ก่อนอื่นต้องขออภัยท่านที่อ่านที่ใช้ภาษาไม่สุภาพ เนื่องจากต้องการสื่อออกมาจากใจและความจริงที่สวนทางสังคม และเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชนบท ตามหลักการของ "เศรษฐกิจพอเพียง" หลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนสะสมความรู้ แนวคิด และปราชญ์ชาวบ้านที่ลงมือทำเกษตรจนสำเร็จ นั่นคือ ผลรับรองหลักการที่ว่านี้
กอปรที่ได้ดูรายการโทรทัศน์ที่ทำสารคดีเกี่ยวกับเกษตรออกมาอย่างหลากหลาย และได้เก็บเอาข้อคิดต่างๆ จนเกิดกัมมันตะภายใน ทำให้โยงได้ถึงแนวคิดของในหลวง ที่คนไทยไม่น้อย "ได้ฟัง ได้รู้ ได้เห็น" ทางสื่อมวลชน คนทั่วไป และวิถีชาวบ้าน แต่ก็ไม่ตระหนักในหลักนี้ เข้าลักษณะที่ว่า ได้ฟังได้เห็น แต่ไม่หันมาใส่ใจ ใฝ่รู้ให้ลึก หรือสานต่อยอด อาจยังคงคิดว่า ตัวเองยังมีความฝัน ยังมีงานทำ ยังมีเพื่อน มีเงินอยู่ จึงพอยังชีพได้
ในขณะทางการก็พยายามให้เครดิดในหลักนี้แก่ชาวบ้าน แรกๆ ก็ยังไม่ซึ้งถึงก้นบ่อของหลักการ เพราะเป็นเพียงทฤษฎี พอหลังชาวบ้านที่เลี้ยวมาดูคำยืนยันของรัฐ จึงเข้าใจว่า แนวคิดนี้ ในหลวงได้มองเห็นมาก่อน ชี้ทางมาก่อน เราเพิ่งมาซึ้งพึงพอใจ เมื่อหลายปี ทำให้ผู้เขียนนึกถึงพระพุทธเจ้าที่เดินทางพัฒนาทางจิตไปไกลมากแล้ว และห่างไกลผู้คนไปมาก จึงยากที่ผู้คนสมัยนั้นจะเห็นรอยและจุดหมายที่พระองค์ประสบ
แต่พระองค์ก็มิได้เดินทางห่างหายไปอย่างสิ้นใยไมตรี กลับย้อนเยือนผู้คน และมาชี้ทางให้เห็นว่า ทางที่ดี ที่สมบูรณ์ที่สามารถเอาตัว เอาใจ ให้รอด คือทางนี้ที่ถาวรและยั่งยืน แนวคิดดังกล่าวนี้เหมือนกับที่ในหลวงแสดงออกต่อชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ที่คนไทยสมัยนั้น กำลังเห่อห่อพอใจกับหลักเศรษฐกิจจีดีพี หรือเศรษฐกิจพิษเงิน ทำให้ผู้คนในเมืองเน้นแต่รายได้ การที่เรียนเศรษฐศาสตร์ด้านคนเมืองอย่างเดียว จึงกลายเป็นทางทำลายเส้นทางเดินข้างหน้าของลูกหลานตนเอง
หันมาสู่พื้นแม่ธรณีของประเทศไทย ส่วนใหญ่คือ พื้นเพเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง มีกิจกรรมในสวน ในไร่ ในนา ของตนเอง แต่พอระบบแนวคิดใหม่เข้ามา ทำให้ชาวนา ชาวสวนเทใจ สนใจระบบการเป็น การอยู่แบบคนเมือง จึงละมือทิ้งระบบแบบเก่า ในขณะเดียวกันลูกชาวนา ชาวสวน ก็หลั่งไหลเข้าเมือง เพื่อหางาน หาเงินมาเลี้ยงพ่อแม่ ครอบครัว
หลายปีผ่านไป ระบบชาวนาก็เปลี่ยนแบบใหม่ คือ ใช้เครื่องยนต์ในการทำนาหมด ขายวัว ควาย ทิ้งการเพาะปลูกแบบเก่าหมดสิ้น แล้วหันมาซื้อกิน เมื่อเพาะปลูกพืชต่างๆ ก็ใช้สารเคมี ทำให้ระบบนิเวศน์เสียหาย ทำให้ระบบการพึ่งพากันทางธรรมชาติเสียหายด้วย ทำให้เกิดผลกระทบทั้งอากาศ อาหาร พืชพันธุ์ น้ำ ดิน แม้แต่ชีวิตของคน ก็ถูกทำลายลงเรื่อยๆ ไม่รู้ชาวสวน ชาวไร่ตายมากเท่าไหร่ที่ตายเพราะสารเคมีและผูกคอตาย เพราะเป็นหนี้ จึงมีคำพูดที่ประชดประชันชาวนาว่า "ทำนาปี มีแต่หนี้กับซัง ทำนาปรัง มีแต่ซังกับหนี้"
หลายปีที่ผ่านมา ระบบแนวคิดของในหลวงเริ่มมีผู้คนเข้าใกล้ และเข้าถึงจุดหมาย จึงกลายเป็นการรับรองในหลักการลอยๆแล้ว จึงทำให้ชาวนา ชาวไร่ เริ่มตื่นตัว ไหวตัว จึงหันมาพึ่งระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงอย่างเต็มสูบ จึงเกิดนักวิทยาศาสตร์ชาวนาในระบบธรรมชาติ ในที่นาของตน จนกลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดผลแบบสมบูรณ์ จึงกลายเป็นคำที่เรียกติดปากว่า "ปราชญ์ชาวบ้าน"
เช่นเดียวกัน ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่ยังตามพระองค์ไม่ทัน แต่ระยะหลัง (ปี ๒๕๔๖) เริ่มสนใจมากขึ้น เพราะต้องหาข้อมูลไปบรรยาย จากนั้น มันกลับทำให้เราเห็นทางที่จะเจาะลงลึกลงไปว่า อะไรคือข้อดี และทำไมพระองค์จึงเน้นพื้นฐานเดิม หรือทำไมจึงเดินสวนทางชาวบ้านแบบเก่า จึงทำให้รู้ว่า กว่าที่พระองค์จะมองเห็นจริง พระองค์ลงไปคลุกคลีกับชาวไร่ ชาวนา พื้นเพชนบท ผู้คนอยู่อย่างไร ธรรมชาติแวดล้อมเป็นอย่างไร ซึ่งต่างกับหน่วยงานของรัฐ นั่งอยู่ในที่ตั้งเย็นๆ ไม่ค่อยได้ไปสัมผัสความจริงของธรรมชาติ
ณ วันนี้ ผู้เขียนยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้นว่า ระบบนี้เหมาะสมกับชาวบ้านอย่างมาก อันที่จริง มันคือ รากเหง้าเค้ามูลมรดกของคนท้องถิ่นนั่นเอง แต่พวกเขาละทิ้งมรดกของตนเอง หันไปหาระบบใหม่ ที่น่าตื่นเต้นตามคำโฆษณาบ้าๆ บอๆ ของนักการเมือง นักธุรกิจ ที่หน้าไหว้ หลังหลอก มันอาจไม่เหมาะสมกับคนเมืองอย่างเต็มสูบ เพราะเงื่อนไขทางพื้นที่
จากที่ได้เห็น ได้รู้ทางสื่อ และพื้นที่ที่ชาวบ้านลงมือทำระบบเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ผู้คนอยู่ได้อย่างมั่นคง จนเรียกว่า "รวย" ที่คนเมืองเรียกนั่นแหละ และรวยอย่างนี้ เป็นความรวยที่มีองค์ประกอบที่สมบูรณ์และสมดุล กล่าวคือ มีรายได้ มีอาหาร มีที่อยู่ ที่มีอากาศดี และปลอดภัย จนทำให้คนชนบทยิ้มและเป็นสุข ความรวยที่ว่านี้ ผู้เขียนอยากสรุปจากที่ได้ดู ได้เห็น จากชาวบ้านที่ทำไร่ ทำนาที่รวยอย่างประณีตนี้ มาจาก "ขี้" ครับ
พื้นฐานของธรรมชาติ ที่พยุงกันเองในระบบธรรมชาติ ต้องพึ่งพาขี้ คือ "ขี้ดิน ขี้สัตว์ ขี้โคลน ขี้แกลบ ขี้เหนียว" ซึ่งขอขยายดังนี้
๑) "ขี้ดิน" (Earth) คือ ทรัพยากรพื้นหลักของการทำกสิกรรมหรือเกษตรทุกชนิด หากปราศจากดินก็ไม่อาจเห็นผลได้ ดินจึงเป็นทรัพยการพื้นฐานในการเพาะปลูก ดินดี ย่อมมีหลักฐานดี ดินเลวย่อมเป็นเหตุให้เกิดความล่มสลายได้ ใครก็ตามที่มีพื้นดินมากนั่นคือ พื้นฐานความร่ำรวย โดยเฉพาะคนเมือง
ส่วนคนชนบท ดินคือ สิ่งที่เอื้อให้เกิดความพอเพียง เกิดความสมดุลในการเป็นอยู่่ได้ เพราะเมื่อมีดิน ก็สามารถปลูก สร้าง ขุดบ่อ เพาะเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ได้ น้ำมาจากดิน จากบ่อ เมื่อมีน้ำก็จะได้พืช มีพืชก็ได้ผล ได้อาหาร ได้เงินทอง ได้ความสุข ได้คววามปลอดภัยอย่างยั่งยืน ดินคือ จุดยืน จุดสร้าง จุดตั้ง จุดตาย ของสรรพสิ่งครับ
๒) "ขี้สัตว์" (Dung) คือ มูลจากสัตว์ทุกชนิดที่เกิดมาบนโลกนี้ มูลสัตว์เหล่านี้ คือ ปุ๋ยที่รดพรมพื้นดิน ให้เกิดความร่วนซุย สัตว์พึ่งพืช พืชพึ่งดิน ดินพึ่งมูลสัตว์ จนกลายเป็นวัฎจักร ชาวนาที่ปลูกข้าว เพราะอาศัยบุญเก่า จากพืชที่ทับถมกันมาหลายล้านปี พอปลูกอย่างเดียว โดยไม่รักษาดิน ไม่รู้จักแม่ธรณีเลยว่า ต้องการอะไรที่ท่านอยากให้พืชเติบโต อันที่จริง หากมนุษย์ไม่เข้ามาแทรกแซงดิน พืชก็จะเกิดเองและทุกอย่างก็จะกลายเป็นระบบเอง
เมื่อมนุษย์มาแทรกแซง คือ ตัดไม้ทำไร่ ทำนา ทำสวน พืชไม่มี ใบไม้ไม่มี พื้นดินก็ไร้ปุ๋ย ดินจึงแห้ง ขาดผ้าห่มพรมดิน ให้ชุ่มชื้น สัตว์ตัวน้อย ก็ไม่มี เชื้อรากินพืชผัก ใบไม้ก็ไม่มี จากการขาดใบไม้ ก็ขาดปุ๋ยดิน เชื้อราก็ไม่มีอาหารกิน มันก็ไม่ถ่ายมูล สัตว์ตัวเล็ก ก็ไม่ทิ้งมูล เช่น ไส้เดือน แมลง ตัวห้ำ ตัวเบียน ก็ไม่มี ดินจึงเกิดกรด ด่าง แห้งผาก ที่สุด ก็ไม่่มีขี้ จากสิ่งเหล่านี้ ขี้ดินก็ขาดขี้ต่างๆ ไป
ทุกวันนี้ชาวนาเพิ่งร้องอ๋อว่า ขี้คือ สิ่งมหัศจรรย์แห่งความร่ำรวยของการเพาะปลูก จึงเกิดการแสวงหาขี้อย่างเข้าใจและไม่คิดรังเกียจขี้อีกเลย เช่น ขี้หมู ขี้วัว ขี้ควาย ขี้เป็ด ขี้ไก่ ฯ จนเดี๋ยวนี้ ขี้อื่นๆ ก็กลายเป็นเงิน เป็นทองตามมา นี่คือ รากฐานของระบบสรรพสิ่งที่เกื้อกูลกัน ว่ากันว่า ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ ล้วนมาจากขี้ทั้งสิ้น แล้วใยมารังเกียจจังว่า ขี้คือ สิ่งน่าขยะแขยง ไล่เลียงที่มาสิครับ ท่านจะเข้าใจขี้ดีขึ้น
๓) "ขี้โคลน" (Mud) คือ ดินชนิดหนึ่ง แต่ละเอียดกว่าดินทั่วไป เป็นดินที่เกิดจากการหมักหมมจากน้ำ พืช สิ่งปฏิกูล และจุลินทรีย์ทั้งหมด จนกลายเป็นธาตุที่พืช สัตว์ต้องการในการเจริญเติบโต ดอกบัว ที่ดูสวยงาม และถูกเด็ดมาบูชาพระ บูชาสิ่งที่เคารพนั้น ล้วนผุดผ่านมาจากขี้โคลนที่เราถือว่าสกปรก น่ารังเกลียดทั้งสิ้น
พืชต่างๆ ที่เรากิน ที่เราทานในร้านสวยหรู ดูน่าชื่นชม ดมกิน นั่นก็มาจากพืชที่อาศัยโคลนตม บ่มเพาะมาแล้วทั้งสิ้น อีกปลาที่ดูน่ากิน น่าซื้อนั่นก็ล้วนมาจากบ่อโคลน บ่อดินที่สกปรกเช่นกัน ไม่มีสิ่งไหนมาจากเบื้องบนที่สะอาดครับ ฝนที่ตกลงพื้น ก็กลายเป็นโคลนตม และกลายเป็นสิ่งสกปรก และมันก็กลายเป็นอาหารให้พืช และที่สุดก็กลายเป็นอาหารเราในที่สุด
๔) "ขี้แกลบ" (Chaff) คือ กากข้าวหรือเปลือกเมล็ดข้าว ที่ถูกสีออกมาแล้ว ซึ่งไม่มีกากอาหารใด เพราะเป็นเซลล์แข็ง ไร้สารอาหาร แต่กากแกลบนี้ จะทำให้พื้นดินเกิดอากาศโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ ทำให้รากพืชชอนไชตามดินได้ นอกจากนี้ แกลบยังสามารถไปผสมผสานกับดินและซากใบไม้หรือปุ๋ยอย่างอื่นได้ดี ทำให้พืชต้องการองค์ประกอบนี้อย่างยิ่ง
ส่วนใหญ่เราจะเห็นเขาเอาแกลบไปเผาไม้ แกลบเหล่านั้น ก็จะยิ่งกลายเป็นธาตุอาหารให้พืชได้อีก ยิ่งกว่านั้น ก็ทำให้ดินดีอีกด้วย โดยเฉพาะการเพาะปลูก ก็อาศัยแกลบผสมด้วย ตอนนี้ชาวนามืออาชีพอาศัยแกลบไปผสมกับเศษวัสดุต่างๆ ไปทำปุ๋ยชีวภาพ เช่น มูลไก่ มูลหมู วัว ควาย ฯ ทำให้ได้ปุ๋ยชีวภาพอย่างดี นี่คือ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรทำการรื้อฟื้นวิถีธรรมชาติบำบัด รักษาตัวเอง เพราะอาศัยขี้แกลบนี้เองครับ
๕) "ขี้เหนียว" (Chariness) คือ อาการหรือกิริยาลักษณะของคนที่ไม่ชอบฟุ้งเฟ้อ เหมือนคนทั่วไปในเมือง ที่ต้องซื้อและใช้จ่ายทุกวัน แต่สำหรับชาวบ้าน ย่านท้องถิ่น มีร้านค้าน้อย มีสิ่งจูงใจน้อยกว่าคนเมือง หารายได้ก็น้อย การประหยัดจึงเป็นวิธีหนึ่งในการหาทางเอาตัวรอด แม้จะมีเงินมากมายเท่าไหร่ ถ้าขาดการประหยัด อดออม ก็อาจหมดได้
การทำตัวเป็นคนขี้เหนียว ขี้ตืด คือ วิธีการที่ช่วยให้ตัวเองร่ำรวยได้ ชาวจีนที่อพยพมาเมืองไทยแรกๆ ก็อดอยากอย่างมาก เพราะความอดออม อดทน ขี้เหนียว ขี้ตืดนี่เอง ทำให้ระบบการค้า การขาย กลายเป็นคนคุมเศรษฐกิจของประเทศได้ ไปศึกษาชีวิตเสี่ยพีซีดูซิครับหรือคนจีนที่ร่ำรวย แต่ก่อนเป็นอย่างไร เรื่องนี้เราคงได้ยินคำค่อนแคะชาวจีนว่า "เจ๊กขี้เหนียว" ตอนนี้เป็นไงละครับ
ในขณะเดียวกัน คนไทยที่หยิ่งในพื้นดินของตน กลับแสดงพฤติกรรมช๊อปและแชร์ จนกลายเป็นคนเชื่อง ที่พ่อค้า นักธุรกิจ จะเลี้ยงอย่างไรก็ได้ กลายเป็นลูกทาสของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม สังคมบริโภคไปซะแล้ว เพราะเราไม่ขี้เหนียว ไม่ขี้ตืด ไม่รู้จักอดออม มีแต่บริโภค เสพสุขอย่างเดียว เรียกว่า ตามบำบัดความใคร่ของตนไม่รู้จักจบสิ้น แล้วพวกชี (She) ก็บอกว่า "เสรีภาพของพวกเธอ" เราจะรู้ทันคนที่อยู่ "ข้างใน" ตนเองเมื่อไหร่ละครับ
ทั้งหมดนี้คือ คำว่า "รวย" มาจากคำว่า "ขี้" แต่เป็นขี้ที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น จึงทำให้เรารวยเป็นเศรษฐี ที่ขี้เป็นเงิน เป็นทองได้ครับ ส่วน "ดีเพราะชั่ว" นั้น ขอเอาไว้เขียนวันต่อไปนะครับ วันนี้แค่นี้ก่อน ขอไปขี้ก่อนอิๆๆ
---------------(๒๑/๙/๕๗)-----------------------
แวะมา..เชียร์...(วันนี้แค่นี้..ขอไปขี้ก่อน..อ้ะะะๆๆๆ)...
"ได้ยินและเห็นมาแว่วๆ"...ว่า...อีกสิบปีข้างหน้า.....ฝรั่งจะใช้พลังงาน..จาก.."ขี้"..เต็มรูปแบบ..ทดแทนพลังงาน..
ฟอสซิล..เจ้าค่ะ...(คนไทย..ขี้เหม็น..เลยกลบแบบธรรมชาติ)....อ้ะะๆ...
ผมวางแผนใช้ขี้ไส้เดือนครับ
ขี้เหนียว" (Chariness) คือ อาการหรือกิริยาลักษณะของคนที่ไม่ชอบฟุ้งเฟ้อ ... นี้ รวยแน่ๆๆค่ะ
ผมมีแต่ขี้โม้กับขี้คุยครับอาจารย์ พอจะมีประโยชน์อะไรบ้างไหมเนี่ย?
อ่านบันทึกนี้แล้ว เป็นเช้าชื่นแห่งพลัง โดยแท้เลยทีเดียวครับ
เศรษฐกิจจีดีพี หรือเศรษฐกิจพิษเงิน...
ครับ, เศรษฐกิจ ทำให้เราเกิดการบีบเร่ง แข่งขัน แก่งแย่ง...
ตัวชี้วัดหลายอย่างมาในแนวนี้ -