​“ครูเพื่อศิษย์” ชวนกัน คิด สร้าง ทำ (๑)

ครูต้องหลุดจากความเป็นครู ยอมไม่รู้ไปพร้อมกับเด็กๆ เป็นผู้เงี่ยหูฟังเด็ก ถ้าเราจับได้ก็จะพาเขาเรียนรู้ได้ต่อ จะขยายการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา หากครูติดเนื้อหา จะไม่เชื่อใจเด็ก เด็กก็จะไม่เกิดการเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๗ วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้บริหาร และเพื่อนครูจากโรงเรียนพันธมิตรทั้ง ๔ โรงเรียน คือ โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนเพลินพัฒนา โรงเรียนทอสี และโรงเรียนปัญญาประทีป ได้แวะเวียนมาพบปะกันเป็นครั้งที่ ๖ ซึ่งครั้งนี้โรงเรียนปัญญาประทีปได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าบ้าน และที่พิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ เรามีสมาชิกใหม่ที่สนใจเข้าร่วมชุมชนกับเรา นั่นก็คือ โรงเรียนวิถีธรรมแห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีรุ่นน้องหน้าใหม่เข้ามาร่วมวง ก็จะเห็นสีหน้ารุ่นพี่เบิกบาน ตื่นเต้นที่ได้เห็นชุมชนของเรางอกงามและขยายตัวใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ

ประสบการณ์จากการปฏิบัติที่สมาชิกนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในวันนี้ ได้แก่

  • โรงเรียนรุ่งอรุณ  ประสบการณ์การทำชั้นคละระดับอนุบาล ปีที่ ๒
  • โรงเรียนทอสี  ประสบการณ์การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างเป็นระบบ
  • โรงเรียนปัญญาประทีป  ประสบการณ์การนำ Lesson Studyไปทดลองปฏิบัติ
  • โรงเรียนเพลินพัฒนา  ประสบการณ์ในการพัฒนาผู้นำช่วงชั้นด้วยกระบวนการ Lesson Study


โรงเรียนรุ่งอรุณกับการจัดการเรียนการสอนแบบคละชั้น ปีที่ ๒

หลักคิดหลักทำในการจัดกระบวนการเรียนรู้ คือ การนำเอาวิธีโครงงานแบบ เรกจิโอ เอมิเลีย มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ละพัฒนาการตามวัยของนักเรียนอนุบาล ๑ - ๓ ที่เรียนคละอายุ


โครงงาน “สีจากธรรมชาติ

คุณครูน้อง – ทิชากร บุญศรี มาเล่าประสบการณ์ว่า คิดโครงงานโดยเริ่มต้นที่ “เด็กมีความสนใจสิ่งใดก็พาไปเรียนรู้สิ่งนั้น” และ “เมื่อเด็กจะมีคำถาม แต่ครูจะไม่ตอบคำถามทั้งหมด และชวนกันหาว่าเป็นดอกอะไร จากนั้นเด็กจะอยากหุงข้าว และมีความมุ่งมั่นที่จะหุงข้าวในวันพรุ่งนี้ให้สำเร็จ”

วันหนึ่งขณะที่พาเด็กๆ เดินดูรอบโรงเรียน ก็มีเด็กคนหนึ่งเอาใบไม้มาถูกับเสื้อ บอกว่าใบไม้มีสี เอามาย้อมเสื้อได้ แล้วคำถามต่างๆ ก็เริ่มเกิดขึ้นตามมา... มีใบไม้อย่างเดียวหรือที่มีสี ดอกไม้ก็มีสี ดอกไม้มีสีอย่างเดียวเหรอ ดอกที่กินได้ก็มี ดอกเก็กฮวย กินได้

เมื่อครูถามต่อว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าดอกอะไรกินได้อีก เด็กๆ บอกให้ไปในห้องครูโม (คุณครูใหญ่) ในห้องครูโมมีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์รู้ทุกเรื่อง

พอไปหาข้อมูลก็จะเห็นภาพขนมชั้นสีม่วง ดอกไม้อะไรทำให้ขนมชั้นเป็นสีม่วง ไม่ดอกต้อยติ่งก็ดอกอัญชัญ เมื่อได้เห็นภาพข้าวที่หุงจากดอกอัญชัญ เด็กๆ ก็เกิดแรงบันดาลใจแล้วจึงชวนกันหุงข้าวให้ออกมาให้เหมือนกับที่เห็นในคอมพิวเตอร์ให้ได้

แต่เด็กหุงข้าวไม่เป็น ต้องไปช่วยกันหาวิธีมา ให้ครูไปหาดอกอัญชัญ พวกเขาจะไปหาข้าว หาวิธีหุงข้าว และหาหม้อข้าวกันมา รุ่งขึ้นมีหม้อข้าว ๔ ใบ ทั้งหม้อดิน หม้อหุงข้าวไฟฟ้าแบบต่างๆ มีหม้อหุงข้าวใบหนึ่งเป็นหม้อหุงข้าวแบบดิจิตอลที่ครูเองก็ไม่เคยใช้มาก่อน

ในที่สุดเด็กไม่เลือกหม้อดินเพราะไม่มีปลั๊กเสียบ และทดลองที่จะทำการหุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้าที่ไปเรียนวิธีหุงข้าวมาจากคุณพ่อคุณแม่ หลายเรื่องที่ไม่รู้ก็มาช่วยกันศึกษา เช่น ทำอย่างไรจึงจะได้น้ำอัญชันมา เมื่อได้น้ำอัญชัญมาแล้วจะหุงกับข้าวขาวหรือข้าวกล้อง ปกติแล้วโรงเรียนจะหุงข้าวด้วยข้าวกล้อง แต่เด็กยืนยันว่าต้องเป็นข้าวขาว เพราะถ้าเป็นข้าวสีเข้มจะย้อมสีไม่ติด เมื่อเลือกชนิดของข้าวได้แล้วก็คุยกันเรื่องวิธีหุงข้าวว่าจะหุงไปด้วยกัน หรือคลุกน้ำอัญชัญ หลังจากที่ข้าวสุกแล้ว ในที่สุดก็ทดลองทั้ง ๒ วิธี และก็ได้พบว่าการนำข้าวไปคลุกน้ำอัญชันจะได้ข้าวสีจืดเหมือนกับที่ได้ตั้งสมมติฐานกันเอาไว้


ข้อสะท้อนคิดที่ได้จากการทำงาน

  • ครูต้องออกจากกรอบความคิดและเคยชินเดิมๆ การเรียนรู้ที่จัดตั้งขึ้นมา ทำให้นักเรียนไม่ได้เรียนรู้ตามความสนใจของเขาอย่างแท้จริง
  • เปิดพื้นที่ในการเรียนรู้ของครูออกไปสู่เด็ก
  • เรียนรู้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปรับเปลี่ยน และยืดหยุ่นตามสถานการณ์





คุณครูรัตน์ – เนาวรัตน์ เมืองกรุง คุณครูผู้บุกเบิกงานชั้นคละ ให้ข้อคิดปิดท้ายไว้ว่า “หัวใจหลัก คือการเคลียร์ใจตนเอง ให้พร้อมเปิดใจ เรียนรู้เผชิญกับสถานการณ์ที่แท้จริง การที่ครูคู่ประจำชั้นจะสะท้อนการเรียนรู้กัน ต้องยอมรับ กล้าบอกกล่าวกัน เมื่อมีการแลกเปลี่ยนกันก็จะทำให้เห็นตัวเองและเส้นทางการเรียนรู้ได้ชัดเจนขึ้น”

คุณครูต้อย – สุวรรณา ชีวะพฤกษ์ คุณครูใหญ่ฝ่ายมัธยมช่วยขยายความเข้าใจเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนรู้ของครู เกิดขึ้นจากการที่อาจารย์ประภาภัทร นำเอา Project for change เข้ามา และได้พยายามเน้นกับครูเรื่องความรู้ขาออก ว่า ครูต้องหลุดจากความเป็นครู ยอมไม่รู้ไปพร้อมกับเด็กๆ เป็นผู้เงี่ยหูฟังเด็ก ถ้าเราจับได้ก็จะพาเขาเรียนรู้ได้ต่อ จะขยายการเรียนรู้ได้ตลอดเวลา หากครูติดเนื้อหา จะไม่เชื่อใจเด็ก เด็กก็จะไม่เกิดการเรียนรู้ การเปลี่ยนมาเป็นวิธีนี้ ทำให้การเรียนรู้มีชีวิตชีวา ทั้งจากการมีส่วนร่วมของเด็กและผู้ปกครอง ไม่ใช่มาเรียนรู้แต่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้ทั้งการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง ช่วยปลุกกันและกันให้ตื่น

อาจารย์ประภาภัทรพาทำ AAR และพาเรียนรู้การตั้งคำถามเพื่อเก็บความรู้ในแต่ละวัน ฝังกระบวนการ AAR ในห้องเรียนสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง เป็นการตั้งคำถามเพื่อนำไปสู่การทำแผน ครูทุกระดับชั้นในวิชาเดียวกัน นั่งคุยกันคิด ค่อยเปิดการเป็นมิตร รุ่นน้องรู้สึกปลอดภัย มีโค้ชที่พบกับอาจารย์ประภาภัทรทุกสัปดาห์ ทีละประเด็นเล็กๆ ที่ค่อยๆยิ่งใหญ่ขึ้น แล้วนำมา AAR กับทีมต่อ นำไปปรับแผนอีกครั้งและพัฒนาไปพร้อมๆ กัน


คุณครูอุ๊ – อัจฉรา สมบูรณ์   ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา โรงเรียนรุ่งอรุณ กล่าวเสริมว่า ตัวนี้คือระบบการประเมินคุณภาพภายใน หรือการประเมินตนเอง ที่เกิดจากผู้ปฏิบัติการจริงๆ มีการบันทึกอัตโนมัติ และต่อเนื่องด้วยการนำกลับไปประเมินและพัฒนาเด็ก เชื่อมโยงกันอยู่ในระบบเดียวกัน




คำถามจากวง


กระบวนการเรียนรู้ผ่านโครงงาน ได้มีการวางแผนต้นเทอมหรือไม่ และวางแผนอย่างไร


มีแกนการเรียนรู้ เฝ้าดูว่าเด็กสนใจอะไร แล้วมาสร้างแผนการเรียนรู้ ครูต้องสนุกกับการเรียนรู้พร้อมๆกับเด็กด้วย ไม่ต้องคาดหวังข้างหน้า ให้ปล่อย เปิดตัวเองให้หลุดจากความคาดหวัง เราก็จะสนุกกับการเรียนรู้พร้อมๆกับเด็ก เปิดรับความนอกกรอบของความคิดเด็ก เขาก็เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยที่ครูไม่ได้เอาอะไรไปใส่ให้เขา เรามีเป้าว่าจะพาเด็กเรียนรู้อย่างไร แต่ไม่คาดหวังกับเขามาก อยากพัฒนาในเรื่องอะไร ไม่ได้วางแผนเอาไว้ก่อน แต่ครูต้องเป็นนักสังเกต เงี่ยหูฟัง และจดบันทึก เมื่อเห็นสิ่งที่เขาสนใจมาต่อยอด เขาจะรู้สึกมีส่วนร่วม แล้วครูจะรู้ว่าในเวลานั้นควรทำอะไร

การที่ครูคละชั้นแล้วใช้ประโยชน์จากความแตกต่างอย่างเต็มที่ การจัดการความสัมพันธ์และสร้างการเรียนรู้เป็นโจทย์ของครู ซึ่งไม่มีแผนอะไรที่คิดมาเบ็ดเสร็จ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในหน้างานจริงเป็นเรื่องของวันต่อวันที่ทีมต้องมาคิดกันว่าจะทำอะไรต่อ


คุณครูปาด – ศีลวัต ศุษิลวรณ์ กล่าวปิดท้ายว่า “ในปีแรกโรงเรียนเตรียมทีมอนุบาลชั้นคละไว้ ๓ คน แต่พอมาถึงช่วงปลายปี หัวหอก ๒ คนลาออกไป เหลืออยู่แต่ครูรัตน์คนเดียว ตอนนั้นเหมือนดำน้ำลอดแพใหญ่ๆ ให้ผ่านพ้นไปแต่บางครั้งใช่ว่าคนของเราจะอยู่กันไปได้ตลอดรอดฝั่ง ทุกคนก็ต้องช่วยกันกอดคอครูรัตน์ไว้ และหลังจากครูรัตน์ยอมเอาตัวเองเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ก็มีครูน้องมาเป็นหลักฐานประจักษ์ให้เห็นผลแห่งความสำเร็จที่มาเล่าสู่กันในวันนี้”

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ฝึกตนฝนปัญญา



ความเห็น (0)