ในตอนที่ 1(ตามรอย 1) ได้กล่าวถึงเรื่องราวของหลวงโยนะการพิจิตรในด้านชาติกำเนิดจากมะละแหม่งสู่ล้านนา และครอบครัวมาแล้ว ในตอนที่ 2 นี้จะเล่าถึงการประกอบอาชีพและบ้านที่หลวงโย ฯสร้างซึ่งมีนัยสำคัญต่อการตามหาร่องรอยของโบราณวัตถุที่หลวงโย ฯได้

ฝากไว้ในดินแดนล้านนา

        

          คนทำป่าไม้-พ่อค้าไม้

        

หม่องปันโหย่ ซึ่งภายหลังมีสมญานามว่า พญาตะก่า และมีบรรดาศักดิ์เป็นรองอำมาต์เอกหลวงโยนะการพิจิตร กล่าวได้ว่าชีวิตประสบผลสำเร็จในด้านฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างเร็วตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อพิจารณาจากความสามารถในการสร้างหรือร่วมสร้าง หรือบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามตั้งแต่อายุยังน้อยซึ่งจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีปัจจัยพอเพียงนอกเหนือจากการได้รับอนุญาตจากเจ้าผู้ครองนคร

ควรจะกล่าวในที่นี้ด้วยว่าก่อนปี พ.ศ. 2427 อันเป็นช่วงกลางรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทีไ   ด้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเชียงใหม่โดยเชียงใหม่ถูกรวมกับสยามโดยสิ้นเชิง ไม่มีฐานะเป็นประเทศราชอีกต่อไป สยามได้ส่งพระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นพิชิตปรีชากรมาเป็นข้าหลวงพิเศษประจำเชียงใหม่ เพื่อคอยควบคุมการให้สัมปทานป่าไม้ไม่ให้เจ้าหลวงอินทวิทยานนท์ออกใบอนุญาตตามอำเภอใจเหมือนก่อน เพื่อตัดปัญหาการให้สัมปทานซ้ำซ้อนอันเป็นสาเหตุของการร้องเรียนของอังกฤษ และเพื่อคานอำนาจของอังกฤษที่ได้ส่งรองกงสุลเข้ามาประจำที่เชียงใหม่ ซึ่งอาจใช้อิทธิพลครอบงำเจ้าหลวงทำให้ไทยอาจมีผลทำให้เสียดินแดนส่วนนี้ไปอีก

ก่อนหน้าการรวมเชียงใหม่เข้ากับสยาม หัวเมืองต่าง ๆในล้านนาทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ละกอน(ลำปาง) แพร่และน่านยังเป็นประเทศราชที่ปกครองตนเองอยางอิสระโดยคนไทยเชื้อสายหนึ่งที่มีภาษาพูดคล้ายคนลาว คนสยามภาคกลางรวมถึงชาวต่างชาติ จึงมักเรียกคนพื้นเมืองในหัวเมืองเหล่านี้ว่า ‘คนลาว’ การปกครองหัวเมืองเหล่านี้ไม่เข้มงวดนัก เพียงให้ส่งเครื่องรรณาการไปยังกรุงเทพฯทุก ๆ 3 ปีเท่านั้น หัวเมืองเหล่านี้มีผู้นำเป็นของตนเอง เรียกว่า ‘เจ้าหลวง’ ส่วนญาติของเจ้าหลวง เรียกว่า ‘เจ้า’ (กิตติชัย วัฒนานิกร,2556,22-30)

หม่องปันโหย่เดินทางมาจากมะละแหม่งกับกองสำรวจเส้นทางเพื่อสร้างทางรถไฟจากพม่าสู่จีนโดยผ่านล้านนาเพื่อมาค้าขายไม้ในล้านนาโดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่เชียงใหม่ การเริ่มต้นทำป่าไม้ในไทยของท่านได้รับการสนับสนุนจากเจ้าอุบลวรรณา พระธิดาของพระเจ้า      กาวิโลรสสุริยวงค์โดยทรงจัดช้างให้ 50 เชือก เมื่อการทำไม้ประสบความสำเร็จด้วยดี ท่านจึงได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้รับเช่าทำไม้ให้เจ้านายฝ่ายเหนือในป่าแห่งอื่น การรับเช่าทำป่าไม้นี้ผู้ที่จะได้ทำจะต้องมีความรู้ความสามารถในการทำไม้มาก่อนมิใช่ว่าใครๆก็ทำได้ เพราะจะทำให้ป่าเสียหาย มะละแหม่งในขณะนั้นเป็นเมืองหลวงของอังกฤษในพม่า และเป็นศูนย์กลางการทำป่าไม้สักและการค้าไม้สักของพม่า หม่องปันโหย่น่าจะมีความรู้ในด้านการทำป่าไม้สักและการค้าไม้เป็นอย่างดี เมื่อเข้ามาอยู่เชียงใหม่จึงสามารถทำอาชีพนี้ได้ อย่างไรก็ตามช่วงเวลานั้น มีพ่อค้าไม้รายอื่น ๆเข้ามาทำธุรกิจอยู่เช่นเดียวกันโดยเช่าทำไม้กับเจ้าหลวง ซึ่งมักเป็นคนในปกครองอังกฤษเช่นเงี้ยวหรือไทใหญ่ และพม่า หลังปี พศ. 2427 มีคนจีนเพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่า ผู้มีบทบาทในการทำป่าไม้ภาคเหนือขณะนั้นไม่ใช่ชาวลาวพื้นเมือง แต่เป็นคนต่างถิ่นทั้งสิ้น

หม่องปันโหย่ทำไม้หลายแห่งทั่วมณฑลพายัพ หรือล้านนาซึ่งในขณะนั้นเชียงใหม่มีอาณาเขตรวมแม่ฮ่องสอนและเชียงรายไว้ด้วย โดย แม่ฮ่องสอนคือเชียงใหม่ตะวันตก เชียงรายคือ เชียงใหม่ตะวันออก ป่าไม้ที่รับเช่าทำที่สำคัญได้แก่ป่าไม้ตำบลแม่ป๋ามและแม่ป๋อย แขวงเชียงใหม่ ป่าไม้เมืองงาย และทำ ป่าไม้แม่แจ่มในสมัยรัชกาลที่ 6

                    ภาพตราไม้ของหลวงโยนะการพิจิตร

ดร. โชติมา จตุรวงศ์ เขียนเกี่ยวกับการทำป่าไม้ของหม่องปันโหย่ไว้ว่า ได้รับตัดไม้ให้พระเจ้าอินทวิทยานนท์ที่ป่าไม้เมืองยวม แม่สะเรียง เป็นผู้รับเหมาย่อยให้บริษัทบอร์เนียวเทรดดิ้งที่ป่าไม้ที่ฝาง   จนมีฐานะร่ำรวย มีอุปกรณ์ตัดไม้ของตนเอง มีช้างลากไม้ 300 เชือก และรับสัมปทานเองต่อมา ที่สำคัญคือรับสัมปทานเองจากเจ้าบุญวาทย์ที่ลำปาง(เมืองละกอน) และเป็นผู้รับเหมาย่อยเพียงรายเดียวของรัฐบาลสยามในการตัดไม้ที่ป่าแม่แจ่ม เชียงใหม่ (ชุติมา จตุรวงศ์, 2550 หน้า 48-49)

กิตติชัย วัฒนานิกร (2556) เขียนไว้ในหนังสือ บรรพชนคนทำป่าไม้-จากอังกฤษและจีนสู่สยาม หน้า 25 ‘ชาวพม่าที่เป็นพ่อค้าไม้และประสบผลสำเร็จท่านหนึ่งในเมืองละกอน คือ จองตะก่าอูโย จองตะก่าหมายถึงผู้มีบุญบารมีสร้างวัดมาก’ ซึ่งหมายถึงมองปันโย หรือหลวงโยนะการพิจิตรนั่นเอง ซึ่งขณะนั้นรู้จักกันอย่างแพร่หลายในนาม พญาตะก่า จากชื่อเสียงที่ท่านได้สร้างหรือบูรณะวัดและสาธารณะประโยชน์มากมายตลอดมาควบคู่กับการประกอบอาชีพคนทำป่าไม้-พ่อค้าไม้

        ผู้นำชุมชนคนในบังคับอังกฤษ-เฮดแมน(Head man)

มองปันโหย่ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเฮดแมนของคนในบังคับอังกฤษในจังหวัดเชียงใหม่ช่วงปี พ.ศ. 2440 (อายุประมาณ 52) ในช่วงกงสุลคนที่ 2 ของอังกฤษคือ W.R.D. Bekkett เข้ามาประจำที่เชียงใหม่ภายหลังการลงนามในสนธิสัญญาเชียงใหม่ฉบับที่ 2 ระหว่างรัฐบาลสยามและอังกฤษในปี 2426 ที่ทำให้อังกฤษจัดระบบชุมชนคนในบังคับอังกฤษในภาคเหนือให้มีเฮดแมนดูแล

เฮดแมน คือผู้นำชุมชนคนในบังคับอังกฤษ บันทึกของกงสุลอังกฤษได้สรุปลักษณะของเฮดแมนว่าควรเป็นคนที่เป็นที่ยอมรับและนับถือของคนส่วนใหญ่ ควรเป็นคนที่ไม่ค่อยมีศัตรูแต่ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยหรือโดดเด่นเกินไป มีหน้าที่ดูแลทั่วไป เจรจาไกล่เกลี่ยเมื่อมีปัญหาขัดแย้ง รักษาความสัมพันธ์กับผู้นำในท้องถิ่นและจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของคนในบังคับอังกฤษหลังจากถึงแก่กรรมก่อนที่จะมีการดำเนินการทางกฏหมายต่อไป แต่ถ้าเกิดปัญหาใหญ่ก็ส่งไปยังกงสุล

       หลากหลายอาชีพ

นอกเหนือจากการทำไม้ ตลอดชีวิตแล้ว ในช่วงหลังหลวงโยนะการพิจิตรยังทำการค้าด้วยโดยเป็นผู้ก่อตั้งตลาดคือ  ตลาดต้นลำไย ณ บริเวณที่เคยใช้เป็นที่พักไม้สักที่ล่องมาตามลำน้ำปิง บางทีเรียกกันว่าตลาดหลวงโยน  และก่อตั้งโรงพิมพ์ชื่อโรงพิมพ์บำรุงประเทศเจริญ หรือโรงพิมพ์อุปโยคิน

บริษัทที่ใช้ในการทำธุรกิจชื่อYonakarnpijit & Co. ตั้งขึ้นภายหลังจากที่ได้บรรดศักดิ์เป็นหลวงโยนะการพิจิตรแล้ว

     

         บ้านเฮือนหลวง /บ้านของหลวงโยนะการพิจิตร /บ้านของพระยาตะก่าปันโหย่

          

         บ้านเฮิอนหลาง-ชีวิตในบ้าน

น้อยคนนักที่จะทราบว่า บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้หลังใหญ่อายุมากกว่า 150 ปีที่ซ่อนตัวอยู่ในโรงแรมเพชรงาม ถนนเจริญประเทศ เชียงใหม่ ในอดีตเคยเป็นบ้านของหม่องปันโย หรือหลวงโยนะการพิจิตรพ่อค้าไม้ชาวพม่าที่เข้ามาทำไม้ในประเทศไทยและตอบแทนคุณแผ่นดินที่อาศัยโดยสร้าง ร่วมสร้าง บูรณะร่วมบูรณะ และอยู่เบื้องหลังการสร้างหรือบูรณะวัดวาอารามมากมาย  แม้ว่าหลังจากหลวงโยฯเสียชีวิตและบ้านหลังนี้ถูกเปลี่ยนมือไปหลายทอด แต่บ้านหลังนี้ก็ยังคงความสำคัญอยู่เสมอ เพราะทำให้สามารถหาร่องรอยในอดีตให้ใช้ติดตามเรื่องราวของหลวงโยฯได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของหลวงโยฯอีกหลายอย่างที่นักวิชาการไม่ทราบ มีนักโบราณคดีหลายท่านจะเชื่อว่างานประติมากรรมประดับศาสนสถานในล้านนา เช่นสิงห์ นรสิงห์ หรือนาคประดับราวบันไดที่เป็นศิลปะพม่าเข้ามาล้านนาอย่างสำคัญในสมัยที่หลวงโยนะการพิจิตรได้ทำการบูรณะวัดวาอารามหลายแห่งโดยใช้ช่างชาวพม่า แต่ท่านเหล่านั้นมิได้ทราบว่าหลวงโยฯได้สร้างหรือบูรณะวัดแบบ

พื้นเมืองด้วย

นอกจากนั้นก่อนที่จะได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงโยนะการพิจิตร ท่านมีสมญานามว่า พระยาตะก่า ปันโหย่ นั่นคือ หลวงโยฯและพระยาตะก่า พ่อค้าไม้ชาวพม่าเป็นคนเดียวกัน

เนื่องจาก ชื่อเดิมของหลวงโยฯคือปันโหย่ ในภาษาพม่า แปลว่าดอกไม้ ท่านจึงใช้สัญลักษณ์แทนตัวเองเป็นรูปดอกไม้

ท่านเกิดปีมะเส็ง ท่านจึงใช้งูเล็ก จึงพบว่ามีดอกไม้และงูประดับประดาไว้ในสิ่งก่อสร้างที่ท่านไปมีส่วนร่วมสร้างหรือบูรณะ สัญลักษณ์รูปดอกไม้ดังกล่าวทำให้สามารถตามรอยหลวงโยฯได้แม้ว่าในปัจจุบันบางวัดลืมเลือนเรื่องราวครั้งที่หลวงโยฯเคยไปสร้างหรือบูรณะวัดไปแล้วโดยดอกสัญลักษณ์ดังกล่าวยังคงปรากฏอยู่ที่บ้านหลวงโยฯ(ในโรงแรมเพชรงาม)ที่ หน้าจั่วของห้องที่เคยเป็นห้องพระของหลวงโยฯ

        

บ้านที่หลวงโยนการพิจิตรสร้างขึ้นเป็นที่พักอาศัยพร้อมทั้งครอบครัวจะมีสัญลักษณ์ดอกไม้ประดับอยู่ที่หน้าจั่วเหนือห้องพระของบ้าน

บน  แผนที่เมืองเชียงใหม่สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์มีวัดอุปคตไทยเรียกว่าอุปคุตนอก

วัดอุปคุตพม่าเรียกว่าอุปคุตใน และยังแสดงที่ตั้งของบ้านหลังแรกของหลวงโยฯ(PanYo)

ล่าง  บ้านเฮือนหลวง /บ้านของหลวงโยนะการพิจิตร /บ้านของพระยาตะก่าปันโหย่

(อนุเคราะห์ภาพโดย ร.ศ.จิรีจันทร์ ประทีปเสนและ อ.เสรินทร์ จิรคุปต์)

บ้านเฮือนหลวงเป็นชื่อที่ลูกหลานใช้เรียกบ้านของหลวงโยนะการพิจิตร ปัจจุบันคือบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ในโรงแรมเพชรงาม ถนนเจริญประเทศ จากหนังสือหน้าจั่ว ฉบับที่ ๕ เดือนกันยายน ๒๕๕๐ บทความเรื่อง ว่าที่วัดพม่าในจังหวัดเชียงใหม่และลำปาง โดย ผ.ศ.ดร.โชติมา จตุรวงค์ บรรยายความคล้ายคลึงของบ้านหลวงโยฯกับวิหารที่อยู่ของพระสงฆ์วัดอุปคุตพม่าและเรือนของนายปัญโญ(ปันโหย่)ว่า มีลักษณะคล้ายกันมากและสร้างโดยช่างกลุ่มเดียวกัน กล่าวคือเป็นอาคารสูงสองชั้นครึ่งตึกครึ่งไม้ ผนังชั้นล่างก่อด้วยอิฐทำเป็นรูปอาร์คโค้ง ชั้นบนสร้างด้วยไม้มีระเบียงล้อมรอบสามด้าน ระเบียงและลวดลายประดับชายคามีลักษณะแบบลวดลายของเรือนขนมปังขิงและมีความคล้ายกันมาก นอกจากนั้นหลังคาของอาคารทั้งสองยังเป็นทรงปั้นหยามีดอมเมอร์และมีมุขบันได แต่เรือนมีสถานะต่ำกว่าวิหารมีการซ้อนชั้นของหลังคาวิหาร และมุขบันไดของวิหารทำหลังคาเป็นรูปปราสาทก่อด้วยอิฐ

ภาพเปรียบเทียบความคล้ายคลึงของบ้านหลวงโยนะการพิจิตรกับกุฏิ

วัดอุปคุตพม่าที่หลวงโยฯสร้าง(โดย ผ.ศ. ดร.โชติมา จตุรวงค์)

   

        เกร็ดชีวิตภายในบ้านเฮือนหลวง

นางประภาศรี(เตชะเสน)อุปะโยคิน ธิดาคนสุดท้องของหลวงโยฯ  มารดาของผู้เขียน(นางศรีสุดา) เล่าว่า บ้านหลังนี้ ชั้นบนมีสามห้อง หลวงโยฯจะนอนที่ห้องทางด้านทิศเหนือ เด็กผู้หญิงจะนอนรวมกันในห้องชั้นบน ส่วนชั้นล่างของบ้านเฮือนหลวงจะแบ่งเป็นห้องเล็กๆหลายห้อง เช่น ห้องรับแขก ห้องคนใช้ชายหญิง ห้องเก็บกระดาษ(ของโรงพิมพ์บำรุงประเทศเจริญ หรือโรงพิมพ์อุปะโยคิน) ห้องนางนาง ห้องให้นางหน้อยคลอดลูก

บริเวณบ้านมีเนื้อที่ประมาณ ๖ ไร่ ด้านหน้าติดถนนด้านหลังติดน้ำแม่ปิง เนื่องจากบริเวณบ้านกว้างขวางมีประมาณหกไร่ เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารจึงใช้วิธีตีระฆังเรียก รูปแบบตัวบ้านเฮือนหลวงแตกต่างจากปัจจุบันเล็กน้อย คือที่หน้ามุขจะมีบันไดขึ้นลงทั้งสองด้าน เพราะในสมัยนั้นมีค่านิยมว่าหญิงจะขึ้นทางหนึ่ง ชายขึ้นอีกทางหนึ่ง และจากระเบียงทางด้านทิศใต้ เคยมีบันไดที่มีหลังคาคลุมโดยตลอด บันไดนี้จะแล่นตรงสูงเท่าตัวบ้านชั้นสอง ตรงปลายจะมีบันไดหักลงไปสู่เรือนแถวไม้ชั้นเดียวซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของตัวบ้าน แม่จำไม่ได้แน่ว่าที่เรือนแถวไม้นี้มีห้องทั้งหมดกี่ห้องอาจจะประมาณสิบห้อง เรือนแถวนี้แต่ละห้องมีหน้ากว้างเกือบแปดเมตร ใช้เป็นที่พำนักของบุตรหลานที่เป็นชายและบริวารของหลวงโยฯ คุณอนันต์ ฤทธิเดช ผู้สนใจผลงานของหลวงโยฯตั้งแต่ยังเด็กเล่าเพิ่มเติมว่าด้านข้างของเรือนแถวไม้เป็นปูนลักษณะคล้ายกับศาลารายวัดเกตการามที่ปัจจุบันใช้จัดแสดงรูปของพิพิธภัณฑ์วัดเกตการาม คุณอนันต์เล่าด้วยว่าบ้านหลังนี้มีกำแพงเหมือนกำแพงวัดอุปคุตพม่ากำแพงทาสีเหลืองนวล แต่เนื่องจากเป็นที่พักอาศัยจึงมีรั้วด้านบนเป็นเหล็กหล่อรูปหอก แต่รั้วของวัดอุปคุตพม่าเป็นปูนทั้งหมด

นางประภาศรีเล่าว่าแม้บริเวณบ้านจะกว้างขวางแต่ปลูกต้นไม้ไม่กี่ต้น ตรงบริเวณหน้าบ้านจะมีต้นพิกุล(ทางภาคเหนือเรียกว่า ต้นแก้ว) หนึ่งต้นอาจจะเป็นที่ระลึกถึงนางบัวแก้ว ภรรยาคนที่๑ ของหลวงโยฯ ติดรั้วด้านหน้าจะมีต้นมะพร้าวที่สูงลิบลิ่วอยู่ ๑ ต้น เคยมีคนงานชาวขมุปีนขึ้นไปเก็บลูกมะพร้าวแล้วพลัดตกลงมาขาเสียบกับเหล็กที่เป็นรั้วด้านบน ต้นไม้อีกต้นริมรั้วคือต้นกาสะลองหรือต้นปีบ มีไว้เพื่อใช้ดอกมวนบุหรี่

นางประภาศรี อุปะโยคินมารดาของผู้เขียน(นางศร๊สุดา) เล่าว่า เนื่องจากที่เฮือนหลวงมีคนอาศัยอยู่มาก ในขณะที่ครอบครัวอื่นใช้เงินจ่ายตลาดเพียงสองสามสตางค์ต่อวัน ที่บ้านเฮือนหลวงจะต้องจ่ายวันละเป็นแถบ (หนึ่งแถบเท่ากับแปดสิบสตางค์) แม่เล่าด้วยว่าที่บ้านนั้นใจบุญมาก จะไม่มีการซื้อปลาเป็นๆมาฆ่าเพื่อปรุงอาหาร แต่จะซื้อแต่ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น

แม้ครอบครัวจะมีฐานะร่ำรวย มีพ่อครัวชื่อพ่อจันเป็นหัวหน้ากุ๊ก แต่ก็รับประทานอาหารธรรมดา โดยหลวงโยฯ จะรับประทานอาหารเพียงมื้อเดียว และรับประทานข้าวสวย(มิได้รับประทานข้าวเหนียว) แม่จำได้ว่าเมื่อแม่ยังเล็ก เมื่อแม่ร้องไห้โยเย หลวงโยฯจะจ้างแม่ให้หยุดร้องไห้ โดยให้เงินหนึ่งแถบเป็นค่าจ้าง เมื่อถามแม่ว่าแล้วแม่เอาเงินไปไหน แม่บอกว่าเอาให้แม่มูลที่เป็นพี่เลี้ยง

แม่เล่าว่าครั้งหนึ่งน้ำนอง(น้ำท่วม) แม่ตามควาญช้างซึ่งจะอาศัยเวลาที่น้ำแม่ปิงขึ้นสูงไปคัดไม้ที่ล่องมาตามน้ำ แม่ติดตามควาญช้างลงไปงัดไม้ซุงด้วย แม่ว่าสนุกดีแต่ผู้ใหญ่ตกใจกันมาก

ส่วนนายทองอยู่ อุปะโยคินซึ่งอายุมากกว่านางประภาศรีเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงพระเมตตาหลวงโยฯ ทุกครั้งที่หลวงโยฯลงไปติดต่อธุรกิจที่กรุงเทพฯหลวงโยฯสามารถเข้าเฝ้าพระองค์ท่านได้ นายทองอยู่เล่าด้วยว่า แม้จะเป็นสมัยโบราณ การเดินทางยังเดินทางด้วยทางน้ำ แต่ที่บ้านเฮือนหลวงก็มีน้ำแข็งกิน โดยน้ำแข็ง นั้นส่งมาจากสิงคโปร์ เรื่องการกินน้ำแข็งจากสิงคโปร์นี้เป็นเรื่องจริงเพราะคุณจรินทร์(คุณแจ๊ค)เบนผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์วัดเกตการามยืนยันว่า ท่านก็กินน้ำแข็งจากสิงคโปร์เหมือนกัน (บิดาคุณแจ๊คเป็นเจ้าของบริษัทบอร์เนียว)

         เหตุการณ์สำคัญ- รับเสด็จร.๗ ที่บ้านเฮือนหลวง

      ภาพรับเสด็จร.๗ที่บ้านเฮือนหลวง

มีเหตุการณ์สำคัญที่บ้านเฮือนหลวงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๖๙ ครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๗ และพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระราชินีเสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์เยี่ยมหลวงโยฯในวัยชราถึงบ้านเพื่อขอบพระทัยที่หลวงโยฯมีส่วนช่วยในการรับเสด็จ ผู้ใหญ่เล่าว่ามีพิธีรับเสด็จอย่างใหญ่โตโดยรับเสด็จที่มุขหน้าบ้าน มีการตั้งโต๊ะหมู่บูชาประดับด้วยงาช้างเป็นคู่ๆตั้งแต่เชิงสะพานนวรัฐจนถึงบ้าน บันไดขึ้นบ้านถูกประดับด้วย สลุงเงิน(ขันเงิน)ใบโตๆใส่ดอกไม้เป็นคู่ๆ

.

       ความเปลี่ยนแปลง

เมื่อหลวงโยฯถึงแก่กรรม บ้านหลังนี้เปลี่ยนมือไป คนจีนเจ้าของคนต่อมานำบ้านเฮือนหลวงที่งดงามไปทำเป็นโรงย้อมผ้า ชาวจีนรุ่นเก่าจึงรู้จักบ้านหลังนี้โดยเรียกว่า โรงย้อม(ผ้า) ส่วนเรือนแถวไม้ด้านทิศใต้ของบ้านก็มีชาวจีนเช่าอาศัยอยู่นับสิบครอบครัว ต่อมาเจ้าของคนปัจจุบันคือเจ้าของโรงแรมเพชรงาม เห็นความงดงามของบ้าน ได้อนุรักษ์บ้านหลังนี้โดยใช้เป็นเรือนขันโตกและยังดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เมื่อบ้านเปลี่ยนมือไปเป็นของเจ้าของโรงแรมเพชรงาม ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบ้านเล็กน้อยโดยย้ายบันไดจากชั้นสองไปสู่ห้องแถวไปประดับหลังตึกที่ ทางโรงแรมสร้างเพิ่มเติมทางด้านหน้า นอกจากนั้นยังได้รื้อเรือนแถวไม้ออกทั้งหมด เพื่อใช้ที่ดินเป็นที่จอดรถ

ลูกหลานหลวงโยฯ รู้สึกขอบคุณเจ้าของคนปัจจุบันที่อนุรักษ์บ้านเป็นอย่างดี  บ้านหลังนี้คงจะพบกับความเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในอนาคตเนื่องจากทราบว่านายทุนจากกรุงเทพ ฯได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บนที่ดินผืนนี้ในปัจจุบัน

ประมวลภาพของบ้านหลวงโยนะการพิจิตร เป็นภาพในปัจจุบันจากโรงแรมเพชรงาม เชียงใหม่

มุขหน้าบ้านหลวงโยฯที่เคยใช้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๗

                                  ลายที่หน้าจั่วบ้านหลวงโยฯ

                          ลวดลายประดับบ้านหลวงโยฯ

                               ลวดลายประดับบ้านหลวงโยฯ

                         บ้านหลวงโยฯถ่ายภาพจากทางทิศใต้

บ้านหลวงโยฯถ่ายภาพจากด้านหลัง ที่บริเวณหน้าจั่วเหนือห้องพระยังมีตราสัญลักษณ์หลวงโยฯ

      ซูมดอกสัญลักษณ์สำคัญของหลวงโยฯใช้แทนชื่อปันโหย่

ที่ด้านหลังของบ้าน ที่หน้าจั่วของห้องที่เคยเป็นห้องพระหลวงโยฯ จะพบตราสัญลักษณ์รูปดอกไม้หลายกลีบอยู่ในรัศมีของพระพุทธศาสนา และมีตัวอักษรว่า เมืองละกอน นครเชียงใหม่และเชียงใหม่ ที่ร.ศ.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียวกรุณาอธิบายความหมายให้ว่า หลวงโยฯได้ไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาที่ลำปางและเชียงใหม่ ปัจจุบันท่านอยู่ที่เชียงใหม่ น่าเสียดายที่สัญลักษณ์ที่ท่านทำไว้ที่บ้านหลังนี้มีทั้งหมดสี่จุด ปัจจุบันคงเหลือเพียงหนึ่งจุด อีกสามแห่งหลุดหายไปเหลือแต่แป้นรอง

                 หลังคาบ้านมีหลายจั่วแต่ดอกสัญลักษณ์หายไปเหลือแต่แป้นรอง

    ลายที่หอไตรวัดเสาหิน เชียงใหม่ที่หลวงโยฯสร้าง 

ใช้ไม้แกะสลักลวดลายใบดอกเอื้อง ลายเดียวกับระเบียงบ้านหลวงโยฯ

เป็นวัดเดียวที่หลวงโยฯใช้ไม้แกะสลักลายนี้เพราะต้องการเน้นชื่อตัว ปันโหย่

ปันโหย่ในภาษาพม่าที่แปลว่าดอกไม้นี้ความหมายที่แท้จริงคือดอกเอื้อง(ดอกกล้วยไม้)แต่การนำดอกเอื้องมาใช้ในสิ่งก่อสร้างไม่สะดวกท่านจึงใช้ดอกไม้หลายกลีบ ดอกไม้สี่กลีบ ห้ากลีบ หกกลีบ แปดกลีบมาใช้แทน( ซึ่งจะได้นำมาอธิบายในภายหลัง)

                                                                           -----มีตอนต่อไป-----

เอกสารอ้าอิง

กิตติชัย วัฒนานิกร. บรรพชนคนทำป่าไม้-จากอังกฤษและจีนสู่สยาม.เชียงใหม่:จรัสธุรกิจการพิมพ์ , 2556.

โชติมา จตุรวงศ์. ว่าที่วัดพม่าในจังหวัดเชียงใหม่และลำปาง วารสารหน้าจั่ว –ว่าด้วยประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรมไทย ปีที่ 5 ฉบับที่ 5 กันยายน 2550 หน้า 48-49

เรื่องและภาพโดย นางศรีสุดา ธรรมพงษา

ผู้เขียนร่วม ผศ.ดร.กัลยา ธรรมพงษา