ใครๆ มักพูดว่า หัวใจของแม่ยิ่งใหญ่นัก อดทน อดกลั้นไม่อยากเป็นภาระใคร...การจากไปของแม่ แม่รู้ตัวดี – ใครๆ ก็บอกเช่นนั้น แม่ถึงตระเตรียมความพร้อมของการจากลาอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนอื่น.



วันแม่ปีที่แล้ว (๑๑-๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๖)ผมขับรถคู่ชีวิตกลับบ้านเกิดที่กาฬสินธุ์ จุดหมายปลายทางคือการกลับไป “หาแม่”...


ครับ- ผมเดินทางกลับไปหาแม่จริงๆ
ชั่วชีวิตที่ผ่านมา ผมไม่เคยกอดแม่ ไม่เคยบอกรักแม่
ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร หากแต่แสดงความรักผ่านวิธีการอื่นๆ ทดแทนเรื่อยมา



ผมเป็นลูกชายคนเล็กของแม่-
ใครๆ มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผมเป็นคนที่เหมือนแม่ที่สุด ทั้งสีผิว รูปหน้า หรือกระทั่งนิสัย...

วันแม่ปีที่แล้ว- ผมกลับบ้านตั้งใจจะทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ทั้งการได้กราบท่าน บอกรักท่านอย่างที่ใจอยากทำ ...

วันแม่ปีที่แล้ว ผมเก็บออมเงียบๆ ได้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อทองให้กับแม่ เพราะรู้ว่าสองปีให้หลัง สร้อยข้อมือ แหวนและสร้อยคอของแม่หายเกลี้ยงไปกับภาระอันมากมายก่ายกอง...

ผมซื้อทองไปให้แม่...
ผมเลือกไม่เป็น แต่เอาใจนำพาศรัทธานำทางเข้ามาล้วนๆ ...




ครับ, แม่และพ่อยังคงปักหลักใช้ชีวิตที่ทุ่งนา
กระท่อมบุกเบิกยังคงเป็นบ้านอีกหลังที่แม่ยึดเป็นฐานที่มั่นของการพิงพัก
ขณะที่บ้านอีกหลังที่ผมปลูกสร้างขึ้น พ่อขันอาสาไปนอนเฝ้า เพราะแม่ไม่แข็งแรงที่จะเดินขึ้นไปยังชานเรือนหลังนั้น และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือแม่สุขใจกับกระท่อมหลังนี้เป็นที่สุด...เพราะมันพัฒนาตนเองมาจาก “เพิงพัก” นั่นเอง




ก่อนไปหาแม่-ผมแวะทักพี่สาวและหลานเหลน พร้อมๆ กับชวนกันไปไหว้แม่ด้วยกัน

เราไปถึงบ้านท้ายทุ่งในชั่วไม่กี่นาที...
สารภาพว่าตื่นเต้นเป็นที่สุด เขินๆ อายๆ กับการที่จะกราบแม่ กอดแม่ และให้ของขวัญกับแม่...

ครับ, ผมขอให้พ่อเป็นคนสวมสร้อยข้อมือให้กับแม่ พร้อมๆ กับอวยพรให้กับแม่ ซึ่งพ่อทำหน้าที่นั้นได้อย่างวิเศษสุด ขณะที่พ่อกำลังเอ่ยเอื้อยคำพรให้กับแม่ ผมเห็นได้ชัดว่าแม่เริ่มร้องไห้

ครับ, แม่ร้องไห้ แต่ไม่ได้สะอึกสะอื้น



ผมทำหน้าที่บันทึกภาพ พี่สาวและหลานเหลนก้มกราบขอพร....
ส่วนแม่ไม่ได้พูดอะไรเลย ได้แต่เช็ดน้ำตา...

ครับ, แม่เป็นกำพร้า พ่อและใครๆ ก็พูดกันเช่นนั้น
แม่ลำบากมาตั้งแต่เด็ก พลัดบ้าน พลัดถิ่น รอนแรมไปตามญาติๆ...
ครั้นแต่งงาน ก็ต้องเลี้ยงน้องของพ่ออีกตั้งเกือบสิบคน ทำทุกอย่างตั้งแต่ก้นครัว-ชานเรือน-ใต้ถุน แบกหามสรรพสิ่งอย่างไม่ปริปากบ่น หอบหิ้วน้องตัวเล็กๆ ของพ่อตระเวนเอาเกลือไปแลกข้าวไม่หยุดหย่อน ไหล่ข้างหนึ่งหาบคอนตะกร้า ส่วนสะเอวหนีบน้องของพ่ออย่างหมั่นเหมาะ บางวันติดสอยห้อยตามไปด้วยถึงสองคน

จนใครๆ นึกว่าลูกสาวของแม่...ทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่เลย (น้องของพ่อต่างหาก)

ก็ด้วยเหตุเช่นนี้แหละ น้องของพ่อทุกคน จึงไม่เคยเรียกแม่ว่า “พี่สะใภ้” หากแต่เรียกเป็นเสียงเดียวกันว่า “แม่”


วันแม่ปีที่แล้ว-ผมจำได้แม่นมั่นว่าเป็นกลางวสันตฤดู... แม่ยังคงมุ่งมั่นกับการปักดำ เลี้ยงวัว และจิปาถะอย่างไม่หยุดหย่อน พ่อเคยห้าม และห้ามยังไง แม่ก็ไม่เคยหยุด..


.

ฝน-เป็นสัญลักษณ์แห่งความชุ่มฉ่ำเสมอ
แต่พอถึงกลางลมหนาวของปลายธันวาคม แม่ก็จากไปอย่างเงียบๆ...
แม่มาตัวเปล่า แม่กำพร้า ในวันที่แม่จากไป แม่ก็ไปอย่างกำพร้า ไม่มีใครได้พบได้เห็น ได้ดูแล ได้ช่วยเหลือ

ใครๆ มักพูดว่า หัวใจของแม่ยิ่งใหญ่นัก อดทน อดกลั้นไม่อยากเป็นภาระใคร...การจากไปของแม่ แม่รู้ตัวดี – ใครๆ ก็บอกเช่นนั้น แม่ถึงตระเตรียมความพร้อมของการจากลาอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคนอื่น...

แม่นึ่งข้าวรอพ่อ..
ข้าวยังไม่ทันสุก
แม่ก็จากไป...
กลิ่นไหม้ของหม้อข้าวโชยรุกแรงจนหลานสงสัยรีบเร่งไปดู...



แม่....