แม่พ่อฝึกสื่อสารเมื่อลูกซึมเศร้า


ขอบพระคุณอ.สุภาวดี ที่ชี้นำและแนะนำหนังสือธรรมะของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมโม ในชื่อเรื่อง ลูกไม่ดี แก้ที่พ่อแม่ พ่อแม่ไม่ดี แก้ที่ลูก ซึ่งดร.ป๊อปขอนำมาบันทึกประกอบงานกิจกรรมบำบัดจิตสังคมในโรงเรียนการจัดการความสุข

ขอกราบนมัสการหลวงพ่อจรัญ ฐิติธมโมเพื่อขออาราธนาบุญอ้างอิงหนังสือ "ลูกไม่ดี แก้ที่พ่อแม่ พ่อแม่ไม่ดี แก้ที่ลูก" เพื่อประกอบการให้บริการทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคมในโรงเรียนการจัดการความสุข ณ คลินิกกิจกรรมบำบัด ศูนย์กายภาพบำบัด ม.มหิดล เชิงสะพานปิ่นเกล้า ซึ่งมีกรณีศึกษาวัยรุ่นน่าสนใจที่มีภาวะซึมเศร้าจากเหตุที่คุณพ่อกับคุณแม่ไม่สามารถสื่อสารด้วยความรักความเมตตาได้อย่างจริงใจ ส่งผลให้กรณีศึกษาวัยรุ่นไม่อยากไปโรงเรียนและไม่สามารถมีทักษะการจัดการอารมณ์ของตนเองต่อสถานการณ์ชีวิตที่อ่อนล้าทางจิตและเครียดเชิงลบได้

ดร.ป๊อปจึงขอสรุปประเด็นอ้างอิงจากหนังสือพร้อมบันทึกกรณีศึกษาพอสังเขป ดังนี้

  • ครอบครัวไม่เป็นสุข เพราะ ขาดสติ เครียดเป็นโรคประสาท แก้ไขปัญหาชีวิตไม่ได้ ควรเจริญพระกัมมัฏฐาน ลูกไม่ยอมเรียนหนังสือ จนพ่อแม่ตำหนิลูกและไม่คิดช่วยเหลือหาทางออกด้วยเหตุผล ... ลูกไม่ดีแก้ที่พ่อแม่ ... ให้ลูกสร้างแต่ความดี" ...คำสอนพระธรรมสิงหบุราจารย์หรือหลวงพ่อจรัญ ฐิติธมโม นี้น่าสนใจและประยุกต์ได้เป็นรูปธรรม ได้แก่ พ่อแม่ที่ดี ต้องทำความดีให้ลูกดูกับรักลูกให้ถูกวิธีด้วยศีล สมาธิ และปัญญา ตัวอย่าง พูดกับลูกไพเราะ ไม่ดุด่าลูก ลูกดีชั่วประการใดต้องแก้ไขให้เป็นปัจจุบัน พ่อแม่คิดทำเป็นระบบ ลูกก็จะมีความเป็นระเบียบวินัย พ่อแม่สอนลูกหลานไม่ให้เถียงพ่อแม่ พ่อแม่สอนกตัญูญูให้เห็นภาพที่ลูกควรได้รับบุญกุศล ... พ่อแม่ควรตีลูกด้วยเมตตา ไม่ใช่ตีด้วยโทสะ ตีเป็นแบบอย่าง .. สิ่งแวดล้อมในบ้านไม่ดี ลูกจึงเลว ... เพราะเด็กเขาไม่รู้ พ่อแม่เท่านั้นเป็นครูใหญ่ สำคัญมากกว่าครูนะ
  • กิจกรรมสำหรับทุกคนที่ต้องการพัฒนาตัวเองให้เป็นคนดี ได้แก่ แสวงหาความรู้ให้ได้ทั้งหมด สร้างความดีต้องละความชั่วให้ได้ ต้องพัฒนาตนเองเพื่อคลายทิฏฐิและประกอบกุศลด้วยมือ 2 เท้า 2 สมอง 1 และทำอะไรให้แจ้งถึงใจ-มีเหตุมีผล และผูกพันถึงจิตใจด้วยพระรัตนตรัย คุณบิดามารดา และครูบาอาจารย์
  • ทุกวันเกิดของเรา ต้องอย่าลืมพ่อแม่ เตรียมอามิสบูชา คือ อาหารบริโภค ผ้าผ่อน ยารักษาโรค กับปฏิบัติบูชา คือ ให้พ่อแม่บำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และเจริญกรรมฐาน

จากคำสอนข้างต้น ผมต้องอ่านหลายรอบเพื่ออธิบายเชิงประยุกต์กับศาสตร์และศิลป์ในการสร้างพลังชีวิตหรือการฟื้นคืนสุขภาวะในการเพิ่มทักษะทางจิตสังคม (Mental Health Recovery) เชื่อมโยงกับเทคนิคหนึ่งของ Neuro-Linguistic Programming (NLP) คือ Rapport Building ซึ่งถือเป็นศิลปะของการสร้างสัมพันธภาพที่ควรเริ่มต้นเป็นอันดับแรกและสำคัญอย่างยิ่ง กับสืื่อการเรียนรู้ทางกิจกรรมบำบัด คือ Client Centered Relationship and Educational Process ได้แก่ การทักทายด้วยรอยยิ้มจริงใจและใช้ภาษากายที่มีชีวิตชีวา กระตื้อรื้อล้น (Active) จับภาวะอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ของผู้รับบริการให้เข้าใจอย่างมืออาชีพ (Professional detection of emotional changes) พร้อมกับการใช้คำพูดที่สั้น กระชับ ง่าย (Keep It Short & Simple, KISS) และสะท้อนความเข้าใจภาษากายและภาษาพูดของผู้รับบริการทันทีและเหมาะสม (Feedback) ต่อระดับความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Levels) และความไว้วางใจในจิตใต้สำนึกจากการรับความรู้สึกทางการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การเคลื่อนไหว และการทรงตัว รวมทั้งการสร้างความรัก-ความเมตตา-ความเข้าใจระดับสังคม (ภายในครอบครัวและบริบท - ทัศนคติ ความเชื่อ ความเข้าใจในคุณค่าของผู้รับบริการ) ด้วยการจัดกลุ่มแบบพลวัติ (Group Dynamics of Social Skills Development) ผ่านการใช้ภาษากาย - สบตา ฟังอย่างลึกซึ้ง การใช้น้ำเสียง การใช้ท่าทาง การปรับลมหายใจ การปรับพลังงานให้ตรงกัน และการใช้คำพูดนำ/ตั้งคำถามให้ตรงประเด็นแล้วนำไปเรื่อยๆ จนหยุดทีละประเด็นให้พบคำตอบด้วยความคิดและความสบายใจของผู้รับบริการเอง (Lead Lead and Pace) 

และที่ดร.ป๊อปเรียนรู้คือ ในกรณีศึกษาวัยรุ่นที่ซึมเศร้า เราไม่สามารถใช้เทคนิคการพูดคุยด้วย NLP- SCORE MODEL กับ NLP - NEW BEHAVIORAL GENERATOR ได้ทันทีเพราะจะทำให้เกิดบรรยากาศอึดอัด ทำให้กรณีศึกษาตอบว่า "ไม่รู้ ไม่เข้าใจ และปวดหัวคิดไม่ออก" จึงต้องเพิ่มสื่อการเรียนรู้ทางกิจกรรมบำบัด คือ การสังเคราะห์และวิเคราะห์กิจกรรม พร้อมๆกับ การใช้ตัวเราเป็นต้นแบบของการบำบัด เช่น การค้นหาความชอบความสนใจของผู้รับบริการ แล้วออกแบบกิจกรรมให้ผู้รับบริการได้เรียนรู้ "ความรู้สึก ความคิด และความเข้าใจตนเองขณะทำกิจกรรม" แล้วค่อยๆพูดคุยเรื่องราวต่างๆ ในบทบาทที่ไม่ใช่ผู้บำบัด แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทเป็นเพื่อน พี่ และคนที่เข้าใจพร้อมช่วยเหลืออย่างมีเมตตาหรือ Empathy Skills (รู้ใจแต่ไม่ยึดติดหรืออินจนตั้งหลักไม่ได้) แก่ผู้รับบริการให้มากที่สุด" 

กรณีศึกษาที่ 1 น้อง อ. ได้รับการวินิจฉัยเป็นสมาธิสั้นตั้งแต่ 6 ปี และกำลังเรียนอยู่ชั้น ม. 6 แต่ไม่อยากไปโรงเรียน เพราะตื่นมาตอนเช้าแล้วรู้สึกวิตกกังวลว่า จะส่งงานไม่ทัน งานที่ครูให้นั้นยาก เรียนไม่รู้เรื่อง ครูและเพื่อนๆ ไม่เข้าใจสุขภาพจิตของน้อง และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอารมณ์สองขั้วแบบซึมเศร้า คุณหมอให้ทานยามาตั้งแต่เด็กและไม่ได้ส่งปรึกษานักกิจกรรมบำบัด เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ดูตอนเช้าไม่อยากตื่นนอน ไม่อยากลุกจา่กเตียง และไม่อยากออกจากบ้าน เพราะรู้สึก "ใจหาย" แต่เมื่อผู้ปกครองพยายามบอกให้ตั้งสติและเน้นให้มาพบดร.ป๊อป ไม่ได้ไปโรงเรียน พร้อมให้ทานยาต้านเศร้า ก็ดีขึ้นแล้วมาพบผมตอนบ่าย ผมได้สาธิตให้น้องอ.และผู้ปกครองเข้าใจวิธีการสื่อสารโดยดึงกิจกรรมที่น้อง อ. ต้องการเรียนรู้ คือ "กิจกรรมการฝึกหายใจลึกพร้อมการวัดชีพจรเพื่อสะท้อนการผ่อนคลาย การวัดชีพจรก่อนและหลังการวิ่งวนรอบห้อง การฟังความคิดนอกกรอบจากสมุดบันทึกโรงเรียนพร้อมการเพิ่มแรงบันดาลใจในความสามารถของสมองซีกขวา - จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ การฝึกทรงตัวแบบมีที่เกาะ และการตั้งใจฝึกจัดการภาวะนอนไม่หลับด้วย Dark & Light Therapy พร้อมกับกิจกรรมทางร่างกายที่ใช้ออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามผลใน 6 สัปดาห์" จากนั้นได้ทำการฝึกผู้ปกครองให้สื่อสารและช่วยเหลือน้องอ.เน้นการพูดให้กำลังใจ ไม่บังคับการตื่นนอนไปเรียน (ดร.ป๊อปออกใบรับรองทางกิจกรรมบำบัดให้ทางโรงเรียนทราบว่า อยู่ในระหว่างการจัดการภาวะนอนไม่หลับ ซึ่งอาจไม่สามารถตื่นนอนไปโรงเรียนได้ตามเวลาปกติ) พาไปผ่อนคลายในสถานที่ที่น้องอ.ชอบและไม่บังคับการออกกำลังกาย รวมใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ชม.

กรณีศึกษาที่ 2 น้อง บ. ดูมีภาวะซึมเศร้ามา 1 เดือน (ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย แต่น้องชอบวางแผนและฉลาดในการตอบแบบสอบถามในข้อที่มีภาวะซึ่มเศร้าและการวาดรูปการ์ตูนด้วยสีดำ ซึ่งต้องวิเคราะห์ให้ชัดเจนว่า ข้อมูลจะลวงให้ผู้บำบัดคิดว่า น้องมีแนวโน้นเป็นโรคซึมเศร้าได้) มีอาการนอนไม่หลับ ทรงตัวไม่ได้ ไม่อยากทานอาหาร น้ำตาไหลเพราะมีความขัดแย้งกับเพื่อนสนิท แล้วดึงมาเป็นสาเหตุต่อรองกับผู้ปกครองในการขอลาออกจากม.6 ไปเรียนอาชีวะเพื่อจะได้หนีจากเพื่อนสนิท เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ดูสีหน้าซึม เดินงอตัว ไม่ยอมพูดเมื่อตั้งคำถามต่างๆ ดร.ป๊อปจึงแยกผู้ปกครองไปอีกห้องเพื่อสอบถามความเข้าใจในปัญหาของน้อง จากนั้นผมก็หากิจกรรมต่อบล๊อกตามจินตนาการเป็นรูปตัวเราเองกับการเคลื่อนไหวร่างกายทรงตัวจากเดิมที่หน้าเศร้าตัวงอก็ปรับเป็นตัวตรง หน้ามองไปข้างหน้า ตั้งใจมีสมาธิจดจ่อกับร่างกายของเรา แล้วออกเสียงนับ 1-5 ขณะทำท่ายืนกระต่ายขาเดียว สลับข้าง แล้วเพิ่มเป็นออกเสียงนับ 1-10 ก็ดูน้องพยายามทำได้และดูสีหน้าดีใจที่ทำได้ ก็ดูน้องสนใจและค่อยๆเปิดเผยความในใจว่า "กลัวและไม่อยากไปเรียนอาชีวะ แต่ก็อยากหนีปัญหา" จากนั้นผมก็เริ่มตั้งคำถามง่ายๆ ว่า "ถ้าหนีปัญหา ไปเรียนที่ใหม่ ถ้าเจอเพือนสนิทบอกเลิกอีก ก็ต้องเปลี่ยนที่เรียนใช่ไหม" น้องก็ตอบว่า "ไม่อยากเปลี่ยนที่เรียน อยากเรียนให้จบ" ผมก็จับประเด็นแล้วก็ตั้งคำถามเพิ่มว่า "แสดงว่า น้องอยากเรียนอีก 1 ปีให้จบ ถ้าน้องทำได้ น้องจะรู้สึกดีมากๆใช่ไหม" น้องก็พยักหน้าพร้อมร้องไห้เล็กน้อยเมื่อนึกถึงภาพโรงเรียนและเหตุการณ์ที่น้องจบการศึกษา ตามด้วยผมชี้นำว่า "เอาหละ ค่อยๆหลับตา ค่อยๆ ผ่อนคลาย หายใจสบายๆ แล้วตั้งใจคิดใหม่ให้ชีวิตเราดีขึ้น เราต้องนำชีวิตของเราเอง เพื่อนไม่สามารถนำชีวิตเราได้ ... ค่อยๆใช้เวลาทบทวนแล้วกำมือยกขึ้นบอกกับตัวเราเสียงดังๆ ว่า ต้องทำได้ [น้อง บ. ใช้เวลาสัก 5 นาทีก่อนยิ้มและหัวเราะเล็กน้อยๆแบบอายๆ แล้วบอกว่า ต้องทำได้]" จากนั้นก็ให้พูดคุยสิ่งที่น้องตั้งใจจะเรียนต่อและทรงตัวให้ผู้ปกครองดูพร้อมสวมกอดเป็นของขวัญใกล้วันแม่ รวมใช้เวลาทั้งสิ้น 2 ชม.

หมายเลขบันทึก: 574195เขียนเมื่อ 10 สิงหาคม 2014 10:05 น. ()แก้ไขเมื่อ 16 สิงหาคม 2014 10:09 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (5)

ขอบคุณครับอาจารย์ ฝากกราบคุณแม่อาจารย์มากครับ ขอให้ท่านสุขภาพแข็งแรง และยิ้มหวานให้ลูกๆ หลานๆ ในบันทึกบ่อยๆ ครับ

ขอบพระคุณมากครับคุณทิมดาบและคุณ Tuknarak

อ่านแล้วรู้สึกว่า น้องป๊อบต้องให้เวลากับการผ่อนคลายตัวเองและพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ แต่ละเคส แค่อ่านก็เหนื่อยแทนอย่างยิ่งเลย รู้สึกว่าคงต้องใช้พลังมากมายในการทำความเข้าใจและพยายามช่วยเหลือ ชื่นชมมากๆที่น้องป๊อบสามารถช่วยได้ทั้งสามกรณีแล้วยังมีแรงมาเขียนถ่ายทอดเป็นบทเรียนต่อ น่าจะได้ประโยชน์ทั้งคนที่อาจจะกำลังมีปัญหาและสำหรับนักกิจกรรมบำบัดท่านอื่นๆเพื่อเป็นกรณีศึกษาด้วยนะคะ ยอดเยี่ยมจริงๆ

ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็กเลยนะครับ

โรงเรียนก็มีส่วนในการสนับสนุน

ขอบคุณสำหรับเรื่องดีๆครับ

ขอบพระคุณมากครับพี่โอ๋ พี่ขจิต และอ.ภูสุภา

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี