บันทึกชุด “สอนอย่างมือชั้นครู” ๓๔ ตอน ชุดนี้ ตีความจากหนังสือ Teaching at Its Best : A Research-Based Resource for College Instructors เขียนโดย Linda B. Nilson ซึ่งเป็นฉบับพิมพ์ปรับปรุงครั้งที่ ๓ ผมขอเสนอให้อาจารย์ในสถาบันการศึกษาไทยทุกคน หาหนังสือเล่มนี้อ่านเอง เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ เพราะหากติดตามอ่านจากบันทึกใน บล็อก ของผม ซึ่งลงสัปดาห์ละตอน จะใช้เวลากว่าครึ่งปี และการอ่านบันทึกของผมจะแตกต่างจากการอ่านฉบับแปล หรืออ่านจากต้นฉบับโดยตรง เพราะบันทึกของผมเขียนแบบตีความ ไม่ได้ครอบคลุมสาระทั้งหมดในหนังสือ

          ตอนที่ ๖ นี้ ตีความจาก Part One : Laying the Groundwork for Student Learning ซึ่งอาจารย์มหาวิทยาลัยต้องเตรียมตัวก่อนเปิดเทอม มี ๕ บท ตอนที่ ๖ ตีความจากบทที่ 5. Motivating Your Students

          สรุปได้ว่า วิธีสร้างแรงจูงใจในการเรียนของนักศึกษา ก็คือวิธีจัดการเรียนรู้ที่ดีของอาจารย์นั่นเอง

          แรงจูงใจมี ๒ ประเภท คือแรงจูงใจภายใน (intrinsic motivation) กับแรงจูงใจภายนอก (extrinsic motivation) แรงจูงใจภายในต่อการเรียนหมายถึงความรักหรือความสนใจตัววิชา หรือสาระในวิชา แรงจูงใจภายนอกต่อการเรียนหมายถึงผลประโยชน์ที่ได้จากการเรียนวิชานั้น เช่นทำให้ดูโก้เก๋ ตามสาวมาเรียน เพราะเป็นเส้นทางสู่วิชาชีพที่อนาคตสดใส

          สิ่งสำคัญเกี่ยวกับเรื่องแรงจูงใจในการศึกษาก็คือ อาจารย์มีหน้าที่หลักในการสร้างแรงจูงใจแก่นักศึกษา


ความรู้เรื่องแรงจูงใจกับการเรียนรู้

          งานวิจัยเกี่ยวกับแรงจูงใจกับผลต่อการเรียนรู้มีมากมาย และผลการวิจัยสับสนขัดแย้งกัน ทั้งประเด็นว่าแรงจูงใจภายนอกเป็นตัวขัดขวางแรงจูงใจภายในหรือไม่ และประเด็นอื่นๆ

          ที่ชัดเจนคือแรงจูงใจภายในเป็นสิ่งที่มีพลัง และอาจารย์ช่วยทำให้แรงจูงใจภายในของศิษย์สูงได้ ส่วนแรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งที่อาจารย์เข้าไปจัดการไม่ได้

          ผลการวิจัยบอกว่า อาจารย์สามารถทำให้แรงจูงใจภายในของศิษย์สูง ต่อวิชานั้นๆ ได้โดย (๑) แสดงความกระตือรือร้น หรือความหลงใหล ของอาจารย์ ต่อวิชานั้น และต่อการสอน (๒) จัดวัสดุการเรียน ที่เหมาะสม (๓) จัดระบบของรายวิชาอย่างชัดเจน (๔) มีความยากง่ายพอเหมาะ (๕) จัดการเรียนแบบ active learning (๖) มีวิธีการสอนหลากหลายวิธี (๗) อาจารย์เอาใจใส่ใกล้ชิดนักศึกษา และ (๘) ให้ตัวอย่างที่เหมาะสม น่าสนใจ ผู้เขียนบอกว่า ที่จริงแล้วปัจจัยทั้ง ๘ เป็นที่รู้กันดีว่าจะทำให้เกิดผลดีทั้งต่อการเรียนรู้ของนักศึกษา และต่อการที่นักศึกษาจะให้คะแนนการสอนของอาจารย์สูง

          อีกผลการวิจัยหนึ่งบอกว่า มีทั้งแรงจูงใจ และแรงหมดใจ ต่อการเรียน แรงจูงใจ (ตามลำดับจากอิทธิพล สูงไปต่ำ) ได้แก่ (๑) ทัศนคติ และพฤติกรรมเชิงบวกของอาจารย์ (๒) โครงสร้างรายวิชาที่เหมาะสม (๓) ความ สนใจดั้งเดิมของนักศึกษา ต่อวิชานั้น (๔) ความเหมาะสมของเนื้อหาวิชา (๕) ความเหมาะสมของการวัดผล การเรียนรู้

          แรงหมดใจต่อการเรียน ได้แก่ (๑) ท่าทีและพฤติกรรมด้านลบของอาจารย์ (๒) โครงสร้างรายวิชา ที่สับสน สองปัจจัยนี้ส่งผลรุนแรงที่สุด ปัจจัยที่ผลอ่อนลงมา ได้แก่ (๓) บรรยากาศการเรียนที่ไม่ดี (๔) เนื้อหาที่น่าเบื่อ หรือไม่เหมาะสม (๕) นักศึกษาไม่ชอบวิชานั้นอยู่ก่อนแล้ว

          ข่าวดีคือ แม้ครูอาจารย์ไม่สามารถควบคุมแรงจูงใจของนักศึกษาก่อนมาเรียนรายวิชาของตนได้ แต่เมื่อมาเรียนแล้ว อาจารย์สามารถควบคุมแรงจูงใจของนักศึกษาได้อย่างแน่นอน


ทฤษฎีว่าด้วยแรงจูงใจ

          หลักการที่สำคัญคือ อาจารย์ต้องใช้หลายทฤษฎีพร้อมๆ กัน ในการสอนของตน

  • ทฤษฎีพฤติกรรม ใช้หลักตัวกระตุ้นให้ทำหรือไม่ทำพฤติกรรม ตัวกระตุ้นให้ทำเรียกว่า reinforcement (การให้รางวัล) ตัวกระตุ้นให้ไม่ทำเรียกว่า punishment (การลงโทษ)

          ตัวกระตุ้นทั้งสองแบบ แบ่งออกเป็นชนิดบวก และชนิดลบ positive reinforcement กระตุ้นให้อยากทำอีกเพราะต้องการผลที่ได้รับ ส่วน negative reinforcement กระตุ้นให้อยากทำอีกเพราะต้องการหลีกเลี่ยงผลบางอย่าง

          ควรใช้ reinforcement มากกว่า punishment เพราะการลงโทษเมื่อทำซ้ำๆ จะดื้อ ใช้ได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ

          สิ่งที่ให้เป็นรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจต่อการเรียนตามปกติ คือ คะแนน แต่ก็รู้กันทั่วไปว่า คะแนนไม่ใช่แรงจูงใจที่ดี ในหนังสือกล่าวถึงอาจารย์ท่านหนึ่งที่ใช้เงินเป็นรางวัล แต่มีวิธีใช้ที่แยบยลมาก ซึ่งเมื่ออ่านแล้วผมตีความว่าท่านใช้เงินเป็นรูปธรรมหรือวัตถุ หลอกล่อให้ตื่นเต้น โดยที่จริงๆ แล้ว นักศึกษาได้รับ feedback หลังจากอาจารย์ทดสอบแบบ formative assessment ดังนั้นจริงๆ แล้ว อาจารย์ที่ใช้เงินสร้างแรงจูงใจนั้น ตัวแรงจูงใจจริงๆ คือ formative feedback ที่ทำให้นักศึกษาเข้าใจว่าวรรณกรรมที่ดีเป็นอย่างไร (อาจารย์ท่านนี้สอนวิชา วรรณกรรม) เรื่องการสร้างแรงจูงใจต่อการเรียนโดยใช้ formative assessment ร่วมกับ formative feedback นี้ อ่านได้จากบันทึกชุด ประเมินเพื่อมอบอำนาจ

  • ทฤษฎีเป้าหมายของการเรียน เป้าหมายของการเรียน มี ๒ แบบ คือเรียนเพื่อเกรด(performance orientation) หรือเพื่อแสดงความเป็นคนเก่ง กับเรียนเพื่อความรู้ (learning orientation) นักศึกษาที่มีเป้าหมายเรียนเพื่อให้ได้เกรดสูง เพื่อแสดงความเก่งจะเครียด ไม่กล้าเสี่ยงตอบสิ่งที่ตน ไม่แน่ใจ กลัวจะเสียศักดิ์ศรีคนเก่ง ห้องเรียนเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัยสำหรับนักศึกษากลุ่มนี้

          นักศึกษาที่เรียนเพื่อความรู้ไม่สนใจว่าคนอื่นจะมองผลการเรียนของตนอย่างไร ตั้งหน้าเรียน เพื่อการเรียนรู้ของตน ถือผิดเป็นครู กล้าเสี่ยงที่จะตอบคำถามที่ตนไม่แน่ใจ จะเป็นคนที่เรียน แบบไม่เครียด และกล้าคิดแหวกแนว

          อาจารย์ควรส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนเพื่อความรู้หรือเพื่อการเรียนรู้ โดยสร้างบรรยากาศ ห้องเรียนที่เป็นอิสระ ปลอดภัย ลดความเครียดของนักศึกษาจากการทดสอบ หรือการบ้าน และการแข่งขัน ให้รางวัลความกล้าเสี่ยง รายละเอียดอยู่ในหัวข้อ ยุทธศาสตร์สร้างแรงจูงใจ

  • ทฤษฎีคุณค่าของเป้าหมาย (Relative Value of the Goal) หมายความว่า ยิ่งนักศึกษาเห็นคุณค่าของวิชาที่เรียน ต่อชีวิตในปัจจุบันและอนาคตมากเพียงใด แรงจูงใจต่อการเรียน ก็จะยิ่งสูงขึ้นเพียงนั้น

อาจารย์จึงควรออกแบบการเรียนรู้ให้นักศึกษาได้ประจักษ์ในคุณค่าของวิชาที่เรียน เช่น คุณค่าต่อความเข้าใจชีวิต การเข้าสังคมในหมู่เพื่อน ความมั่นใจตนเอง

  • ทฤษฎีความคาดหวังต่อการบรรลุความสำเร็จ (Expectancy of Goal Achievement) อธิบายว่า อาจารย์ต้องมีวิธีดำเนินการในระหว่าง กระบวนการเรียนการสอน ให้นักศึกษาเชื่อว่าตนมีความสามารถที่จะเรียนให้ผ่านได้ หากใช้ความพยายามมุมานะ อาจารย์ต้องค่อยๆ ทำให้นักศึกษาที่หลงเชื่อว่าความสามารถเป็นสิ่งที่คงที่ ค่อยๆ เห็นหรือพิสูจน์ด้วยตนเองว่า จริงๆ แล้วทุกสิ่ง (รวมทั้งความฉลาด) ปรับปรุงได้หากมุ่งมั่นฝึกฝน นักศึกษาคนใดมีความมั่นใจว่าตนเรียนให้ผ่านได้หากมีความอดทนมานะพยายาม ก็จะมีลูกฮึด เอาชนะความยากของวิชาได้

          อาจารย์ช่วยได้ โดยออกแบบการเรียนรู้ให้เริ่มจากง่ายไปยาก ให้ความสำเร็จของการเรียนรู้ ในเบื้องต้นค่อยๆ สร้างความมั่นใจในตัวเอง นักศึกษาก็จะประจักษ์ด้วยตัวเองว่าทุกสิ่งพัฒนา หรือปรับปรุงได้


ยุทธศาสตร์สร้างแรงจูงใจในการเรียนแก่นักศึกษา

          นี่คือหัวข้อย่อยที่สำคัญที่สุดในบทนี้ สาระสั้นที่สุดคือ วิธีการสร้างแรงจูงใจที่ดี คือวิธีการสอนที่ดี นั่นเอง เพราะการสอนที่ดีช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี เป็นตัวช่วยทำให้นักศึกษาเรียนสนุก และรู้สึกว่าน่าเรียน อาจารย์ควรคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ๔ ด้าน ดังต่อไปนี้

  • ตัวอาจารย์ แสดงความกระตือรือร้นต่อสาระในวิชานั้น และต่อการสอน หมั่นเชื่อมโยงสาระ กับภาพใหญ่ของสังคม หรือของโลก เอาใจใส่นักศึกษาเป็นรายคน แสดงความห่วงใยเมื่อนักศึกษา ไม่มาเรียน หรือล้าหลังในการเรียน และแสดงความชื่นชมเมื่อนักศึกษาเข้าใจหรือเห็นคุณค่าของ สาระในวิชาอย่างแทงทะลุ และนำมาบอกแก่ชั้นเรียน หรือให้ตัวนักศึกษาเองบอกแก่ชั้นเรียน รวมทั้งการมีอารมณ์ขัน และดูแลให้ชั้นเรียนเป็นระบียบเรียบร้อย
  • รายวิชา เอาใจใส่ออกแบบโครงสร้างการเรียนรู้ที่เหมาะสมต่อนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียน แสดงความประณีตในการออกแบบ และเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนให้ข้อคิดเห็น หาทางจัด เอกสารอ่านเพิ่มเติมและกิจกรรมที่ช่วยให้นักศึกษาหลุดพ้นจากความคิดแบบ ถูก-ผิด ขาว-ดำ เกี่ยวกับสาระในวิชานั้น และหลุดพ้นจากการเรียนแบบท่องจำสาระแบบหยุดนิ่งตายตัว และหาทางให้นักศึกษาอ่านเอกสารประกอบการเรียนมาล่วงหน้า ดังระบุในหนังสือบทที่ ๒๓
  • วิธีสอน อธิบายต่อชั้นเรียนว่าทำไมจึงจัดโครงสร้างรายวิชาเช่นนี้ จะมีประโยชน์ต่อนักศึกษาอย่างไร แนะนำว่าความรู้และทักษะในวิชาใด ที่นำมาต่อยอดในวิชานี้ได้ ทำให้สาระในวิชานี้มีคุณค่าโดย เชื่อมต่อกับชีวิตจริง ยกตัวอย่างจริง เพื่อแสดงความเชื่อมโยงของวิชากับชีวิตจริง จัดวิธีสอนหรือนำเสนอหลายวิธี เพื่อสนองนักศึกษาที่มีวิธีเรียนหลายแบบ สอนแบบตั้งคำถาม (inquiry) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้นักศึกษาค้นพบความรู้เอง จัดการเรียนรู้แบบ student-active learning ให้มากที่สุด ใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือกัน หรือการเรียนรู้เป็นทีมให้มากที่สุด หาทางจัดการเรียนรู้ที่กระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของนักศึกษา ช่วยให้นักศึกษาเข้าถึงวัสดุช่วย การเรียนรู้ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ สร้างความคาดหวังสูงต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักศึกษา หากนักศึกษาคนใดส่งผลงานการบ้านคุณภาพต่ำ ให้ส่งคืน และให้ทำใหม่ เพื่อให้นักศึกษารู้จักผลงาน ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และ หาวิธีดึงดูดให้นักศึกษาทุกคนมีส่วนอภิปรายแสดงความคิดเห็น ในชั้นเรียน
  • การบ้านและการทดสอบ ส่วนนี้มีเทคนิคต่างๆ ที่สำคัญมาก จึงขอนำมาบันทึกลงรายละเอียด
  • -สร้างความมั่นใจ ให้นักศึกษาเห็นว่า ความสามารถทุกด้านเป็นเรื่องที่พัฒนาได้ ผ่านการปฏิบัติ
  • -มีวิธีให้คะแนนหลายแบบ และไม่มีวิธีให้คะแนนแบบใดผูกขาดคะแนนปลายปี
  • -ให้โอกาสนักศึกษาฝึกปฏิบัติและประเมินผลการเรียนรู้ของตนเอง ก่อนที่อาจารย์จะตัดสิน ให้คะแนน
  • -จัดลำดับการเรียนรู้ และการประเมิน เพื่อสร้างความสำเร็จในการเรียนรู้
  • -ให้มีการทดสอบภาคปฏิบัติ
  • -เขียนบอกรายละเอียดของ Learning Outcome และทดสอบตามนั้น
  • -ออกแบบการทดสอบ เพื่อตรวจสอบความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ ตัวเนื้อความรู้ ไม่ใช่ผลของการเรียนรู้ที่แท้จริง แต่เป็นเส้นทางสู่การเรียนรู้ ซึ่งก็คือความสามารถในการ ประยุกต์ใช้ความรู้ ในหลากหลายบริบท
  • -กำหนดเป้าหมายสมรรถนะ แล้วส่งเสริมให้นักศึกษากำหนดเป้าหมายของตน โดยอาจารย์ ช่วยเหลือให้นักศึกษาแต่ละคนบรรลุเกินเป้าหมายที่ตนตั้งไว้
  • -ออกแบบการบ้านที่มีความท้าทาย ไม่ง่ายเกินไป และไม่ยากเกินไป
  • -ประเมินผลการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่อาจารย์ตั้งไว้ และคอยเตือนสตินักศึกษาว่า นี่คือเป้าหมาย การสอนของอาจารย์
  • -ให้โอกาสนักศึกษา แสดงระดับผลการเรียนรู้ของตนเอง โดยให้ทำชิ้นงาน
  • -ให้นักศึกษาได้ฝึกใช้ความรู้ในรายวิชาในการทำงานจริง ที่นักศึกษาจะไปพบในการปฏิบัติวิชาชีพ หรือในการดำรงชีวิตในฐานะพลเมืองดี
  • -ให้โอกาสนักศึกษาได้ทบทวนไตร่ตรอง (reflection / AAR) ผลการเรียนรู้ของตนเอง โดยอาจารย์ทำหน้าที่เป็น facilitator ซึ่งหมายความว่า อาจารย์ต้องมีทักษะในกระบวนการนี้
  • -ก่อนมอบหมายชิ้นงาน ให้นักศึกษาได้รับรู้และทำความเข้าใจตารางประเมินคุณภาพชิ้นงาน เพื่อให้เข้าใจว่าผลงานที่มีคุณภาพสูงเป็นอย่างไร
  • -ออกแบบการประเมินและการให้คะแนน เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าในการเรียน
  • -ให้ feedback แก่นักศึกษาเป็นรายคน ตั้งแต่ตอนต้นๆ ของภาคการศึกษา เพื่อให้นักศึกษา มีโอกาสปรับตัว และมี feedback ต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ
  • -เน้นผลด้านบวกของการให้คะแนน ให้คำชม และคำแนะนำให้ปรับปรุง และระบุว่าได้มีการ ปรับปรุงหรือพัฒนาการจากคราวที่แล้วอย่างไร ระมัดระวังการตำหนิ หากจะตำหนิให้ตำหนิผลงาน ไม่ใช่ตำหนิตัวบุคคล
  • -ให้โอกาสนักศึกษาประเมินผลงานของตนเอง หรือประเมินซึ่งกันและกัน โดยอาจารย์ฝึกเกณฑ์และวิธีประเมินที่แม่นยำ
  • -ยกเพื่อนนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จ มาเป็นตัวอย่าง
  • -หาวิธีลดความเครียดจากการทดสอบ และให้เป็นการทดสอบเพื่อช่วยการเรียนรู้ให้มากที่สุด เช่นทดสอบตั้งแต่ต้นเทอม และบ่อย และเมื่อได้แสดงว่าได้เรียนรู้เพิ่มเติมส่วนใด ก็เปิดโอกาส ให้ไปแก้ผลการทดสอบเดิมที่ผิดได้
  • -ตัดเกรดแบบอิงเกณฑ์ ไม่ใช่แบบอิงกลุ่ม (รายละเอียดอยู่ในหนังสือบทที่ ๓๑)
  • -ใช้ระบบ contract grading ซึ่งหมายถึง ให้เกรดตามคุณภาพของผลงาน โดยมีข้อกำหนดเกณฑ์ คุณภาพไว้ล่วงหน้า หากต้องการเกรดสูงกว่าผลงานที่เสนอ ก็ต้องเสนอผลงานใหม่ ที่คุณภาพสูงกว่า ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
  • -ให้แต้มเพิ่ม แก่นักศึกษาที่ขยันหมั่นเพียร


ความเป็นธรรมในห้องเรียน (Equity in the Classroom)

          ความรู้สึกของตัวนักศึกษา ว่าอาจารย์รักลูกศิษย์เท่าๆ กัน ไม่มีความลำเอียง เป็นตัวกระตุ้นแรงจูงใจ ของนักศึกษา

           ความลำเอียง หรืออคติของอาจารย์นี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นแบบไม่ตั้งใจ และบางเรื่องเป็นจารีตในสังคม หรืออยู่ในจิตใต้สำนึก อาจารย์ต้องทำความเข้าใจและระมัดระวัง โดยมีหลักการว่า ต้องสร้างบรรยากาศ ให้มีการแสดงข้อคิดเห็นที่แตกต่างได้อย่างเปิดเผยสบายใจ ด้วยท่าทีที่เคารพข้อคิดเห็นที่แตกต่าง ให้ความสนใจแก่นักศึกษา ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน และเมื่อนักศึกษาคนหนึ่งตอบคำถามแล้ว เว้นช่วง ๑๐ - ๑๕ วินาที ให้นักศึกษา มีเวลาคิด ก่อนจะชี้ให้นักศึกษาคนต่อไปตอบหรือให้ข้อคิดเห็น วิธีการง่ายๆ นี้จะช่วยให้การมีส่วนร่วมของนักศึกษาดีขึ้นมาก

          ชมคำตอบที่มีคุณภาพเท่าๆ กัน อย่างเท่าเทียมกัน แสดงท่าทีที่เคารพความเท่าเทียมกันเวลายกตัวอย่าง เช่นเมื่อยกตัวอย่างสตรี ควรบอกอาชีพนักวิทยาศาสตร์ นักบัญชี ศัลยแพทย์ มากกว่าอาชีพเลขานุการ พยาบาล หรือครู ในเนื้อวิชา ให้ยกตัวอย่างที่มีคนในทั้งสองเพศ และหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรม ใช้ภาษาที่ไม่เจาะจงเพศ ใช้ยุทธศาสตร์การเรียนรู้ที่เหมาะต่อไสตล์การเรียนรู้หลายแบบ ระมัดระวัง reversed discrimination เช่นเอื้อต่อคนพิการมากเกินไปจนคนไม่พิการสูญเสียโอกาส ถามนักศึกษาที่เป็นคนพิการตรงๆ ว่าอาจารย์จะช่วยเอื้ออะไรเพิ่มได้อีก เอาใจใส่ไต่ถามความยากลำบากของนักศึกษา เช่นบางคนหูไม่ดี ฟังไม่ได้ยิน บางคนไม่สันทัดภาษา ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วหาทางช่วยเหลือปัดเป่า

ในที่นี้ equity หมายถึง inclusion ให้นักศึกษาทุกคนได้ร่วมขบวนการเรียนรู้ไปด้วยกันในบรรยากาศที่ ทุกคนสบายใจ ว่ามีความเท่าเทียมกันในห้องเรียน

วิจารณ์ พานิช

๒ ส.ค. ๕๗