หลักสูตร “ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ”

     อ่านพบ หลักสูตร “ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ” ที่นำมาจาก หนังสือ สานพลัง ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คอลัมน์ เล็กไปใหญ่ โดย นายแพทย์ ชาตรี เจริญศิริ ที่ให้บทเรียนอันล้ำค่าแก่คนที่ไม่เคยใช้ชีวิตติดดิน แต่ต้องมาแก้ปัญหาชีวิตในเมืองหลวงที่ไม่มีปัจจัยอำนวยความสะดวกใดๆ ชอบมากๆ เลยขอนำมาแลกเปลี่ยนกันต่อ 

                                
ชื่อหลักสูตร “ลองใช้ชีวิตในเมืองใหญ่โดยไม่มีเงิน และไม่มีมือถือ

ระยะเวลา 8 ชั่วโมง ระหว่าง 09.00-17.00 น. ในวันเสาร์ต้นเดือน
ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคนทำงานออฟฟิศ หรือมนุษย์เงินเดือน 20 คน ซึ่งถูกกำหนดเงื่อนไขให้ได้เรียนรู้แบบแสบๆคันๆหัวเราะไม่ออก โดยให้ทุกคนงดอาหารเช้า แล้วมาพบกันที่หน้าห้างใหญ่ ย่านสยามสแควร์ เงินทอง บัตรเอทีเอ็ม มือถือ ที่พกมาให้ฝากไว้ที่อาจารย์ที่เป็นวิทยากร โดยตอนเย็นจึงจะคืนให้ แต่ทุกคนต้องหาวิธีไปถึงจุดนัดพบ ที่หน้าห้างใหญ่ตรงแยกลาดพร้าวในเวลา 17.00 น. ทุกคนต้องปฏิบัติการด้วยท้องที่หิว ต่างนำพาตัวเองสู่จุดนัดหมาย ด้วยประสบการณ์เฉพาะตนที่ยากจะลืมเลือน…
แดง เล่าว่า เธอพยายามรวบรวมความกล้าไปขอเงินค่ารถเมล์ แต่ใจไม่กล้าพอ เพราะรูปร่างหน้าตาแบบเธอนี่ ใครเขาจะเชื่อว่าไม่มีเงินเลยสักบาท แต่ด้วยความมุ่งมั่น แดงเดินจากสยามไปถึงแยกลาดพร้าว โดยไม่มีอาหารและน้ำ ตกถึงท้อง แดง สรุปวีรกรรมของเธอว่าเป็นเรื่อง
" ศักดิ์ศรี " ล้วนๆ เพื่อนๆจึงแถมด้วยว่า " ไม่ฉลาด " เพราะไม่รู้จักขึ้นรถเมล์ฟรีสำหรับประชาชน
ต้อย แก้โจทย์แรกทำอย่างไรจึงหายหิว ต้อยเล็งแม่ค้าหมูปิ้งท่าทางมีเมตตา ต้อยเริ่มบรรยายว่าเธอไม่ได้กินข้าวเช้า กำลังจะเป็นลมแล้ว แม่ค้าสงสารยื่นหมูปิ้งให้สองไม้แถมข้าวเหนียวอีกห่อ ณ นาทีนั้น ต้อยสัญญากับตัวเองว่า ทันทีที่ภารกิจเสร็จ ได้กระเป๋าสตางค์ของตนคืน จะมาเหมาหมูปิ้งหมดเลย แต่พอถึงตอนเดินไปขอใช้โทรศัพท์มือถือ จากผู้ที่เดินผ่านไปมา สายตาที่มองต้อยหัวจรดเท้าหรือท่าทีธุระไม่ใช่ของคนเหล่านี้ ต้อยสรุปว่า น้ำใจแห้งแล้งกว่าแม่ค้าหมูปิ้งยิ่งนัก ต้อยบากหน้าขอยืมมือถือกว่าสิบราย แต่สุดท้ายมีหญิงวัยกลางคนให้เธอยืมมือถือมาโทรฯ ได้สำเร็จ ต้อยสัญญากับตัวเองเป็นคำรบสองว่าต่อจากนี้ไป ใครมาขอยืมใช้โทรศัพท์มือถือ เธอจะเต็มใจให้ใช้ โดยไม่เกี่ยงงอนใดๆเลย นี่คือ คำสัญญาจากต้อย
เอก พยายามทดสอบน้ำใจผู้คน แต่ไม่มีใครเชื่อว่าชายครบสามสิบสอง ไม่พิกลพิการจะมีหน้ามาแบมือขอเงิน เอกต้องทนหิวถึงบ่ายแก่ๆ ไปขอเงินจากนักศึกษาสาวที่มองเอกอย่างพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งแล้วเดินจากไป ราวสิบนาทีต่อมา เธอยื่นถุงจากร้านสะดวกซื้อให้เอกโดยไม่พูดสักคำ เอกรับมาเปิดดู มีเครื่องดื่มเย็นๆสองขวด แซนวิช และธนบัตรหนึ่งร้อยบาทในถุงนั้น
เอกเล่าว่าอยากจะวิ่งไปขอบคุณนักศึกษาสาวผู้นั้น แต่เธอเดินลับหายไปในฝูงชน บุญคุณครั้งนี้เอกจะไม่ลืม เงินร้อยบาทที่ได้มาเป็นเงินที่มีค่ากว่าเงินเดือนหลายหมื่นที่ฝ่ายการเงิน โอนเข้าบัญชีของเอกทุกเดือนซะอีก เอกกำลังคิดว่า ตนจะตอบแทนสังคมที่มีผู้มีน้ำใจได้อย่างไร
วิทยา เป็นวิทยากรกระบวนการหลักสูตรนี้ แต่ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเงินและมือถือเช่นเดียวกันกับคนอื่น วิทยาปล่อยวางและเล่น "เกม" นี้อย่างไม่กดดันตัวเอง แต่พยายามเข้าใจปฏิกิริยาของคนที่เขาไปขอเงิน และพยายามเชื่อมโยงเหตุผลที่ทำให้บางคน " มีน้ำใจ " กว่าคนอื่น
วิทยาได้รับความช่วยเหลือจากคนที่ใส่ใจรับฟัง หรือจ้องมองดวงตาของวิทยา
แต่ผู้คนที่เร่งรีบไม่มีเวลาแม้แต่หยุดฟัง มักเชิดหน้าผ่านไปพร้อมส่งสัญญาณอำมหิต
แปลความได้ว่า...ชีวิตใคร ชีวิตมัน อย่ามายุ่งกับข้า…
ผู้เข้าร่วมทั้ง 20 คนมาถึงจุดนัดหมายด้วย " ตัวช่วย " ต่างกัน แต่ทุกคนสรุปตรงกันว่า ต่อไปตนจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้อย่างเต็มใจเมื่อมีผู้ร้องขอ เพราะถ้าเราไม่ให้ ไม่ช่วยคนในสังคมแล้ว สังคมที่เราอยู่ร่วมกันนี้ก็คงไม่มีการให้ มีแต่ความเป็นตัวใคร ตัวมัน
หลักสูตรครึ่งวันนี้ได้ชี้ทางว่า เราควรใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร ? 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

เป็นหลักสูตรที่น่าสนใจมาก

ผมรู้จักคุณหมอชาตรี เจริญศิริครับ

แต่ไม่พบท่านนานมากๆๆ

เขียนเมื่อ 

ดีจัง..ชอบจัง..(ขาดไปอย่าง...ฝรั่งทำเรื่องแบบนี้..โดยผ่าน..สื่อบนจอ..ที่นำไปออกรายการภายหลัง...เป็นการสรรเสริญผู้ทำดี..ไปในตัว..เพราะเขาจะได้รู้ว่าไม่ได้...(ไม้ ท่)...ถูกหลอก..จ้ะ)..ในวงเล็บลบไม่ออก..อ้ะ..

เขียนเมื่อ 

เรื่องสมมติที่ดีมากๆนะคะ