การเรียนรู้ของเรา อยู่ที่การเรียนรู้จากคนอื่น โดยเราเรียนรู้จากคนอื่นมาตั้งแต่กำเนิด กล่าวคือ จากพ่อแม่ เด็กจะเรียนรู้จากภาษา ท่าทาง อารมณ์ การสัมผัส การแสดงออก ฯ ต่อกันในแต่ละวัน เพื่อตอบสนองกันด้วย จนทำให้พ่อแม่ รู้และเข้าใจภาษา อารมณ์ของลูกตน จนกลายเป็นอุปนิสัย และนิสัยในที่สุด ดังนั้น เป็นไปได้สูงที่พ่อแม่มักจะเข้าใจลูกดีกว่าคนอื่น

                      แต่มนุษย์เป็นสัตว์ที่ได้รับการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาจากสิ่งแวดล้อม คนอื่น สังคม วัฒนธรรม สิ่งใหม่ๆ ดังนั้น เมื่อเด็กเติบโตขึ้น การสะสมข้อมูลต่างๆ จากสภาพแวดล้อมดังกล่าวนั้น มีความซับซ้อนขึ้น มีกลไกที่ละเอียดขึ้น จนอาจกลายเป็นมายารมณ์ได้ ด้วยเหตุนี้ พ่อแม่มักจะไม่เข้าใจลูกเมื่อลูกโตเป็นหนุ่ม เป็นสาวขึ้น อารมณ์ ภาษา นิสัย ความคิดจะเปลี่ยนไปจากสมัยเด็ก เพราะสภาพแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นทั้งนอกและในของเขาเอง

                      ด้วยเหตุนี้ ถ้าใครเรียนรู้หลักจิตวิทยาคนอื่นได้ดี ย่อมจะสร้างแรงจูงใจหรือแรงกระชับความสนใจได้มากกว่า เนื่องจากว่า ทุกคนอยากให้คนอื่นรู้และเข้าใจตนเองทั้งนั้น และเพราะเหตุนี้เองที่นักโฆษณา พ่อค้า พานิช ที่ผลิตสิ่งใหม่ๆ ออกมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ไม่หยุดหย่อน เพราะเขาเข้าใจความต้องการของผู้คนที่อยากไม่เคยหยุดนี้เอง 

                       การรู้ลักษณะดังกล่าว ถือว่ารู้คนอื่นในทางเอาประโยชน์ตนแลกความเข้าใจคนอื่น ในสังคมก็เป็นเช่นนี้ ใครรู้ใครดีกว่า แล้วตอบสนองสินค้าหรือสิ่งที่ผู้คนต้องการได้อย่างเต็มที่ ย่อมได้ประโยชน์มหาศาล เช่น สื่อโฆษณา สินค้าจำเป็น ขายบ้านที่คนเมืองต้องการ อาหารที่อร่อยๆ โทรศัพท์ที่หนุ่มสาวต้องการ ดอกเบี้ยที่ผู้คนทั่วไปสนใจ ชิงโชค ของฟรี ของแถม ลดแลก ฯลฯ นี่คือ กลยุทธ์ง่ายๆ ของการตลาด

                     การรู้คนอื่นที่ดีในทางสร้างสรรค์คือ รู้อารมณ์ ความรู้สึกเห็นใจ มีความรู้สึกร่วม การคล้อยตาม การลู่ตาม การบรรเทาความทุกข์ การแก้ปัญหาความรู้สึกอึดอัด เครียด แล้วเข้าช้อนช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลายหรือรับรู้ความรู้สึกกับเขาได้ ย่อมได้ชื่อว่าเข้าใจคนอื่นหรือเห็นใจคนนั้นได้ดี กระนั้นก็ตาม การทำเช่นนี้ มิได้แปลว่า เราจะเสียศูนย์เองหรือเป็นทุกข์ เราเองก็ต้องรู้ขอบเขตความรู้สึกตนเองด้วย

                       โลกแห่งความรู้สึก นึกคิด อารมณ์ ภาษา จินตนการของมนุษย์ไร้ขอบเขต ดังนั้น อย่างหวัง อย่าเชื่อว่า เราจะเข้าใจใครได้ดีกว่าเขาเอง แม้แต่เราเอง เรายังพร่องได้ เราจึงควรสังวรในการเข้าไปบอกว่า ผม/ฉันเข้าใจคุณ พูดง่าย แต่ใช่ว่าเขาจะเข้าใจจริงๆ แล้วมีเรื่องหรือวิสัยที่เราพอจะเข้าใจได้หรือไม่ พอมีบ้าง แต่มิใช่เป็นมาตรฐานเช่น-

                       ๑)  "รูปร่าง หน้าตา" เป็นภาพแรกที่ปรากฎต่อหน้าผู้คน ถ้าใครใส่ใจรายละเอียดของผู้คนที่ลุ่มลึกและชัดตื้น ชัดลึก ย่อมจะพบภาพจริงและภาพมายาของคนที่เราเห็น แล้วเราสามารถบอกเจ้าตัวได้ว่า คุณดูดี (พูดชื่นชม) ในทางตรงกันข้ามคนที่หน้าตาไม่ดีละ เราจะบอกว่า ไม่สวย ไม่หล่อตามสายตามที่เห็นหรือไม่ คำตอบคือ อยู่กับสถานภาพ และสภานการณ์ ที่เราเกี่ยวข้อง ถ้าต้องการพูดตรงท่านคงคิดดีแล้วว่า ผลจะเป็นอย่างไร ถ้าพูดทางอ้อม ท่านก็ย่อมรู้ดีว่า ผลคือ อะไร นี่คือ การชั่งคิด ชั่งวางแผนคำพูดและการเข้าใจคนอื่นให้เป็นครับ

                        ๒) "ความคิด มุมมอง" เป็นประเด็นหนึ่งที่ไม่มีหน้าตา แต่ถ้าพูดหรือแสดงออกมาจะกลายเป็นภาพพจน์ของคนนั้นได้ การคิดที่สุขุม รอบคอบ ลุ่มลึก ประณีต ละเอียด ย่อมบอกถึงลักษณะเป็นคนที่มีประสบการณ์ มีหลักยึด ไม่เปะปะ หรือเหวี่ยงไปมา สะท้อนให้เห็นความเป็นคนมีวิสัยทัศน์ มีความคิด ที่หนักแน่นในตัวเอง อย่างไรก็ตาม หน้าตาไม่อาจบอกได้ว่า คนไหนฉลาด ไม่ฉลาด นอกจากว่า จะสื่อออกมาเป็นภาษาและพฤติกรรมเท่านั้น

                        ๓) "ภาษา อารมณ์" เป็นสื่อที่สะท้อนออกมาจากข้างใน หรืออาจมาจากแรงกระตุ้นจากข้างนอก ซึ่งต้องดูที่เนื้อหาและเจตจำนง อย่างน้อยภาษาคือ สื่อกลางที่จะสะท้อนว่า เรารู้สึก นึกคิดอย่างไร ส่วนอารมณ์นั้น เป็นเครื่องชี้เน้นให้เกิดภาพที่ชัดควบคู่ไปกับภาษาที่สื่อออกมา จึงเป็นเรื่องปกติที่คนเรามักพูดเสียงดังหรือเสียงขั้น ลง หรือกระซิบ นั่นเพราะว่า อารมณ์ที่สอดประสานไปกับเนื้อหาสาระหรือเรื่องไม่สำคัญหรือเป็นไปแบบเหน็บแนว ประชด ฯ

                         ๔) "อากัปกิริยา" เป็นเครื่องชี้ช่วยให้ผู้คนแสดงอาการ หรือความรู้สึก หรือปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้น เพราะธรรมชาติของมนุษย์จะแสดงพฤติกรรมแบบธรรมชาติออกมาโดยไม่รู้สึกตัว หรือลืมตัว ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่า บุคคนั้นไม่สามารถยับยั้งปฏิกิริยาใดๆ นั้นได้ จึงสะท้อนออกมา ให้คนอื่นจับผิดหรือบอกนัยได้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไป คนที่ตีหน้าเนียนหรือแสดงละครได้ดีก็มีถมไป

                           ๕) "สิ่งแวดล้อม" สิ่งแวดล้อม หมายถึง ที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ส่วนตัว ครอบครัว สิ่งที่ชอบ สิ่งที่สะสม คนใกล้ชิด ท้องถิ่น อาหาร ฯลฯ เหล่านี้คือ ปัจจัยที่จะบอกบุคคลิกของคนนั้นๆ ได้ โดยทั่วไป หากบุคคลใดชอบสิ่งใด ก็มักจะมีสิ่งนั้น หรือแส่ไปหาสิ่งนั้นเป็นประจำจนเคยตัว เช่น คนชอบเที่ยวกลางคืนก็มักจะออกเที่ยวเวลานั้น คนชอบทะเลก็มักจะไปทะเล คนชอบอ่านหนังสือก็มักจเข้าร้านหนังสือ เป็นต้น ลักษณะเหล่านี้คือ สิ่งแวดล้อม ที่จะบอกยี่ห้อของบุคคลนั้นๆได้

                          ยังมีอื่นๆอีกมากมาย ถ้าต้องการรู้ใจใครให้สังเกตให้มากและเรียนรู้สภาพแวดล้อมทั้งในและนอกให้ละเอียด จึงจะเข้าใจคนอื่นได้เชิงลึก แต่เมื่อกล่าวสรุปแล้ว พอกล่าวได้ ๒ แบบ คือ ๑) รู้ข้างใน คือ สภาพจิตใจ นิสัย อารมณ์ ความคิด ๒) รู้ข้างนอกคือ รู้สิ่งของ สิ่งที่ชอบ ที่อยู่อาศัย เพื่อน สังคมของคนนั้นได้ดี

                            อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวแล้วว่า การที่เข้าใจใครดีนั้น เป็นเรื่องยาก เพราะมนุษย์มีเลศนัย มีมายา มีกลเกม ภายในตัวมาก ยิ่งคนที่มีประสบการณ์มากย่อมมีนัยยากที่จะหยั่งถึง จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้ เรามักจะได้ยินเรื่องนั้น เรื่องนี้ ของคนนั้น คนนี้ ตามสื่อต่างๆ แต่ก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจดีว่า ทำไมจึงเป็น จึงคิด จึงตัดสินใจเช่นนั้น แม้แต่คนในบ้านเรา คนใกล้ตัว บางทีเราก็มิอาจรู้ได้ละเอียดดีพอครับ 

                         ทีนี้ เมื่อเรารู้ใจคนอื่นได้ หรือรู้จักนิสัย ใจคอคนอื่นได้ดีแล้ว เราจะแสดงออกอย่างไร และเราจะปฏิเสธตนเองอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากกว่า การรู้คนอื่นอีก เนื่องจากว่า เรามักจะเข้าข้างตนเองหรือ ลังเลที่จะเชื่อและคิดเองกับบุคคลที่เรารัก เราเคารพ เพราะคำว่า เกรงใจ กลัวทำให้เสียใจ หรือไม่พอใจกระทบใจ 

                        การที่เราจะปฏิเสธตนนั้น ขึ้นอยู่กับประเด็นของเรื่องหรือสถานการณ์นั้นๆ เช่น เมื่อเราทำผิด โดยที่ไม่มีใครเห็น เราจะยอมรับหรือไม่ หรือเราไม่รู้ แต่ทำเป็นรู้ เราไม่เก่งแต่ถูกยอว่าเก่ง เราสวยหรือไม่สวยแต่ถูกยอในทางตรงกันข้าม เราจะปฏิเสธหรือไม่ เมื่อเวลาคนอื่นทำอะไรล่วงเกินเรา แล้วคนอื่นขอโทษ ขออภัย เรามักจะตอบว่า ไม่เป็นไร แท้จริง เราปฏิเสธตนเองหรือไม่

                        เรามุ่งมั่นทำงาน มุ่งมั่นสิ่งใดสิ่งหนึ่งเต็มที่ แต่คนอื่นบอกว่า ทำเพื่อเอาหน้า หรือเพื่อเอาตำแหน่งเงินเดือนหรือประจบเจ้านาย หากคนอื่นรู้เข้า เราจะปฏิเสธหรือไม่ อาการเหล่านี้ ล้วนอยู่ในสังคมเรามากมาย ทั้งที่ทำงานและลานสังคม เราจะปฏิเสธตัวเองและคนอื่นอย่างไร คำตอบอยู่ที่ว่า เรารู้คนนั้น (อารมณ์ เจตนา ความรู้สึก) ดีแค่ไหน ถ้าไม่รู้เราอาจตอบตรงหรืออ้อมค้อมดีละ

                       

                         นี่คือ เกมภาษา อารมณ์ของมนุษย์ในสังคมคนเมือง สังคมสื่อ ที่มักจะมีมายารมณ์เป็นพนัก และเราจึงมักไม่ค่อยเห็นว่า ผู้คนไม่ค่อยใส่ใจความจริงใจต่อกัน จึงมีแค่หลอกแบบเนียนกันเองทั่วๆไป ดังนั้น เราจะรู้คนอื่น ในสังคมอย่างไร เราจะตอบสังคมหรือคนอื่นอย่างไร บางทีเราอาจถูกสัมภาษณ์ในประเด็นปัญหาใดๆ เราอาจแสดงออกตามภาษา ท่าทาง อารมณ์ ความเคยชินของเรา ในประเด็นนั้นๆ ได้ 

                          ในทางปรัชญา คำว่า "รู้เขา" คือ "รู้เรา" เพราะการรู้จักคนอื่น คือ การตอบสนองตนเอง การทำดีกับคนอื่น คือ การกระทำดีต่อตนเองนั่นเอง เพราะผลเหล่านั้น อาจตอบสนองเราคืนมา และคำว่า เราและเขา คือ การสลับหน้าที่กันในคราวแสดงบทบาทเท่านั้น เช่น ถ้าคนหนึ่งถามเรา เราก็ฟังเพื่อจับประเด็นแล้วตอบ จากนั้น เราถามเขาแล้วให้เขาตอบ ลักษณะเช่นนี้ คนอื่นจะเรียกเราว่า "คุณ" ในทางกลับกัน เวลาเราเรียกคนอื่นก็จะเรียกว่า "คุณ" หรือคำว่า "เรา" และ คำว่า "เขา" ทำนองเดียวกัน

                          ในนัยทางศาสนาเรามักจะเรียกตัวเองว่า ฉัน กู อาตมา ข้า ผม ข้าพเจ้า ฯ แต่คำเหล่านี้เป็นเพียงภาษาสมมติเท่านั้น คำเหล่านี้ เป็นการเรียกชื่อแทนตัวตนคนพูด แท้จริง ตัวเรา ตัวเขา ไม่มีเลย ถ้าจับเอาคนอื่น และเราเอาเนื้อมาสับคละกัน เราไม่อาจแยกออกได้ เช่นเดียวกัน ความจริงแท้ที่เรียกนั้น มีแต่มิใช่ของจริงที่ถาวร เพราะมีความเสื่อมตามกาล มองในอีกมุมโลก เรามักจะอ้างเราจากตัวตตน หน้าตา วัตถุ สิ่งของว่า นี่คือ ตัวกู ของกู 

                          อย่างไรก็ตาม เรามักไม่ปฏิเสธตนเองว่า เราคือ ไม่ใช่เรา แต่เราคือ เราเพียงสมมติ หรือตัวปลอมเท่านั้น เวลาเราเห็นตัวเอง เห็นหน้าตาตัวเอง รูปทรง รุปร่าง ของตนเองจากกระจกหรือจากการถ่ายภาพ แล้วก็บอกว่า นี่คือ ฉัน เราเห็นแต่เพียงภายนอกเท่านั้น หากจะให้เห็นตัวตนแท้จริง คือ ต้องเห็นกายภาพ (รูปร่าง) และรูปทรงทางนิสัยใจคอด้วย ส่วนใหญ่เราไม่ค่อยเห็นนิสัยส่วนลึกของตนเอง นอกจากคนอื่นบอกหรือนินทาหรือกล่าวทีเล่นทีจริงกับเรา

                           ดังนั้น การรู้คนอื่นดีนั้น ไม่มีอยู่จริง นอกจากเขาสนใจบางอย่าง เพื่อประโยชน์บางอย่างเท่านั้น หากจะวัดเป็น ๑๐๐ เปอร์เซนต์ เรารู้คนอื่นแค่ ๔๐ - ๕๐ เท่านั้น ส่ว ทำไมนเราจะรู้ตัวเองได้เต็มร้อยหรือไม่ ก็ไม่เช่นกัน อาจวัด้แค่ ๖๐-๘๐ เปอร์เซนต์ เพราะอะไร เหตุผลคือ ๑) สังคมยุคใหม่ทำให้เราห่างที่จะเข้าใจตัวเองสูงมาก ๒) เรามักเข้าข้างตัวเองผิดๆ ว่าเราคือ เรา ฉันคือ ฉัน (อีโกสูง) ๓) เรามีตแหน่ง มีอำนาจทางการเงิน การงาน หน้าที่ ยิ่งมองเห็นตนเองยาก ๔) เราไม่ค่อยได้ฝึกหลับตาหาตัวเอง (ข้างใน) ๕) เราชอบชื่นชมรูปร่างหน้าตาตัวเองด้วยเครื่องมือสื่อสารจนหลงตัวเองไป (เซลฟี่ ถ่ายแบบ หนัง ละคร สื่อโชเชี่ยล มีเดี่ย) 

                             ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ค่อยปฏิเสธตัวเอง หรือไม่กล้าปฏิเสธตัวเอง เพื่อหักดิบตัวเอง หรือเพื่อแสดงสัจพนจ์ของตัวเองออกมา เพราะเรามีวัฒนธรรม ที่มีทั้งมายาและมารยาท เป็นแม่แบบให้แสดงออกเช่นนั้น จนละเลยศาสนวิถี คำสอนในเชิงลึก เหมือนกำลังหลงมายาสังคมหลอกลวง จนไม่สามารถปฏิเสธสังคม ตัวตนได้แล้ว 

                             ทางที่จะรู้ตัวคือ ๑) ถอนตัวเองจากหล่มอารมณ์ทุกขณะที่เรารู้สึกต่างๆ ให้เห็นว่า เราคือ ใคร อารมณ์มาแทรกเวลาใด เราอยู่เหนืออารมณ์นั้นหรือไม่ ๒) เราจะรู้ใครได้ดีนั้น ให้ดำเนินไปตามเจตนาของคนนั้น หรือเจตนาของเรา (อยู่ที่ว่า เราอยู่ในฐานะอะไร) ให้รู้อารมณ์ตนและคนอื่นผผสมผสานกัน อาจเรียนรู้ หลอกตนเอง หรือลู่ตามอารมณ์คนนั้น (แบบรู้เหนืออารมณ์ทั้งสอง) ๓) รู้ตัวเองดีก่อน รู้คนอื่น

                             ส่วนจะปฏิเสธตนเอง คือ ๑) ถอนตัวตนจากคนอื่น (ที่ยกย่องเรา) ๒) อย่าเอาตัวกูมาแสดงออก ถ้ารู้ไม่ทันก็จะเข้าข้างตนเอง (หลอกตัวเองซะ) ๓) ปฏิเสธตามหลักศาสนาวิถีที่บอกว่า เราเป็นสมมติมนุษย์ ทำตามหน้าที่สมมติ ๔) ปล่อยจิตให้เป็นกลางๆ ไม่ยินดี ยินร้าย ๕) คิดเสมอว่า เราจะตาย แล้วตัวเราอยู่ไหน มันกลัวตายหรือไม่

ปล. บทความนี้  ท่านอาจอ่านไม่เข้าใจ ขออภัยด้วย

-----------------(๒๑/๘/๕๘)----------------