่ต้องรอให้มีใครถาม  และเมื่อคิดแล้วก็ให้คิดดังๆ (คือพูดออกมาด้วย) นอกจากคิดเองแล้ว ต้องกระตุ้นให้คนอื่นคิดและเคารพในความคิดของเขาด้วย  ถ้าทุกคนสามารถทำได้อย่างนี้  องค์กรก็จะมีความคิดที่ดีๆล่องลอยอยู่เต็มไปหมดในอากาศ (นามธรรม)  หลังจากนั้นเราก็เก็บเกี่ยวเอาความคิดเหล่านี้มาลงมือทำเพื่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ (รูปธรรม)  ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน 
     ที่เน้นๆก็คือ ถ้าความคิดนั้นเกิดประโยชน์เฉพาะกับตัวเราเอง ศรัทธาก็จะไม่เกิด  แต่เมื่อไรความคิดนั้นเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและองค์กรละก้อ..คนอื่นจะเห็นเรามีคุณค่าทันที
     เสียดายที่ช่วงบ่ายติดว่ามีภาระงานที่ต้องสะสาง จึงไม่ได้ฟังการนำเสนอผลงานของบุคคลากรของเขา...แต่สำหรับเรื่องวัฒนธรรมการคิดนี้ ส่วนตัวของพี่เม่ยก็ยังคิดว่า คงต้องเลือกเรื่องหน่อยละนะ ว่าเรื่องไหนจะคิดดังๆ เรื่องไหนจะคิดในใจ เพราะบางเรื่องอาจจะไปเข้าตำรา "พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง" ก็ได้เหมือนกัน