แกนนำ ปศพพ. (๕)

ขอขอบคุณ โรงเรียนบ้านเป้า ที่ให้โอกาสผมได้เข้าไปเห็นครับ

ร่วมเป็นเครือข่าย ในการประเมินเป็นศูนย์พอเพียงของโรงเรียนบ้านเป้าวิทยา


          มีโอกาสไปดูงานด้วย นำสนองานด้วยในการประมเินพอเพียงของโรงเรียนบ้านเป้า ณ อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ วันที่ 3 กันยายน 2557 ที่มีโมเดลในการดำเนินงาน คือ PSCI network model ...โดยมีส่วนในการขับเคลื่อน ปศพพ. ในโรงเรียน ได้เเก่ บุคคลากรพอเพียง สิ่งเเวดล้อมพอเพียง(แหล่งเรียนรู้) ชุมชนพอเพียง(โครงการลงชุมชน) เเละนตววรรตกรรมพอเพียง(โครงงานเด็กๆ) ..ซึ่งจากโมเดลนี้ส่งผลต่อภายนอกให้ประจักษ์เเก่ตาเรา (พบเห็น) มีอยู่ 8 ประเด็นด้วยกัน ได้เเก่

          1.การนำภูมิปัญญาพื้นบ้านเข้ามามีส่วนในการดึงให้เด็กๆเข้าไปเรียนรู้ในหมู่บ้านตนเอง โดยตรงไปที่จิตวิญญาณของชุมชน เเล้วเอาภูมิปัญญานั้นมาพัฒนาสู่รายได้เเละผลงานที่เกิดประโยชน์เล็กๆ เช่น งานเเกะสลัก งานสาน งานประดิษฐิ์ งานพวงกุญเเจ ฯ ในด้านนี้ สามารถปรับใช้กับบริบทของเราได้ ขอเพียงเราบูรณาการเข้าด้วยกัน เพราะเรามีอยู่เเล้ว เช่นการเเกะสลัก กระจกสลักลาย เเต่สิ่งที่ควรพัฒนาเพิ่มเติมของเรา คือ ด้านงานประดิษฐิ์เเละนวัตกรรมที่เด็กเราทำเเต่โครงงานนามธรรม ซึ่งเเรงบันดาลใจในการสร้างสิ่งประดิษฐิ์นั้นน้อยมาก เพราะปัจจัยของการขาดเเรงบันดาลใจ

          2.การรับมือกับสื่อต่างๆที่เข้ามา โดยเห็นการอ่านเเล้วคิด อ่านเเล้วถอด ที่การอ่านนี้เป็นการอ่านเพื่อรู้เท่าทันโดยเอา ปศพพ. เป็น pattle ในการคิด เช่น การอ่านนิตยสารเเล้วนำมาคิดว่าจริงหรือไม่ มีความเหมาะสมหรือไม่ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ใีการเอา Facebook มาถอดองค์ความรู้ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไรซึ่งจากหลักนี้เด็กๆอาจรู้เท่าทันสื่อมากยิ่งขึ้น โดยสิ่งนี้สามารถมาปรับกับเราได้ โดยในด้านของการรู้เท่าทันสื่อนั้น อาจลงมาที่โครการห้องเรียนสีขาว โดยเเทรกเเง่คิดให้เด็กๆเเกนนำ หรือเอาไปใช้ในห้องสมุด(อันนี้หากเป็นไปได้)

          3.การใช้ของให้คุ้มค่า โดยพบเห็นเด็กทำโครงงานที่เอาวัสดุเหลือใช้จากครัวเรือน โรงเรียน หรือชุมชนขึ้นมาสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดประโยชน์เเละดูเเล้วสวยงาม เช่น โต๊ะเก้าอี้ล้อรถยนต์ หมูป่า กวางไม้ เป็นต้น โดยเราก็มีวัสดุเหลือใช้เช่นเดียวกัน ในโรงเรียนเรา ที่พบเห็นได้เเก่ ใบไม้ ขวดน้ำ ขยะ ฯ ซึ่งมันน่าจะให้เด็กๆเห็นเเล้วสร้างอะไรสักอย่างที่เป็นนวัตกรรมขึ้นเพื่อความสวยงามหรือใช้ประโยชน์ได้จริง โดยอาจเป็นโครงงานของวิทยาศาสตร์ หรือของวิชา IS ฯ

          4.การบูรณาการ โดยวันนี้พบเห็นความไม่ยึดติดกับรายวิชาเเต่ทุกๆสิ่งสามารถนำมารวมกันเเล้วสร้างผลงานเชิงประจักษ์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงเเละสวยงามขึ้นได้ เช่นโครงงานคณิตศาสตร์ ที่ประยุกต์หลักศิลปะเข้ามาร่วมด้วย เเล้วเอาเลขฐานสองฐานสามมาสร้างเป็นลายกระด้งได้ ซึ่งพอเห็นวิธีการทำเเล้ว ต้องมี"ขันติ" พอสมควรจึงจะทำได้ มายึดโยงกับภูมิปัญญาชาวบ้านอีก ในครั้งนี้บ้านเป้าทำให้เราเห็นเเล้ว่า คณิตศาสตร์สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เเละสามารถใช้ได้จริงโดยไม่ได้มีเพียงตัวเลข โดยอันนี้ถ้าจะปรับใช้กับบริบทเรานั้นยากพอสมควรในการเคลื่อนหมวดคณิตศาสตร์ เเต่จะง่ายขึ้นหากเราลงไปที่โครงงานของเด็กที่ทำอยู่เเล้ว มายึดโยงกับหลักคิดทางคณิตศาสตร์ หรือต้องสร้างเเรงบันดาลใจให้เด็กๆที่ชื่นชอบคณิตศาสตร์หรือเด็กที่ทำโครงงานคณิตศาสตร์ ให้ "คิดประยุกต์" คณิตสู่ชีวิตในสังคมมากยิ่งขึ้น

          5.นิทรรศการ โดยในเรื่องการประชาสัมพันธ์ เเละสื่อสาร ปศพพ. ของบ้านเป้านั้นมีการทำนิทรรศการไว้ตามอาคารสาธาณะต่างๆที่ให้ผู้คนอื่นๆที่ผ่านมาได้อ่านกัน โดยอันนี้หากปรับใช้กับเรานั้นผมว่าจะง่ายหน่อย เพราะเราสามารถทำได้เลย เเต่ต้องอาศัยงบประมาณนิดหน่อย จากโรงเรียน

          6.เห็น pattle problem เเละ project โดยในเรื่องของ pattle นั้นเห็นทุกๆชุมนุม ทุกๆวิชา มีการถวดองค์ความรู้ด้วยหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อน ซึ่งเป็นหลักคิดที่ให้เด็กๆได้ฝึกคิดกัน problem คือ เห็นโครงงานนึงที่ให้เด็กประดิษฐิ์ของเหลือใช้จากโรงเรียนเเละหมู่บ้านตนเองให้เกิดประโยชน์ project นี้เห็นโครงการที่ครูทำ เเล้วขยายผลโครงการลงสู่ชุมชนเครือข่าย ซึ่งใน project นี้ หากเราขยายผลสู่ชุมชนอื่นๆได้นอกจาก บ้านเเบกเเละบ้านหนองกุง เราจะมีเครือข่ายในชุมชนเพิ่มมากขึ้นเลยครับ โดยที่ทั้ง 3 อย่างนี้เรามีอยู่เเล้ว เพียงการขยาย pattle ให้ลงสู่ห้องเรียนมิใช่เพียงโครงงาน problem คือ การสร้างการเรียนรู้บนปัญหาเพิ่มมากขึ้นเเล้วต้องทำจริง อันนี้ทำยากมากเพราะต้องมีครูเเกนนำที่ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันหลายๆท่านในเเต่ละระดับ

          7.สิ่งเเวดล้อม โดยในประเด็นนี้เห็นเด็กในชุมนุมพฤษาศาสตร์ ที่เป็นการให้เด็กๆลงไปศึกษาต้นไม้ในโรงเรียน ซึ่งอันนี้ผมมองว่าเป็นการปลูกฝังการอนุรักษ์สิ่งเเวดล้อมในอีกมุมมิติตหนึ่งโดยเอา pattle มาเป็นเครื่องมือในการปลูกใจเด็กๆให้รักษ์ต้นไม้รักป่า โดยปรับกับเราได้ คือ การสำรวจต้นไม้ในโรงเรียนนั้น อาจลงไปที่โครงงานอีกเช่นเดิม หากอยู่ในห้องเรียนได้ก็อาจลงไปที่หลักสูตรของวิชาเกษตรหรือการงานหรือเเนะเเนว ฯ หรือ อาจตั้งชุมนุมขึ้นมาเพื่ออนุรักษ์ต้นไม้โดยตรง เพราะช่วงนี้ ร.ร.ดง ฮิตตัดต้นไม้ สร้างความร้อนให้กับมวลมหาประชาชน หรือไม่ก็จัดกิจกรรมบวชป่าขึ้นซักวัน หรือกิจกรรมต้นไม้ของฉัน โดยเป็นการเอาชื่อของตนเองไปเเขนบรต้นไม้ เช่น ต้นอนุชา ต้นกฤษฎา ก็เป็นการปลูกจิตสำนึกอีกเช้นกัน หรืออีกวิธี คือ การวาดรูปต้นไม้อย่างมีวุฒิภาวะ เเยกเเยะออก หรือร้องเพลง เป็นต้น

          8.การซึมจากโครงงานสู่ตนเอง โดยครั้งนี้เห็นการประยุกต์โครงงานของตนเองที่ทำสู่หลักคิดของตนเองที่ได้ เห็นการเรียนรู้ไปทำไป ที่มีเด็กคนหนึ่งสะท้อนในเรื่องการวาดภาพว่า "ผมซ้อมไปเรียนรู้ไป ถ้าเราไม่ซ้อมเราก็ทำไม่เป็น" ซึ่งเด็กๆก็มีโครงงานกันทุกๆคน ถ้าทำจริงจะมีฐานการคิดในอุดมคติของตนเองโดยไม่มีใครต้องสอนที่เรียกว่า "การเรียนรู้ที่เเท้จริง" ซึ่งประการนี้เป็นข้อที่ยากมาก ซึ่งถ้าหันมมองในบริบทเรา หลักๆที่สามารถพัฒนาให้มีคุณภาพได้ คือ ฮักนะเชียงยืน YC เเละสภานักเรียน เเต่เราต้องหันมาสร้าง หลัก โค๊ชชิ่ง ด้วยกันอย่างเป็นทางการ เพราะการซึมซับของเด้กๆนั้นยากมาก ต้องอาศัยเครื่องมือเเละช่วงเวลาที่พร้อมรับกับบทเรียนด้วย ซึ่งอันนี้เราเคลื่อนอยุ่เเล้ว ก็จำต้องพูดคุยกันต่อไป อย่างไม่สิ้นสุด...

.

.

.

.

.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกพอเพียง



ความเห็น (0)