ฮักนะเชียงยืน 49

เร่เเล้ว เด็กน้อยบ้านเเบก

เทศกาลละครฮักเเพง


          วันนี้ ๔ กันยายน ๒๕๕๗ ฮักนะเชียงยืน ได้เปิด กิจกรรม "เทศกาลละครฮักเเพงขึ้น" ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการฮักเเพงร่วมใจลดใช้สารเคมี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการโรงเรียนวันสุข (สสส. กชส.) โดยได้ดำเนินงานด้วยกระบวนการทางละคร ที่โฟกัสไปยังกลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กน้อยบ้านเเบกเเละบ้านหนองกุง โดยในครั้งที่เเล้วนั้นเราได้เปิดเร่ให้กับทางเด็กน้อยบ้านหนองกุงไปเป็นที่เรียบร้อยเเล้ว ... ครั้งนี้มาเปิดของกลุ่มโฟกัส หลัก คือ เด็กน้อยบ้านเเบก ที่มีละคร ๕ เรื่อง ๓ ประเด็นหลักด้วยกัน ได้เเก่ ประเด็นท้องก่อนวัย คือ เรื่องใคร ประเด็นรายรับรายจ่าย คือ เรื่องบัญชีรายรับรายจ่ายในครัวเรือน เเละประเด็นสารเคมี คือ เรื่อง ลูกผู้ชายพันธ์ดี เมล็ดพันธ์เทวดา เเละเมล็ดพันธ์วิเศษ .... ซึ่งหลังจากดูละครเสร็จเเล้ว ก็เข้าวงพูดคุยกันเพื่อหาวิธีการป้องกันเเละเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เพื่อ "เซฟตี้" ลูกหลานเราอย่างเเข็งเเกร่ง

          กลุ่มเป้าหมาย คือ พ่อเเม่ ในคราวนี้เราก็ต้องผิดหวังอีกตามเคยเพราะมีเเต่คุณยายมา มีอายุกลางคนเพียง ๒ คน ที่เข้ามาเเลกเปลี่ยนกัน เหตุเพราะพ่อๆเเม่ๆ ไปทำแปลง ลงนากันเสียหมด จึงเหลือเเต่ยายเเละหลานอยู่บ้าน

          พอดูๆละครไป ผู้ชมทั้งเด็กเเละผู้ใหญ่ก็ต่าง "ฮา" เพราะมีมุขตลกๆ ในหลายเรื่อง ยิ่งถ้าเป็นคนใกล้ตัว เป็น,ุกหลานตนเอง ยิ่ง ฮา เข้าไปใหญ่

          หลังจากดูละครเสร็จเเล้วนั้น ก็ถึงคราวที่จะพูดคุยกัน โดยมีประเด็น ได้เเก่ การท้องก่อนวัยอันควร การทำบัญชีครัวเรือน เมล็ดพันธ์ดั้งเดิมบ้านเรา เเละตลาดเขียว ซึ่งสิ่งที่ได้เเลกเปลี่ยนสรุปได้ ดังนี้

          ๑.ประเด็นท้องก่อนวัยอันควร ซึ่งจากดูละครเสร็จ สตางค์(ผู้เเสดง) ก็ถามชาวบ้านตอนสุดท้ายทันทีว่า ถ้าลูกหลานท่านเป็นเช่นนี้เเล้ว ท่านจะทำอย่างไร ยายท่านหนึ่งตอบทันทีว่า "ฆ่าให้มันตายไปเลย" พอพูดไปพูดมา ยายท่านหนึ่งก็พูดขึ้นว่า ในเรื่องท้องอันนี้ มีวิธีการ ดังนี้ - ต้องพูดคุยกับเขาอย่างเปิดเผยในเรื่องเพศ - ต้องให้เขาพกถุงยางอนามัยเป็นกิจลักษณะ เเละต้อง ให้เขากินยาหรือหาวิธีการควบคุมด้วย

          ๒.ประด็น บัญชีรายรับรายจ่ายในครัวเรือน ซึ่งอันนี้นั้น ยายท่านนี้ก็บอกอีกไว้ว่า เคยทำมาเเล้ว เเต่ต้องลิมเลิกไป เพราะคิดว่าหากทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร รายจ่ายก็มากกว่ารายรับเหมือนๆเดิม ผมถามคุณยายต่อไปว่า ตอนทำนั้นได้เเบ่งเป็นประเภทไหม ยายตอบว่า ไม่ได้เเบ่ง ยายทำรวมๆกันเลย อันนี้ผมเเลกเปลี่ยนว่า หากเราจะทำบัญชีเเล้วให้ลูกหลานเราทำ จะพอได้ไหมคุณยาย ยายตอบว่า มันจะทำให้ไหมล่ะ เด็กมันไม่ค่อยเอาใจใส่หรอก ผมเเลกเปลี่ยนต่อไปว่า หากเราสามารถให้เด็กทำจริงๆเเล้วนั้น อาจสร้างความตระหนักให้กับเด็กๆเรื่องการใช้เงินได้ ลองดูยาย

          ๓.ประเด็นเมล็ดพันธ์ดั้งเดิม ซึ่งในประเด็นนี้ ยายท่านหนึ่งตอบว่า เมล็ดพันธ์ดั้งเดิมของเรามันไม่มีหรอก เพราะเราจะเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ไปเรื่อยๆ ๒ ปีเปลี่ยน ที่จะเห็นก็มีเเต่เมล็ดพันธ์ตามท้องตลากที่เราเอามากล้าเอง เเต่ไม่ใช้สารเคมีนะ เพราะปลูกกินเอง (ประเด็นนี้จึง "ตัน" เป็นวิธีการที่ชาวบ้านไม่มีเลย")

          ๔.ประเด็นตลาดเขียว ซึ่งเนื่องจากคุณยายท่านต่างๆ พูดถึงเรื่องมีผักที่ปลูกกินเอง ซึ่งเราก็โยงเข้ามาถึงประเด็นนี้เสียเลย เรพาะชาวบ้านที่เข้ามาพูดคุยนั้นถึงเเม้ว่าจะเป็นคนชรา เเต่คนชรานี่ล่ะที่ยิ่งห่วงสุขภาพของตนเอง ที่ปลูกผักกินเอง ที่ไม่ได้มากเเต่ปลูกอยู่เรื่อยๆ บางครั้งเหลือก็ให้เพื่อนบ้านไว้กิน ซึ่งผมเเลกเปลี่ยนว่า หากเรามีตลาดเขียวเพื่อเป็นตลาดรองรับสินค้าผักปลอดสารเคมี ยายจะปลูกให้ไหม ขึ้นเชื่อบ้านเราด้วยนะ ยายๆ ก็ต่างพูดคุยกันพักเล็กๆ เเล้วก็ให้คำตอบว่า มันก็ดีอยู่ ถ้าทำอย่างนั้นได้ก็จะดีมากเลย เเล้วผมก็พูดว่าหากมีการขับเคลื่อนตลาดเขียวอย่างไรนั้น ผมเเละเพื่อนๆจะลงมาอีกทีเพื่อประสานงานนะครับ ...

วันนี้ผมตั้งคำถามกับตนเองว่า "ผมเห็นอะไร"

          ๑.ผมเห็นความเปิดใจของคณะคุณยายที่เข้ามาเลกเปลี่ยนเรียนรู้

          ๒.ผมเห็นพลังของเด็กๆลุกหลานที่ถึงเเม้จะเเสดงอย่า่งอนุบาล เเต่ก็เเสดงอย่างจริงใจต่อผู้ชม

          ๓.ผมเห็นจุดเเข็งของ "หัวใจ" พี่ๆ ฮักนะเชียงยืน โดยเฉพาะ เอ็ม เเซม ก๊อต เเละเจมส์ ฯ

          ครั้งนี้เราได้รู้ซึ้งถึงคำว่า ต้องพัฒนาตามความต้องการ เสริมสิ่งที่ขาดหายไป ในสิ่งที่ดี ของชาวบ้าน ซึ่งก็หมายถึงว่า หากชาวบ้านขาดอะไร เราก็เติมเต็มให้ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป หากขาดความรู้เรื่องการทำปุ๋ย เราก็จะลงไปเติมเต็มให้ หากขาดตลาดรับซื้อผักปลอดสาร เราก็จะสร้างตลาดให้ เป็นต้น

.

.

.

.

.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมชีวิต



ความเห็น (0)