เรื่องเล่าฉบับนี้ต้องการเล่าเพื่อระลึกถึงชีวิตน้อยๆ ชีวิตหนึ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางความฉุกละหุกไม่พร้อมของเด็กหญิงและเด็กชายคู่หนึ่ง แต่เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องการสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์นั่นก็คือความรักความอบอุ่นจากอ้อมกอดของบุคคลที่ได้ชื่อว่าพ่อกับแม่

กลางดึกของเดือนกรกฎาคม ได้รับใหม่เด็กแรกเกิดส่งต่อจากโรงพยาบาลชุมชน เป็นเด็กท้องแรก อายุครรภ์ 20 สัปดาห์ น้ำหนัก 1000 กรัม คลอดก่อนถึงโรงพยาบาลบนรถฉุกเฉิน แรกรับสีผิวซีด ตัวเย็น หายใจหอบเหนื่อย จำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยหายใจทันที โชคร้ายที่หนูเกิดมาช้าไป เครื่องช่วยหายใจสำหรับทารกนั้นพี่ๆ ใช้กันอยู่ หนูจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ใหญ่สมัยโบราณรุ่น Mark 7 ที่ผ่านประสบการณ์การใช้งานมาแล้วอย่างโชกโชน จนตัวเครื่องเองก็อยากจะจบชีวิตตัวเองลงเต็มแก่ ปรับ setting ต่างๆก็ยากเสี่ยงกับปอดแตกอีกต่างหาก แต่มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับหนูในตอนนี้ แพทย์เวรทั้งแพทย์ใช้ทุนทั้งอาจารย์แพทย์มาตรวจอาการ วินิจฉัยและทุ่มเทการรักษาเพื่อหนูน้อยจนสุดความสามารถ หนูก็พยายามลืมตา ยกแขนขาเพื่อที่จะบอกว่าหนูยังอยากที่จะสู้ อยากลองมีชีวิตรอดเพียงรอคอยบางสิ่งบางอย่าง....... เมื่อใส่เครื่องหายใจหนูหายใจตามเครื่องในช่วงแรก แต่จากประสบการณ์ในการดูทารกแรกเกิด ก็รู้สึกหนักใจ ไม่สบายใจมากๆ และทำนายว่าโอกาสที่จะเกิดปาฏิหาริย์สำหรับหนูนั้นน้อยมาก เพราะต้นทุนชีวิตที่ติดตัวหนูมามันน้อยเหลือเกิน แต่แม่ๆ ก็จะสู้จนวินาทีสุดท้ายเพื่อให้หนูได้เกิดมาและมีชีวิตอยู่ ได้รับการรักษาอย่างสมศักดิ์ศรีตามสิทธิพื้นฐานที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

ญาติที่ใช้ชื่อว่าย่าของหนูเป็นผู้มาให้ประวัติทั้งน้ำตา เล่าว่าเพิ่งรู้ว่ามีหนู 2 วันเท่านั้น เมื่อรู้ก็ขอร้องให้แม่หนูมาอยู่ด้วยจะได้ช่วยดูแล พร้อมทั้งได้สู่ขอกับตายายซึ่งต่างก็จำยอมรับสภาพการเป็นปู่ ย่า ตา ยาย โดยที่ไม่ทันตั้งตัว เรื่องราวต่างๆ พรั่งพรูออกจากปากของผู้เป็นย่าทั้งน้ำตา เป็นที่สะเทือนใจยิ่งนัก ดิฉันได้แต่นั่งนิ่ง รับฟัง กุมมือถ่ายทอดความรู้สึกเข้าใจและเห็นใจ และปล่อยให้ร้องไห้สักพัก ในตอนนี้รู้สึกว่าเวลาที่ผ่านไปแต่ละนาทีมันช่างยาวนานซะเหลือเกิน เมื่อคุณย่าเริ่มตั้งสติได้ จึงบอกว่าอนุญาตให้คุณย่าอยู่กับหนูน้อยได้ตลอด จนกว่าจะพอใจ พร้อมทั้งอธิบายอาการแผนการรักษาคร่าวๆที่ได้ให้กับหนูน้อย

หลังจากใส่เครื่องหายใจไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง อาการของหนูก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ หนูเริ่มหายใจไม่สัมพันธ์กับเครื่อง รวมทั้งผลการตรวจก๊าซในเลือดของหนูดูแย่มาก ปรับ setting สูงขึ้น หนูก็ยังหายใจเหนื่อยมาก กระสับกระส่าย ดิ้นไปมา แต่พฤติกรรมที่หนูตอบสนองเหมือนจะบอกอะไรสักอย่างที่ทำให้แม่ๆ รู้สึกไม่อยากละสายตาไปจากหนู ยืนบีบ Ambubag ตลอดเวลา ระดับออกซิเจนในเลือด อยู่ที่ 40-50 เปอร์เซ็นต์ ทำทุกวิถีทางตามที่ได้เรียนมาแต่ก็ได้แค่นั้น เมื่อพูดกับหนูว่าหนูจะสู้ไหมนะ หนูก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง พยายามลืมตา ทำปากขมุบขมิบเหมือนจะตอบว่า “ขอหนูอยู่ต่ออีกหน่อยนะ” เมื่อหยุดบีบ Ambubag ต่อเครื่องช่วยหายใจหนูก็หายใจไม่สัมพันธ์กับเครื่อง ระดับออกซิเจนในเลือดก็ลดลงเรื่อยๆจนแม่ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตัดสินใจเอาเก้าอี้มานั่ง ห่อตัวหนูด้วยผ้าหนานุ่ม อุ้มหนูออกจากตู้อบ อุ้มไว้แนบอกและบีบ Ambubag แทนการใช้เครื่องช่วยหายใจ เหมือนรับรู้ความหวังดี หนูตัวแดงขึ้น เริ่มนอนพักได้ ระดับออกซิเจนในเลือดเริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในช่วงที่ไม่ดีนัก ประมาณ 60-70 % อัตราการเต้นของหัวใจ ประมาณ 100-110 ครั้ง/นาที ประมาณตี 3 หนูเริ่มขยับตัว ระดับออกซิเจนในเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึง 99-100% ด้วยความแปลกใจจนต้องหันไปมองสมาชิกในทีม “เฮ้ย....หลอกรึเปล่าเนี่ย sat 100 แน่ะ” ดิฉันเปรยๆกับน้องๆในทีม “ระดับความสวยคนบีบรึเปล่า” เออแนะ มีแซว ไม่ถึง 20 วินาที ย่าของเด็กก็เข้ามาพร้อมกับเด็กผู้ชายหน้าตาอิดโรย ซูบเซียว ย่าบอกว่าคนนี้แหละเป็นพ่อของหนูน้อย ทุกคนในทีมจ้องมองไปที่หนูน้อยสลับกับจอ Monitor ที่บอกระดับออกซิเจนในเลือด 99-100 % แล้วมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บางคนขนลุกซู่ ลูบแขนตัวเองไปมาและชี้ให้ดิฉันดูว่าตัวเองขนลุก ดิฉันกระซิบกับน้องๆว่า นี่แหละคือ “ปาฏิหาริย์แห่งรัก”น้องรอคอยและรับรู้ถึงการมาของพ่อ กำลังใจหนูดีขึ้น ทำให้ดูคล้ายจะมีปาฏิหาริย์ สัญญาณการมีชีวิตรอดของหนูที่ริบหรี่ดูสว่างขึ้น เด็กชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ ยืนมองลูกอยู่ห่างๆ แม่จึงวางหนูลงในตู้อบต่อเครื่องช่วยหายใจ พร้อมทั้งเล่าอาการปัจจุบันให้ฟังคร่าวๆว่า เด็กอยู่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจและพร้อมที่จะไปได้ทุกเมื่อถ้าหยุดใช้เครื่องช่วยหายใจ ย่าบอกว่าขอให้ใส่เครื่องไปเรื่อยๆ จนกว่าน้องจะหมดลมหายใจแต่ไม่ต้องปั้มหัวใจเมื่อหัวใจหยุดเต้น เด็กชายสายตากลัวๆกล้าๆ ยืนมองเข้าไปใน ตู้อบ ไม่พูดแต่มีน้ำตาซึม “หลานย่าพ่อหนูมาแล้ว คนนี้พ่อหนูนะลูก” เด็กชายกลั้นก้อนสะอื้นไม่ไหวอีกต่อไปร้องไห้และกอดย่าไว้แน่น ดิฉันแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว แต่เนื่องจากเวลาของหนูเหลือน้อยเต็มที ดิฉันต้องเข้มแข็งและส่งเสริมให้เด็กน้อยคนนี้ได้อยู่ท่ามกลางบุคคลอันเป็นที่รักของเขาให้นานที่สุดให้ได้ ดิฉันจึงบอกว่า คุณพ่ออยากจะจับมือน้องก็ได้นะคะ น้องรอคุณพ่ออยู่ ดิฉันเปิดหน้าต่างตู้อบและช่วยให้คุณพ่อได้สัมผัสกับมือน้อยๆที่บางใสจนเห็นเส้นเลือดของน้อง คุณพ่อร้องไห้และสะอื้นตัวโยน สักครู่จึงเล่าอาการและแผนการรักษาขั้นต่อไปว่า ตอนนี้เด็กหัวใจยังทำงานได้เพราะยา หายใจเองไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแต่ก็จะช่วยยื้อเวลาให้น้องต่อไปได้สักระยะหนึ่ง แต่ถ้าหัวใจน้องไม่ทำงานต่อหัวใจหยุดเต้น หยุดหายใจ จะให้ปั้มหัวใจและให้ยาเพื่อยื้อเวลาต่อไปหรือไม่ ทั้งเด็กชายพ่อและย่าบอกว่า เมื่อถึงเวลานั้นน้องอยากไปก็ให้น้องไปอย่างสงบไม่ต้องนวดหัวใจอีก

ดิฉันปล่อยให้คุณพ่อกับย่าได้อยู่กับหนู โดยจัดเก้าอี้ให้นั่ง คอยสังเกตอยู่ใกล้ๆ และทำงานที่คั่งค้างอยู่ต่อไปโดยที่สายตาก็จ้อง Monitor อยู่บ่อยๆ เพื่อดูการเต้นของหัวใจและระดับออกซิเจนในเลือด

อีกประมาณ 1 ชั่วโมงต่อมาก็มีหญิงอายุประมาณ 40 ต้นๆ ประคองเด็กสาวหน้าตาอิดโรย เดินกระเผลกๆ เข้ามาและแจ้งว่าเป็นมารดาของน้อง เด็กหญิงตาแดงเหมือนผ่านการร้องไห้มาแล้วอย่างหนัก ใบหน้าซีดเซียว ดูหวาดหวั่น วิตกกังวล ทันที่ที่เดินไปถึงตู้อบ เด็กหญิงเริ่มร้องไห้โดยมีย่าลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยนเป็นที่น่าเวทนานัก เด็กหญิงยังไม่พูดอะไรยืนมองเข้าไปในตู้และเอาแต่ร้องไห้ เวลานี้ไม่มีเสียงอื่นเลยนอกจากเสียงสะอื้น รอบข้างเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจเต้น ไม่มีใครพูดกันเลย แม้แต่เด็กคนอื่นๆ ก็ไม่ร้องไห้ ทั้งๆ ที่ปกติเด็กๆ จะร้องไห้แทบจะตลอดเวลา มีแต่เพียงเสียงสะอื้นของครอบครัวเด็กน้อยเท่านั้น

พ่อ แม่ ย่า ยาย ได้อยู่พร้อมหน้า ส่งผ่านสายใยความรัก ความอบอุ่นให้น้องที่อยู่ในตู้อบ ระดับออกซิเจนในเลือดอยู่ระดับ 80-90% แต่อัตราการเต้นของหัวใจเริ่มลดลง ดิฉันถามเด็กหญิงแม่ว่า “คุณแม่อยากอุ้มน้องไหมคะ” เด็กหญิงพยักหน้า “หนูอุ้มได้เหรอคะ”“อุ้มได้ค่ะ เดี๋ยวจะคอยช่วย” ถ้าเป็นเด็กที่มีอายุครรภ์มากกว่านี้ อยู่ในระยะวิกฤติที่อาการน่าลุ้น ดิฉันคงไม่กล้าที่จะทำแบบนี้แต่สำหรับหนู อายุรภ์แค่ไม่กี่สัปดาห์ อวัยวะต่างๆยังไม่เจริญ ขาดออกซิเจนตั้งแต่แรกเกิด ปอดยังไม่มีความยืดหยุ่น โอกาสที่จะรอดเป็นศูนย์ แพทย์เองก็ได้วินิจฉัยแล้วว่า คงต้องพูดคุย แนะนำให้ญาติยอมรับความจริง และจะไม่ทำการช่วยฟื้นคืนชีพแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ดิฉันตัดสินใจทำในขณะนี้คือ ดิฉันอยากให้หนูจากไปอย่างสมศักดิ์ศรีในอ้อมกอดของคุณพ่อ คุณแม่ ท่ามกลางบุคคลอันเป็นที่รักของหนูมากกว่าที่จะยื้อชีวิตหนูไว้ภายในตู้อบแคบๆ ดิฉันจึงไม่รีรอที่จะห่อตัวให้แน่น เพื่อให้น้องอุ่นและสะดวกในการอุ้ม หาเก้าอี้ที่มีพนักพิงให้เด็กหญิงแม่นั่ง บรรจงวางหนูลงในอ้อมกอดของเด็กหญิงแม่โดยมีเด็กชายพ่ออยู่ข้างๆ ย่าและยายล้อมหน้าหลัง ดูเหมือนว่าหนูจะรับรู้อ้อมกอดของคนที่หนูคุ้นเคยและรอคอย หนูพยายามลืมตาทั้งๆที่ตาหนูเริ่มหนัก แต่แม่รู้ว่าหนูมีความสุขและสมหวังในสิ่งที่หนูรอคอย หนูสงบ มุมปากเหมือนมีรอยยิ้มน้อยๆ หัวใจหนูเริ่มเต้นช้าลง...ช้าลง... ถึงตอนนี้ดิฉันจึงแจ้งญาติว่า น้องมีความสุขในอ้อมกอดของแม่แล้ว น้องพอใจและจะไปแล้ว สักครู่ต่อมาน้องก็ได้จากไปอย่างสงบในอ้อมกอดของแม่ ใบหน้าของหนูเหมือนเด็กคนหนึ่งที่กำลังนอนหลับอย่างมีความสุขมากกว่า

หลับให้สบายนะหนูน้อย... ขอให้ไปสู่ภพใหม่ที่ดีกว่า หรือถ้าอยากเกิดใหม่บนโลกใบนี้ ขอให้หนูมีต้นทุนชีวิตและความพร้อมมากกว่านี้ เพื่อหนูจะได้มีร่างกายแข็งแรง มีชีวิตรอดที่จะต่อสู้บนโลกนี้ และแม่ก็จะขอให้หนูเติบโตเป็นคนดี ไม่เป็นภาระสังคม ไม่เห็นแก่ตัว และไม่เบียดเบียนคนอื่น สร้างประโยชน์ให้แก่สังคม เพื่อที่สังคมจะได้น่าอยู่มากกว่าที่กำลังเป็นไปในปัจจุบัน..