จากบันทึกเรื่อง “ขนมโบ๊ะ??? - ขนมโบราณเมืองจันท์” ที่ไปเจอที่เมืองจันท์หลายปีก่อนตอนที่ลูกชายไปทำงานที่โน่น ทำให้คิดถึงขนมโบราณ “ตระกูลขี้” คือ “ขี้มัน – ขี้มอด – ขี้หนู” เขียนบันทึกเรื่อง “ขนมขี้มัน” ไปแล้ว

          มีคนเขียนมาถามเรื่องวิธีทำขนมขี้มัน ซึ่งได้เขียนไปแล้ว (ว่าจะทำกินเอง แต่ขี้เกียจนั่งเคี่ยวกะทิ เอาไว้ขยันเมื่อไหร่จะทำกินแล้วถ่ายภาพมาเขียนบันทึกค่ะ) เหลือแค่ขนมขี้มอด

          สมัยเด็กๆ ยายทำขนมขี้มอดให้ฉันเอาไปขายในโรงหนัง ไม่ก็ตามงานวัด นานๆ หนังมาฉายที แต่เขาประกาศล่วงหน้า

          ขนมขี้มอด ทำจาก ข้าวเจ้า มะพร้าว และน้ำตาลทราย


ในภาพนี้ ฉันใช้ข้าวสารญี่ปุ่น ซึ่งเม็ดสั้น ป้อมกว่าข้าวสารไทย


          วิธีทำง่ายๆ คือ เอาข้าวสารแช่น้ำค้างคืน รุ่งขึ้นก็เอาใส่กระทะ คั่วจนเหลืองหอม เอาไปโม่เป็นผงสีเหลืองทอง มะพร้าวขูดด้วยกระต่ายแล้วเอาไปคั่วในกระทะจนเหลืองหอมฉุยเช่นกัน นำข้าวคั่วป่นกับมะพร้าวคั่วมาผสมกัน โรยน้ำตาลทรายพอออกหวาน

          (โม่หิน คนสมัยใหม่คงไม่รู้จักแล้ว แต่ฉันคุ้นกับมันมาตั้งแต่เด็กเพราะต้องนั่งโม่แป้งทุกคืน ทุกวันนี้ยังเก็บโม่หินไว้เพื่อรำลึกถึงยายค่ะ)

            สมัยนั้นไม่มีถุงพลาสติก เราใช้กระดาษมาพับเป็นกรวย ปลายแหลมเปี๊ยบ ตักขนมขี้มอดใส่จนเต็ม พับปาก ตกแต่งให้สวยงามด้วยกระดาษว่าวหลากหลายสี เอามาตัดเป็นริ้ว ทากาวแปะปากกรวย

          แค่นี้ก็สวยงามพร้อมขาย หยิบใส่กระเช้าคล้องแขนเดินเฉิบไปโรงหนัง ยืนขายหน้าโรงหนัง พอหนังฉายก็ตีตั๋ว ๑ บาทเข้าไปด้วย หนังพักเปลี่ยนฟิล์มม้วนใหม่ก็เดินเร่ขายในโรง ขายกรวยละสลึงเดียว

          เวลากิน พวกผู้ใหญ่มักแกะปากกรวยเทกิน แต่เด็กๆ จะฉีกตรงปลายแหลมเทใส่ปาก กินทีละนิด จะได้กินนานๆ

สมัยนี้ไม่ใครรู้จักขนมขี้มอดแล้ว

          ทำกินเองที่บ้านวันนี้ ไม่ได้เพราะอยากกิน แต่เพราะคิดถึงความหลังวัยเยาว์เมื่อกว่า ๕๐ ปีก่อน ที่อาศัยแสงจากตะเกียงทำขนมขาย เงินสลึงเดียวที่ลูกค้าใส่มือให้เด็กเล็กๆ อย่างเราช่างมีคุณค่าควรแก่ความภูมิใจ เงินน้อยนิดรวมกันต่อชีวิตเราสองยายหลาน

          ขนมขี้มอด ทำกินเองวันนี้ รสชาติคงเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม.

อาทิตย์ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๗